
รายงานพิเศษ:เมื่อทำเนียบพเนจร (อีกแล้ว)
"การปิดล้อมที่กระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ถือว่าผิดกฎหมายและเจ้าหน้าที่รัฐสามารถเข้าสลายการชุมนุมได้แต่ต้องเป็นไปตามหลักสากล"
"การปิดล้อมที่กระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ถือว่าผิดกฎหมายและเจ้าหน้าที่รัฐสามารถเข้าสลายการชุมนุมได้แต่ต้องเป็นไปตามหลักสากล"
โดย ทีมข่าวการเมือง
บทเรียนจากเหตุการณ์พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย( พธม.) ยึดทำเนียบรัฐบาลเมื่อสองปีก่อน และการปิดล้อมของกลุ่มคนเสื้อแดงในช่วงเวลาต่อมา ทำให้รัฐบาลตื่นตัวต่อการรับมือสถานการณ์ที่มีแนวโน้มเหมือนอดีตอีกครั้ง
ทั้งในแง่กฎหมายที่จะนำมาบังคับใช้ โดยการประชุมคณะรัฐมนตรี( ครม.) เมื่อวันที่ 9 มี.ค. มีการหยิบยกคำพิพากษาศาลปกครอง กรณี พธม.ปิดล้อมอาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 51 มาเน้นย้ำให้เจ้ากระทรวงยึดถือปฏิบัติว่า การปิดล้อมที่กระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ถือว่าผิดกฎหมายและเจ้าหน้าที่รัฐสามารถเข้าสลายการชุมนุมได้แต่ต้องเป็นไปตามหลักสากล
กระนั้น รัฐบาลพยายามหลีกเลี่ยงไม่ต้องการเผชิญหน้า เพราะรับรู้ดีว่า หากเกิดการกระทบกระทั่งจนนำไปสู่การบาดเจ็บและสูญเสีย จะเข้าล็อคแกนนำเอามาเป็นเหตุโจมตี ปลุกเร้าอารมณ์มวลชนให้พลุ้งพล่าน หวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองตามที่ต้องการ
"แผนเผชิญเหตุ" จึงถูกนำมาซักซ้อมความเข้าใจให้กับข้าราชการทำเนียบฯ ในกรณีที่มีการปิดล้อมจนไม่สามารถเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติ โดยหลังจากทราบแน่ชัดกลุ่มมวลชนเสื้อแดงจะชุมนุมตั้งแต่วันที่ 12-14 มี.ค.หรืออาจลากยาวออกไป มีการปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล จำเป็นต้องจัดหาพื้นที่สำรองทำงาน โดยมีคำสั่งจากสำนักเลขาธิการนายกฯให้ข้าราชการในสังกัด เตรียมพร้อมตลอดเวลา กล่าวคือ ในวันที่ 12 มี.ค. ให้ข้าราชการทำงานตามปกติแต่หากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง โดยกลุ่มคนเสื้อแดงเคลื่อนทัพสู่ทำเนียบฯ ให้ข้าราชการกลับบ้านได้ตั้งแต่เที่ยงวัน ในกรณีเป็นที่ชัดเจนมีการปิดล้อม ขอให้ข้าราชการย้ายไปปฏิบัติหน้าที่สถานที่อื่น ตั้งแต่วันที่ 15 มี.ค. จนกว่าจะได้รับคำสั่งผู้บังคับบัญชาเป็นอย่างอื่น
ตั้งแต่วันที่ 15 มี.ค. อาจได้เห็น ข้าราชการ พนักงาน บุคลากรทำเนียบฯ กว่าพันชีวิต เปิดปฏิบัติการดาวกระจายไปทำงานตามสถานที่ต่างๆ เริ่มตั้งแต่ สำนักเลขาธิการนายกฯ เกือบทั้งหมด สภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) สำนักงานคณะกรรมการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ(กปร.) สำนักปลัดสำนักนายกฯ (สปน.) บางส่วน ยกทัพไปปักหลักทำงานที่ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ โดยใช้ห้องทำงาน ซึ่งเดิมรองรับหน่วยงานราชการอื่นตามโครงการย้ายมาประจำที่ศูนย์ราชการ แต่เนื่องจากยังไม่ได้ย้ายเข้ามา ให้ข้าราชการในหน่วยงานสังกัดสำนักนายกฯ เข้าทำงานชั่วคราวไปก่อน ซึ่งวานนี้ บรรดาผู้บริหารสำนักเลขาธิการนายกฯ ไปสำรวจห้องต่างๆ พบว่า ไม่น่ามีอุปสรรคปัญหามากนัก อีกทั้งเครื่องไม้เครื่องมือระบบสื่อสารพร้อมสรรพ
ขณะที่ข้าราชการ สปน.บางส่วน จะย้ายไปทำงานที่กรมประชาสัมพันธ์ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี(สลค.) จะอพยพไปที่อาคารโรงพิมพ์สลค. นอกจากนี้ยังได้จัดเตรียมทำความสะอาด บ้านมนังคศิลา บ้านพิษณุโลก หรือแม้แต่บ้านพักรับรองสำนักเลขาธิการนายกฯ ที่บางแสน จ.ชลบุรี รองรับข้าราชการอีกจำนวนหนึ่งด้วย เมื่อมีการย้ายข้าราชการไปทำงานสถานที่แห่งใหม่ แน่นอนว่าเรื่องการเดินทางเป็นปัญหาตามมา ดังนั้น สำนักเลขาจัดเตรียมรถตู้รับส่ง สถานที่ต่างๆไว้บริการแล้ว
มีคำถามว่า นายกฯ ครม.จะปักหลักทำงานที่ไหน ส่วนนี้มีการจัดเตรียมสถานที่ไว้พร้อมแล้ว โดยกองบัญชาการ ที่จะอำนวยความสะดวกในการเรียกประชุมฉุกเฉิน ส่วนใหญ่จะให้ความไว้วางใจกองทัพ ไม่ว่าจะเป็น กองบัญชาการกองทัพไทย ซึ่งอยู่ในโซนเดียวกับศูนย์ราชการ ที่มีข้าราชการสำนักเลขาธิการนายกฯไปทำงานชั่วคราว จึงสามารถประสานด้านเอกสาร ธุรการ รวมถึงสั่งการให้กระทรวงต่างๆที่อยู่ห่างพื้นที่ชุมนุมเข้มข้นเตรียมพร้อมด้วย
ขณะเดียวกัน มีการจัดเซฟเฮ้าส์ ไว้รองรับบุคคลสำคัญการเมืองและครอบครัว โดยสถานที่ต่างๆถูกยกระดับอยู่ในชั้นความลับ เพื่อป้องกันเหตุการณ์ลอบทำร้าย อย่างไรก็ตามมักจะหนีไม่พ้นค่ายทหารเป็นหลัก อย่างช่วงเหตุการณ์เมษาเดือดปีที่แล้ว กองทัพจัดเซฟเฮาส์ไว้หลายแห่งตามค่ายทหารย่านถนนวิภาวดีรังสิต เช่น กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ ( ร.1รอ.) ครั้งนั้น มีการจัดห้องหับให้นายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.สำนักนายกฯ ปณิธาน วัฒนยากร รองเลขาธิการนายกฯและโฆษกรัฐบาล นอนค้างคืน อีกทั้ง ร.1 รอ. ยังเป็นกองบัญชาการในการยกร่าง พรก.ฉุกเฉิน ก่อนไปประกาศใช้ที่กระทรวงมหาดไทย
ทั้งนี้ทั้งนั้น บรรดาสถานที่ - เซฟเฮ้าส์ หลีกหนีแดงป่วนกรุง เลิกนึกถึง “ห้องประชุมท่าอากาศยานดอนเมือง” ได้เลย เพราะงานนี้ ถูกกาทิ้งออกไปจากบัญชี







