
การยุบสภา: ทางออกที่ไม่ใช่ทางออก
...วุฒิสาร ตันไชย
การยุบสภา หรือการยุบสภาผู้แทนราษฎร ตรงกับภาษาอังกฤษว่า
“Dissolution of Parliament” ซึ่งก็หมายถึง การที่ประมุขของรัฐ (ซึ่งในกรณีของประเทศไทย ก็คือ นายกรัฐมนตรี) มีการประกาศให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงพร้อมกันก่อนครบวาระจากประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2475 มาจนถึงปัจจุบัน ปรากฏมีการยุบสภา มาแล้วรวม 11 ครั้ง โดยสามารถอธิบายเหตุผลหลักในการยุบสภา แต่ละครั้งได้ 3 ประการ ได้แก่
เกิดความขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ ในกรณีที่รัฐบาลเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร แต่สภาผู้แทนราษฎรไม่พิจารณาอนุมัติ
เกิดความขัดแย้งภายในพรรคการ เมืองร่วมรัฐบาล ทำให้การบริหารงานของรัฐบาลขาดความเป็นเอกภาพ
เกิดปัญหาทางการเมือง หรือวิกฤตทางการเมืองต่างๆ จนการบริหารราชการแผ่นดินไม่อาจดำเนินไปได้
สำหรับข้อเรียกร้องของแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ที่เรียกร้องให้มีการยุบสภาและคืนอำนาจให้แก่ประชาชน โดยอ้างเหตุผลสำคัญว่าการบริหารราชการแผ่นดินภายใต้การบริหารงานของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ไม่มีประสิทธิภาพ และขาดความชอบธรรมในการเข้าสู่การดำรงตำแหน่ง เหตุผลดังกล่าวยังคงดูจะไม่สอดคล้องกันระหว่างเหตุปัจจัยและหนทางแห่งการระงับเหตุ ซึ่งก็คือ ข้อเสนอที่ให้มีการยุบสภา
จากหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ประชาธิปไตยไทยที่ผ่านมาหลายครั้งมีจุดเปลี่ยนจาก
“การเมืองนอกสภา” และแม้ว่าการเมืองรูปแบบดังกล่าวจะเป็นหนทางหนึ่งในการสร้างความเป็นพลเมืองให้กับคนไทย แต่!! หลายต่อหลายครั้งที่ผ่านมาการเมืองนอกสภา ถูกบิดเบือนเจตนารมณ์จากการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของกลุ่มผู้มีอุดมการณ์ทางการเมืองเดียวกันไปสู่การรวมกลุ่มเพื่อสร้างอำนาจการต่อรองและการกดดัน ฉะนั้น การเมืองนอกสภา จึงอาจจะเป็นเส้นแบ่งบางๆ ระหว่างการมีพัฒนาการทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยและการบั่นทอนความเป็นประชาธิปไตยของสังคมไทยหากพับเก็บข้อเสนอเรื่อง
“การยุบสภา” ของแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงไว้ก่อน ขณะเดียวกันมองว่าเมื่อการ บริหารราชการแผ่นดินภายใต้การบริหารของนายกรัฐมนตรีที่ไม่มีประสิทธิภาพ บกพร่องรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทสูงสุดของประเทศกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาภายใต้ระบบรัฐสภาไว้อย่างไร??รัฐธรรมนูญฯ มาตรา 158 ได้เปิดช่องทางให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีอยู่มีสิทธิในการขอเปิดอภิปรายเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีได้และสามารถเสนอชื่อผู้สมควรเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปได้ในคราวเดียวกัน
สำหรับกรณีของการเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลนั้นก็สามารถกระทำได้ตามมาตรา 159 โดยการเข้าชื่อเสนอญัตติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 6 ของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีอยู่ และหากเกิดกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ไม่ได้อยู่ในพรรคการเมืองที่สมาชิกในสังกัดของพรรคนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมีจำนวนไม่ถึงเกณฑ์ที่จะเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 158 และ 159 ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดเท่าที่มีอยู่มีสิทธิเข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลได้ นอกจากนี้ในกระบวนการทางรัฐสภาหากเห็นว่านายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นๆ มีข้อบกพร่องในการบริหารงานหรือมีพฤติการณ์ที่ไม่เหมาะสม ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 20,000 คน สามารถเข้าชื่อร้องขอต่อประธานวุฒิสภา เพื่อให้ถอดถอนบุคคลดังกล่าวได้ตามมาตรา 164 รวมทั้งการดำเนินคดีทางอาญาได้ด้วยเช่นกัน
ดังนั้น หากผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งในระบบการเมืองในสภา และการเมืองนอกสภา เห็นว่าการบริหารราชการแผ่นดินของนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี และรัฐมนตรีไม่มีประสิทธิภาพ บกพร่องและขาดความชอบธรรมก็สามารถใช้มาตรการต่างๆ ตามครรลองการเมืองที่รัฐธรรมนูญฯ ได้บัญญัติไว้เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองโดยระบบรัฐสภา







