
3ปัจจัยพลังเงียบหายไป
ครั้งนี้จึงเป็นบทพิสูจน์ของสังคมไทยว่าจะช่วยสร้างพลังตีกรอบไม่ให้ “มือที่สาม” ใช้ประชาชน เป็นเหยื่อของความรุนแรงเพื่อเปลี่ยนแปลงการเมืองได้หรือไม่
ครั้งนี้จึงเป็นบทพิสูจน์ของสังคมไทยว่าจะช่วยสร้างพลังตีกรอบไม่ให้ “มือที่สาม” ใช้ประชาชน เป็นเหยื่อของความรุนแรงเพื่อเปลี่ยนแปลงการเมืองได้หรือไม่
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ปัจจัยที่ทำให้เสื้อแดงเพลี่ยงพล้ำเมื่อครั้งการชุมนุมใหญ่เมื่อเดือน เม.ย.ปีที่แล้ว จนกลายเป็น “สงกรานต์เลือด” คือ รบไม่มีแผน ไม่มีการจัดระบบ เกิดจลาจลจนละเมิดสิทธิประชาชน ทำให้ชุมชนต่างๆ ไม่ว่า ชุมชนนางเลิ้ง ชุมชนดินแดง ชุมชนซอยเพชรบุรี ต่างออกมาต่อต้านขบวนการเสื้อแดงอย่างหนัก
และนำไปสู่ การประกาศสลายการชุมนุม เป็นบาดแผลของ คนเสื้อแดง จนถึงทุกวันนี้
นั่นเป็นบทเรียนที่ชี้ให้เห็นว่า การชุมนุมทางการเมืองที่มีการเผชิญหน้า ระหว่าง ประชาชน กับ รัฐ ฝ่ายที่จะชี้ขาดว่า ขั้วใดจะ “แพ้ชนะ” อยู่ที่ “ความชอบธรรม” ของการชุมนุม ยุทธวิธีเคลื่อนไหว ข้อเรียกร้อง รวมถึงท่าทีฝ่ายรัฐบาลที่จะปฏิบัติต่อผู้ชุมนุม
ที่สุดแล้ว “พลังเงียบ” จะเป็นฝ่ายชั่งน้ำหนักว่า ฝ่ายใดมีความชอบธรรมกว่ากัน
วันนี้ สถานการณ์การต่อสู้แตกออกเป็นสองขั้วชัดเจน กลุ่มเสื้อแดงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และกลุ่มไม่เอาระบอบทักษิณ มีอัตราส่วนใกล้เคียงกัน ที่เหลือคือ พลังเงียบประมาณ 40-50%
ผลสำรวจจากโพลสำนักต่างๆ ก็ชี้ชัดตามสัดส่วนนี้ การชุมนุมใหญ่วันที่ 14 มี.ค. ของแกนนำเสื้อแดง โดยประกาศว่าจะมีมวลชนนับล้านบุกกรุงเทพฯ ตั้งเวทีกลางที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ ใช้พื้นที่ชุมนุมลากยาวตั้งแต่สนามหลวงจนถึงลานพระบรมรูปทรงม้า
แม้มวลชนอาจมาได้ไม่ถึงหลักล้าน หรือเหลือแค่หลักแสน แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหา หากการชุมนุมเป็นไปอย่างสงบ สันติ เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย ความยุติธรรมตามความเชื่อ ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวตามสิทธิอันชอบธรรมในวิถีทางประชาธิปไตย
แต่หากการชุมนุมใหญ่ของ “แดงทั้งแผ่นดิน” เกิดความรุนแรงขึ้นมา ไม่ว่าโดยปัจจัยใด ทั้งผู้ที่จ้องสร้างสถานการณ์ แนวร่วมทักษิณ หรือฝ่ายรัฐเป็นคนสร้าง ประเทศก็จะเกิดการจลาจล วุ่นวาย เศรษฐกิจที่กำลังเดินไปด้วยดีจะถอยหลังจมเข้าหุบเหวอีกรอบ
การดีเดย์เคลื่อนพลครั้งใหญ่เริ่มวันที่ 12 มี.ค.นั้น ว่าไปแล้วอาจเป็นการชุมนุมใหญ่ครั้งสุดท้ายของม็อบเสื้อแดงภายในรัฐบาลนี้ เพราะเวลาของรัฐบาลอภิสิทธิ์เหลืออยู่ไม่ถึงสองปี
“ทักษิณ ชินวัตร” และ แกนนำเสื้อแดง ต่างก็ตั้งความหวังว่า ครั้งนี้จะกดดันรัฐบาลได้หนักหน่วงกว่าการชุมนุมใหญ่ “เมษาเลือด” ยอดมวลชนที่ตั้งเป้าไว้จึงมากกว่าเดิมจาก 1 แสนคนเป็น 1 ล้านคน
“เข้มข้นดุดันปิดเกมเร็ว” นี่คือเป้าประสงค์ของทักษิณและแกนนำ นปช.
กลุ่มเสื้อแดงมีวิทยุชุมชนคอยปลุกเร้าระบบสองมาตรฐาน และความไม่เป็นธรรมที่ทักษิณถูกยึดทรัพย์ ขณะเดียวกันทักษิณคอยปลุกปั่นคนเสื้อแดงให้บุกกรุงกันให้มากๆ เพื่อให้ได้ชัยชนะจะได้ล้างไพ่นิรโทษกรรมคดีทุจริต
ทุกฝ่ายจึงเห็นตรงกันว่า การชุมนุมรอบนี้เข้มข้นและดุเดือดกว่าสงกรานต์เลือดแน่นอน
แม้แต่แกนนำพรรคเพื่อไทย หรือแกนนำเสื้อแดง ที่นำมวลชนออกมา ก็ไม่รับประกันความปลอดภัย เพียงแต่โยนว่า หากมีความรุนแรงเกิดขึ้นต้องเป็นฝีมือของรัฐที่เป็นผู้สร้างสถานการณ์
ส่วนรัฐบาลก็ตั้งรับเต็มพิกัด โดยเฉพาะ นายกฯ อภิสิทธิ์ และสุเทพ เทือกสุบรรณ ออกมาพูดเองว่า ได้กลิ่นวินาศกรรม วางระเบิด เพื่อสร้างสถานการณ์ความรุนแรงหวังเปลี่ยนแปลงรัฐบาล
ปัจจัยแวดล้อม ขณะนี้ก็เห็นสัญญาณที่น่าวิตก ทั้งความเคลื่อนไหวของกลุ่ม พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ “เสธ.แดง” หรือ “เคทอง” ลูกน้องสนิท รวมถึงกรณีระเบิดธนาคารกรุงเทพที่ถูกโยงเกี่ยวข้องกัน
ภาพที่ปรากฏเสมือนเรากำลังทำสงครามห้ำหั่น ตายกันเป็นข้าง
ฝั่งเสื้อแดงเตรียมประชาชนนับล้าน เตรียมเสบียงกรัง ระบบส่งกำลังบำรุง จัดการ์ดแดง นักรบดำ นับพันตามจุดชุมนุม ส่วนฝ่ายรัฐบาลเตรียมเจ้าหน้าที่รัฐ ทหาร ตำรวจ ร่วมครึ่งแสน
กรุงเทพฯ กำลังจะเป็นสนามรบ ซึ่งทั้งรัฐบาล พรรคเพื่อไทย และแกนนำเสื้อแดง ก็เชื่อว่าอาจมีใครตกเป็นเหยื่อ ไม่ว่า บาดเจ็บ หรือ เสียชีวิต เพื่อสังเวยกับการเปลี่ยนแปลง
ขณะที่แกนนำเสื้อแดง มีแผนชุมนุมย่อย 6 จุด ที่กรุงเทพฯ วันที่ 12 มี.ค. ได้แก่ ถนนบางนา สามเหลี่ยมดินแดง วงเวียนใหญ่ อนุสาวรีย์พระเจ้าตาก สวนลุมพินี สน.ทุ่งสองห้อง ดอนเมือง และอีก 4 จุดในปริมณฑล คือ ศาลากลางจังหวัดสมุทรปราการ ศาลากลางจังหวัดนนทบุรี บริเวณคลอง 4 อ.ธัญบุรี อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี
หากเป็นไปตามนี้เชื่อว่ากรุงเทพฯ จะเป็นอัมพาตเพราะต้องปิดการจราจรในเส้นทางหลัก
ทั้งที่น่าเป็นห่วงว่าจะเกิดความรุนแรง แต่การต่อสู้ยังเป็นป้อมค่ายของสองกลุ่ม จนดูเหมือนว่าประเทศนี้มีแค่ 2 ขั้ว ระหว่าง “ทักษิณม็อบแดง” และฝ่ายรัฐบาล ที่ออกมาชิงพื้นที่ข่าวกันเข้มข้น
หลายคนถามว่า “พลังเงียบ” ที่เป็นพลังบริสุทธิ์เตือนสติ ไม่ให้ใช้ความรุนแรงหายไปไหน ในเมื่อรู้ว่าประเทศไทยนี้กำลังเสี่ยงภัยจากสงครามภายในบ้าน
เครือข่ายต่างๆ ที่เคยรณรงค์ก็ดูจะไม่ตื่นตัวเหมือนที่ผ่านมา นักธุรกิจ เอ็นจีโอ นักศึกษา กระทั่งชุมชน ก็ดูจะพลังเงียบผิดปกติ โดยเฉพาะ นักวิชาการที่เคย “ธงนำ” แสดงจุดยืนออกแถลงการณ์ยุติความรุนแรง ก็ไม่ออกมาทำหน้าที่เตือนสติสังคม
ขณะที่รัฐบาล พยายามปลุกพลังเงียบให้ออกมา เป็นหูเป็นตา ทั้งนัดประชุมวินมอเตอร์ไซค์ ผู้นำชุมชน ให้ร่วมสอดส่องเหตุรุนแรงไม่ให้เกิดวินาศกรรมเผาเมือง
มีการประเมินเหตุที่พลังเงียบใน กทม. นิ่งสนิทนั้น มาจากเหตุสามปัจจัย
หนึ่ง มั่นใจว่ารัฐจะรับมือการชุมนุมได้ เพราะเห็นบทเรียนจากเหตุการณ์สงกรานต์เลือด
สอง ไม่กล้าแสดงจุดยืนเพราะกระแสต่อสู้ค่อนข้างแรงจนกลัวว่าถ้าออกมาจะถูกผลักให้เป็นสีใดสีหนึ่ง
สาม รอให้เกิดความรุนแรงเกิดขึ้นก่อน จนได้รับผลกระทบถึงจะออกมาแสดงจุดยืน ท่าที
สองนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ รั้วจุฬาฯ อย่าง “เวียงรัฐ เนติโพธิ์” อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า เหตุที่คนเมืองหลวงยังไม่ออกมาแสดงท่าทีในขณะนี้ เพราะคนกรุงเทพฯ ไม่แน่นอน เอนเอียงไปตามสื่อกระแสหลัก ซึ่งในขณะนี้สื่อมองว่าฝ่ายรัฐบาลกำลังได้เปรียบ ทำให้คนกรุงเทพฯ รู้สึกวางใจว่าไม่น่าจะเกิดความรุนแรง
ขณะที่ “สุริชัย หวันแก้ว” อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ อีกราย เห็นว่า วันนี้เริ่มมีกลุ่มที่ไม่อยากเห็นความรุนแรงออกมาพูดบ้างแล้ว เช่น กลุ่มธุรกิจ จนทำให้กลุ่มที่มีแนวโน้มว่าจะทำความรุนแรงรีบออกมาแถลงว่าจะไม่มีการก่อเหตุความรุนแรง แต่หากจะให้มีพลังเงียบมากกว่านี้ คิดว่าสื่อมีบทบาทสำคัญที่ต้องเปิดพื้นที่ให้คนเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มคนทำงาน นักท่องเที่ยว เชื่อว่าหากเปิดพื้นที่กันอย่างจริงจังจะทำให้คนเตรียมพร้อมกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นมากขึ้น
สัปดาห์นี้ม็อบเสื้อแดงเตรียมเคลื่อนใหญ่ สัญญาณความรุนแรงของผู้เตรียมสร้างสถานการณ์ยังดังเป็นระยะ
ครั้งนี้จึงเป็นบทพิสูจน์ของสังคมไทยว่าจะช่วยสร้างพลังตีกรอบไม่ให้ “มือที่สาม” ใช้ประชาชน เป็นเหยื่อของความรุนแรงเพื่อเปลี่ยนแปลงการเมืองได้หรือไม่ อย่างไร







