posttoday
ยุโรปมือแปดด้าน 'กลไกแก้หนี้'เป็นอัมพาต

ยุโรปมือแปดด้าน 'กลไกแก้หนี้'เป็นอัมพาต

11 พฤษภาคม 2555

แม้จะผ่านมาเกือบครบสัปดาห์แล้ว นับตั้งแต่ประกาศผลการเลือกตั้งผู้นำฝรั่งเศสและสมาชิกรัฐสภากรีซ

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

[email protected]

แม้จะผ่านมาเกือบครบสัปดาห์แล้ว นับตั้งแต่ประกาศผลการเลือกตั้งผู้นำฝรั่งเศสและสมาชิกรัฐสภากรีซ ทว่าบรรยากาศของตลาดทุนทั่วโลกกลับยังไม่กระเตื้องขึ้น และกำลังกลายเป็นปัญหาความเชื่อมั่นที่ทับซ้อนกับวิกฤตการณ์หนี้ยุโรปให้รุนแรงขึ้นไปทุกขณะ

เพราะนอกจากวิกฤตการณ์ของยุโรปจะสาหัสและซับซ้อนกว่าที่คาดไว้แล้ว “กลไกการแก้ปัญหา” ซึ่งเป็นทางออกที่ทั่วโลกจับตามองนั้น กลับไม่สะเด็ดน้ำพอที่จะช่วยแก้ปัญหาระดับวิกฤตการณ์ครั้งนี้ และไปๆ มาๆ กลไกการแก้ปัญหาที่วางไว้อาจต้องสะดุดลงก่อนจะแก้อะไรได้เสียอีก

แน่นอนว่าเรากำลังกล่าวถึงกองทุนกลไกรักษาเสถียรภาพยุโรป (อีเอสเอ็ม) และกลุ่มความร่วมมือทางการคลังยุโรป (Fiscal Compact) ซึ่งทั้งสองกลไกนี้ยังไม่ได้รับการให้สัตยาบันจากประเทศสมาชิก หรือยังไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ

หรือพูดง่ายๆ ว่ายังมีสิทธิล้มได้ตลอดเวลา

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าปัญหาหลักๆ ของยุโรปที่มีมานานกว่า 2 ปีนี้ คือ ปัญหาหนี้สาธารณะ (Sovereign Debt) อันเกิดจากการใช้จ่ายเกินตัว ทำให้ขาดดุลงบประมาณ และมีหนี้สาธารณะสูงกว่าจีดีพีในปริมาณมหาศาล นอกจากนี้ยังเกิดปัญหาในระบบการเงินการธนาคารครั้งใหญ่ด้วย เพราะธนาคารพาณิชย์ต้องแบกรับความเสี่ยงจากการถือครองพันธบัตรรัฐบาลที่มีปัญหา

ยุโรปมือแปดด้าน 'กลไกแก้หนี้'เป็นอัมพาต

ยุโรปซึ่งไม่เคยมีกลไกรองรับวิกฤตการณ์เหล่านี้มาก่อน ได้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการอัดฉีดเงินกู้ให้ประเทศที่เกิดปัญหา โดยตั้งกองทุนชั่วคราวที่ชื่อว่า กองทุนรักษาเสถียรภาพทางการเงินยุโรป (อีเอฟเอสเอฟ) เพื่ออัดฉีดเงินกู้ร่วมไปกับธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) แต่วิกฤตที่ลุกลามมากขึ้นและเร็วขึ้น ทำให้ยุโรปต้องหันมาตั้งกองทุนถาวรแทนที่ ซึ่งก็คือ อีเอสเอ็ม ซึ่งคาดว่าจะมีการลงนามให้สัตยาบันจาก 17 ประเทศกลุ่มยูโรโซนในเดือน ก.ค.นี้

อย่างไรก็ตาม กองทุนของยุโรปกลับไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้ทั่วโลกได้มากพอ เพราะปัจจัยสำคัญคือ “มีเงินไม่พอ”

จากกองทุนเดิมที่มีเงินทุนอยู่ 4.4 แสนล้านยูโร กองทุนใหม่นี้กลับระดมทุนได้จริงเพียง 5 แสนล้านยูโรเท่านั้น ทั้งที่ตั้งความหวังไว้ในตอนต้น 1 ล้านล้านยูโร ซึ่งเงินจำนวนดังกล่าวจะไม่สามารถแก้ปัญหาในกรณีที่สเปนหรืออิตาลีเกิดวิกฤตการณ์ตามมาเป็นชาติที่ 4 หรือชาติที่ 5 ได้ เพราะคาดว่ายุโรปต้องมีเงินกู้อยู่ในมือให้พร้อมอย่างน้อยๆ ที่ 8 แสนล้านยูโร

ประเด็นนี้จึงเป็นคำตอบที่ดีว่า เพราะเหตุใดตลาดทุนโลกจึงไม่เคยวางใจกับปัญหายุโรป และพร้อมจะเขย่าความเชื่อมั่นได้ทุกเมื่อ

ขณะเดียวกัน อีเอสเอ็ม ก็ไม่สามารถปล่อยกู้ให้ภาคธนาคารได้โดยตรง จำเป็นต้องปล่อยกู้ผ่านรัฐบาลประเทศต่างๆ ทำให้การแก้ปัญหาของภาคการเงินการธนาคารในยุโรปยังติดขัดเรื่องการหาเงินกู้

ดังเช่นกรณีของสเปนในวันนี้ ที่ภาคธนาคารตกอยู่ในความเสี่ยงสูงจากการถือครองตราสารหนี้ที่อิงกับสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ แม้รัฐบาลสเปนจะเข้าไปเทกโอเวอร์ธนาคารแห่งหนึ่งแล้ว แต่สเปนซึ่งอยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอย และต้องคุมงบประมาณขาดดุลอย่างหนักเช่นกัน ก็ไม่มีเงินมากพอที่จะเข้าไปช่วยธนาคารได้ทั้งหมด หากปัญหาลุกลามแรงไปทั้งระบบมากกว่านี้

กลไกการแก้ปัญหาที่น่าเป็นห่วงไม่แพ้กันก็คือ การรวมกลุ่มทางการคลังยุโรป (Fiscal Compact) ซึ่งกำลังส่อเค้าว่าอาจล่มตั้งแต่ยังไม่ทันได้ตั้ง และอาจส่งผลให้การแก้ปัญหายุโรปที่ฐานรากต้องพังทลายตามไปด้วย

การกำหนดระเบียบอย่างเคร่งครัดให้ประเทศสมาชิก 27 ชาติ ยกเว้นเช็กและอังกฤษ ต้องควบคุมงบประมาณขาดดุลอย่างเข้มงวดตามระเบียบของอียู โดยที่มีบทลงโทษตามมาโดยอัตโนมัติหากฝ่าฝืนนั้น นับเป็นความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่กำลังทำให้ประเทศในยุโรปอึดอัด เนื่องจากต้องรัดเข็มขัดทางการคลังอย่างเข้มงวด นำไปสู่การตัดลดสวัสดิการ เงินเดือน และสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของประชาชน

แต่การควบคุมงบขาดดุลอย่างหนัก กำลังส่งผลกระทบถึงการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไปด้วย เช่น ในสเปนที่กลับเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างเป็นทางการแล้วในไตรมาสแรกของปีนี้ ท่ามกลางภาวะการว่างงานที่พุ่งสูงสุดในรอบกว่า 20 ปี หรืออย่างในกรีซที่คาดว่าต้องใช้เวลาอีกราว 2–3 ปี กว่าที่เศรษฐกิจจะเริ่มกลับมาขยายตัวได้อีกครั้ง

ปัญหาดังกล่าวนี้กำลังสร้างแรงกดดันอย่างหนักภายในยุโรปว่า ควรต้องมีการเปลี่ยนแปลงมาตรการดังกล่าวให้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจบางส่วนหรือการจ้างงานควบคู่กันไปด้วยหรือไม่

นอกจากกลไกการแก้ปัญหาหลักๆ 2 ด้านของยุโรปจะเผชิญภาวะที่ไม่แน่นอน ทั้งไม่แน่นอนว่าจะแก้ปัญหาได้ และไม่แน่นอนว่าจะเกิดกลไกดังกล่าวขึ้นมาได้จริงหรือไม่แล้ว ปัจจัยทางการเมืองอันร้อนระอุก็กำลังเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ความพยายามแก้ปัญหาในยุโรปต้องสั่นคลอนลงด้วย

การใช้ไม้แข็งบีบให้ประเทศในยุโรปต้องลดงบประมาณขาดดุลอย่างเคร่งครัด ทำให้หลายประเทศส่งสัญญาณประท้วงผ่านการเลือกตั้ง ดังที่เห็นผลทั้งในกรีซและฝรั่งเศส ที่ประกาศตัวไม่เอาแผนรัดเข็มขัดทางการคลังอีกต่อไป ขณะที่ในประเทศเนเธอร์แลนด์นั้น รัฐสภาก็ไม่สามารถตกลงเรื่องการลดงบประมาณขาดดุลได้ จนรัฐบาลต้องประกาศลาออกเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่

ล่าสุด แม้แต่ฝ่ายค้านในสภาเยอรมนีที่เป็นหัวหอกหลักของแผนการดังกล่าวเอง ก็ยังแย้มว่าอาจจะไม่ให้สัตยาบันในแผนการรวมกลุ่มทางการคลัง เพราะควรต้องมีการปรับเปลี่ยนแก้ไขให้มีการกระตุ้นเศรษฐกิจบางส่วนไปพร้อมกับการลดงบประมาณขาดดุลด้วย

หลายประเทศกำลังส่งสัญญาณบีบไปยังประธานาธิบดี อังเกลา แมร์เกิล ของเยอรมนีอย่างหนักว่า การลดหนี้คุมงบประมาณขาดดุลเพียงอย่างเดียวนั้น ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกต้องในวันนี้ เพราะได้สร้างความเจ็บปวดต่อหลายประเทศ และยังนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ปัญหาการว่างงานพุ่งสูง และผลกระทบอื่นๆ ที่ประชาชนต้องเป็นผู้แบกรับ

แม้จะยืนกรานอย่างหนักว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจบนกองหนี้ ไม่ใช่วิธีการเดินหน้าประเทศที่ถูกต้อง ทว่าเยอรมนีเพียงประเทศเดียวโดยไร้เงาหนุนของ นิโกลาส์ ซาร์โกซี อาจไม่สามารถทนต่อแรงกดดันอย่างหนักจากบรรดาประเทศเพื่อนบ้านรายล้อมได้

หากเป็นเช่นนั้น ยุโรปจะเกิดความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่อีกครั้งในการแก้วิกฤตการณ์หนี้สาธารณะ ซึ่งการก่อหนี้เพิ่มมากระตุ้นเศรษฐกิจจะทำให้การแก้ปัญหาของยุโรปยิ่งยืดเยื้อยาวนานออกไปอีก

ทว่า หากสถานการณ์เลวร้ายกว่าเพราะไม่มีความชัดเจน กลไกที่กำหนดขึ้นไม่สามารถตอบโจทย์วิกฤตการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพพอ หรืออาจทำไม่ได้แม้แต่จะบรรลุกลไกการแก้ปัญหาร่วมกันด้วยซ้ำแล้ว

ถึงจุดนั้นก็เตรียมตัวรับมือวิกฤตครั้งใหม่กันได้เลย

 

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่