
รายงานพิเศษ : คิดก่อนทำ!ก่อนปิดล้อมสถานที่ราชการ
เปิดคำพิพากษา ซึ่งเป็นบรรทัดฐานสลายชุมนุม เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 51 อย่าให้เหตุการณ์ซ้ำรอย
เปิดคำพิพากษา ซึ่งเป็นบรรทัดฐานสลายชุมนุม เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 51 อย่าให้เหตุการณ์ซ้ำรอย
โดย...ทีมข่าวการเมือง
“การปิดกั้นห้ามมิให้มีการเข้าออกรัฐสภาในวันดังกล่าวเป็นไปเพื่อมิให้คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา อันจะทำให้รัฐมนตรีเข้าบริหารราชการแผ่นดินไม่ได้ตามมาตรา 176 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อภาระหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินและการจัดทำกิจกรรมสาธารณะ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงมีอำนาจที่จะเข้าสลายการชุมนุมเพื่อแก้ไขปัญหาการกระทำของผู้ชุมนุมได้"
การชุมนุมที่นำไปสู่ความรุนแรงในอดีต ทำให้รัฐบาลอภิสิทธ์ นำมาศึกษา เป็นคู่มือในการรับมือกลุ่มคนเสื้อแดงที่จะมาชุมนุม ในกรณีเหตุการณ์บานปลายปิดล้อมสถานที่ราชการ และจำเป็นที่เจ้าหน้าที่รัฐจะต้องเข้าไปสลายการชุมนุม
มีกรณีศึกษา ไว้แล้ว กับเหตุการณ์กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ปิดล้อมอาคารรัฐสภาขัดขวางสมาชิกรัฐสภาเข้าฟังการแถลงนโยบายรัฐบาลของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 ต.ค.2551 โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุม เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บจำนวนมาก ซึ่งต่อมา ผู้ชุมนุมที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรงได้ยื่นฟ้องศาลปกครองให้พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.สมัยนั้นและนายตำรวจระดับล่างยุติการใช้ความรุนแรงและขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งหรือกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองกลุ่มผู้ชุมนุม
เหตุการณ์ชุมนุมที่จะมีขึ้นในไม่กี่วันนี้ ซึ่งประเมินกันว่าจะมีรูปแบบยุทธวิธีไม่ต่างกับกลุ่มพธม โดยเฉพาะการปิดล้อมสถานที่ราชการจนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเข้ามาสลายการชุมนุม ซึ่งจะเป็นเงื่อนไขให้ฝ่ายสร้างความปั่นป่วนหยิบมาโจมตีกล่าวหารัฐบาลละเมิดสิทธิมนุษยชนและฟ้องต่อชาวโลกได้
อภิสิทธิ์ รับรู้ต่อสถานที่จะเกิดขึ้น จึงนำคำพิพากษาศาลปกครองในช่วงเหตุการณ์ 7 ต.ค. 51 มาแจกจ่ายต่อที่ประชุมครม. และได้สั่งการหน่วยงานราชการโดยเฉพาะฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ศึกษาคำพิพากษาดังกล่าว เพราะนี่คือ หลักในการปฏิบัติต่อกลุ่มผู้ชุมนุม ในสถานการณ์รุนแรง ขณะเดียวกันจะเป็นเครื่องตอกย้ำ การชุมนุมที่อ้างว่าสามารถกระทำได้เป็นไปตามบทบัญญัตติของรัฐธรรมนูญ เป็นไปในลักษณะไหนที่กระทำโดยชอบหรือมิชอบ!!!
คำพิพากษาฉบับนี้ มีคำอธิบายตอบโจทก์ทั้งหมดได้ดีที่สุด - มีเนื้อหาดังนี้
ผู้ฟ้องคดีทั้งหก( กลุ่มผู้ชุมนุม.) ได้มีคำขอให้ศาลมีคำสั่งหรือกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวห้ามผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามและเจ้าหน้าที่ผู้ใต้บังคับบัญชาของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามและเจ้าหน้าที่อื่นใดที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลการใช้สิทธิเสรีภาพ ในการชุมนุมของผู้ฟ้องคดีทั้งหกและประชาชนโดยทั่วไป ใช้วัตถุระเบิด อาวุธ สงคราม หรืออาวุธอื่นใด รวมตลอดถึงการใช้ความรุนแรงๆ เข้าสลายการชุมนุมของผู้ฟ้องคดีทั้งหกและประชาชนทั่วไปที่ร่วมการชุมนุมกับ ผู้ฟ้องคดีทั้งหกไว้เป็นการชั่วคราวในการระหว่างการพิจารณาคดีนี้นั้น เห็นว่า มาตรา 63 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 บัญญัติว่า บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและราศจากอาวุธ การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะในกรณีการชุมนุมสาธารณะ และเพื่อคุ้มครองความสะดวกของประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ในระหว่างที่ประเทศอยู่ในภาวะสงครามหิอมระหว่างที่มีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก
ตามข้อเท็จจริงในคดีผู้ฟ้องคดีที่ 1 ให้ถ้อยคำว่า “ขณะที่ตนเองเข้าร่วมการชุมนุมได้ร่วมกับคนอื่นๆ ลุกขึ้นยืนแสดงเจตนาไปรัฐสภาเพื่อไม่ให้มีการประชุมรัฐสภาในวันที่ 7 ต.ค. 2551 โดย การล้อมรัฐสภาไว้ และในระหว่างการปิดล้อมประตูทางเข้าทุกด้านของรัฐสภาเพื่อให้บุคคลหนึ่ง บุคคลใดเข้าไปได้ มีผู้ควบคุมอยู่บนเวทีรถกระจายเสียงเป็นผู้แจ้งบอกให้ผู้ร่วมชุมนุมดำเนิน การ และผู้ฟ้องคดีที่ 5 ให้ ถ้อยคำว่า “ในช่วงเวลาบ่ายในการชุมนุมของประชาชนที่รัฐสภาได้มีการปิดล้อมประตูเพื่อไม่ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา เข้าออกรัญสภา และเป็นที่ทราบโดยไปว่าฝ่ายผู้ชุมนุมได้ใช้รั้วลวดหนาม ยางรถยนต์ราดยน้ำมันขวางไว้ การกระทำดังกล่าวของผู้ชุมนุมจึงมีลักษณะทำให้ผู้อื่นกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ จนไม่กล้าเข้าไปในรัฐสภา หรือ ออกจากรัฐสภา อันเป็นการกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น
ดังนั้น การชุมนุมหน้ารัฐสภาดังกล่าวจึงไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบอันจะได้รับการคุ้มครองตามมาตรา 63 ของของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 อีกทั้งการปิดกั้นห้ามมิให้มีการเข้าออกรัฐสภาในวันดังกล่าวเป็นไปเพื่อมิให้คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา อันจะทำให้รัฐมนตรีเข้าบริหารราชการแผ่นดินไม่ได้ตามมาตรา 176 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อภาระหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินและการจัดทำกิจกรรมสาธารณะ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงมีอำนาจที่จะเข้าสลายการชุมนุมเพื่อแก้ไขปัญหาการกระทำของผู้ชุมนุมได้
แต่อย่างไรก็ตาม การกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อการสลายการชุมนุมจะต้องกระทำเท่าที่จำเป็น โดยคำนึงถึงความเหมาะสม มีลำดับขั้นตอนตามหลักสากลที่ใช้ในการสลายการชุมนุมของประชาชน เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่อาจดำเนินการตามอำเภอใจได้ โดยปรากฎข้อเท็จจริงเป็นที่รู้กันทั่วไปว่าเหตุการณ์สลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ในวันที่ 7 ต.ค. 2551 มีประชาชนเสียชีวิตหนึ่งรายและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก โดยประชาชนที่เข้าร่วมการชุมนุมจำนวนมากไม่ได้ทราบการแจ้งเตือนและมาตรการสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตำรสจ ประกอบ กับขณะนี้ยังมีมีการชุมนุมของประชาชนกลุ่มต่างๆ อยู่และการชุมนุมนั้นอาจมีการกระทำที่ละเมิดต่อกฎหมาย ไม่ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเจ้าหน้าที่อาจต้องดำเนินการสลายการชุมนุมอีก
อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ศาลจึงมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองให้ผู้ฟ้องคดีทั้งหก โดยมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 หาก จะกระทำการใดๆ ต่อผู้เข้าร่วมชุมนุมต้องดำเนินการเท่าที่จำเป็น โดยคำนึงถึงความเหมาะสม มีลำดับขั้นตอนตามหลักสากลที่ใช้ในการสลายการชุมนุมของประชาชน ให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 บังคับบัญชาเจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งศาล และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ใช้อำนาจหน้าที่ของตนดำเนินการให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ปฏิบัติตามมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองชั่วคราวตามคำสั่งศาล จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น







