
ไอเอ็มเอฟฟันธงศก.โลกโต3.5%
ไทยญี่ปุ่นฟื้นดันศก.เอเชียยิ่งลักษณ์โชว์จีดีพีปีนี้6.5%
ไทยญี่ปุ่นฟื้นดันศก.เอเชียยิ่งลักษณ์โชว์จีดีพีปีนี้6.5%
ไอเอ็มเอฟ ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจโลกดีขึ้น ปีหน้าไทยจะโตสุดในอาเซียน
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ปรับคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกใหม่ขึ้นมาอยู่ที่ 3.5% ในปี 2555 แต่ก็ยังเตือนว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโลกยังคงอยู่ในสภาวะที่เปราะบางค่อนข้างมาก ซึ่งอาจจะได้รับแรงกระทบจากวิกฤตหนี้ยุโรปและราคาน้ำมันได้ทุกเมื่อ
ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่า ในปีนี้เศรษฐกิจโลกจะมีอัตราการเติบโตที่ 3.5% และจะเพิ่มขึ้นเป็น 4.1% ในปี 2556 ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นจากการคาดการณ์ครั้งก่อนหน้าเล็กน้อย ที่ในปีนี้จะโตที่ 3.3% และ 4.1% ในปี 2556
“เศรษฐกิจโลกดีขึ้นอย่างช้าๆ แต่ก็ยังเปราะบางอยู่มาก” ไอเอ็ม เอฟระบุในรายงานครึ่งปี โดยในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วจะมีอัตราการเติบโตอยู่ที่ราว 1.4%
สำหรับจีน ไอเอ็มเอฟยังมองว่าจะเป็นพลังขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจโลก โดยจะเติบโตอยู่ที่ 8.2% ดีขึ้นกว่าการคาดการณ์ครั้งก่อน นอกจากนั้นเศรษฐกิจโลกจะได้อานิสงส์จากภาวะตลาดทุนของโลกที่ปรับตัวดีขึ้น พร้อมกับความหวาดวิตกต่อวิกฤตหนี้ของกลุ่มยูโรโซนที่เริ่มผ่อนคลายลง
ทั้งนี้ การฟื้นฟูเศรษฐกิจในญี่ปุ่นและในประเทศไทยหลังภัยธรรมชาติแผ่นดินไหวและน้ำท่วมนั้น ก็จะยิ่งช่วยเป็นแรงขับให้กับเศรษฐกิจเอเชียด้วย โดยสำหรับเศรษฐกิจไทยนั้น ไอเอ็มเอฟคาดว่าจะเติบโต 5.5% ในปี 2555 และ 7.5% ในปี 2556 เป็นการเติบโตที่สูงที่สุดในภูมิภาคอาเซียน
ขณะที่การเติบโตในสหรัฐ เขตเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกนั้น ในปี 2555 จะอยู่ที่ 2.1% ก่อนที่จะเพิ่มเป็น 2.4% ในปี 2556 ดีขึ้นกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 1.8% ในปี 2555 และ 2.2% ในปี 2556
สำหรับกลุ่มยูโรโซนนั้นยังจะอยู่ในภาวะถดถอยต่อไป โดยคาดว่าเศรษฐกิจจะติดลบ 0.3% ในปี 2555 จากเดิมที่คาดว่าจะติดลบ 0.5% อันเป็นผลกระทบจากการดิ่งเหวของเศรษฐกิจอิตาลีและสเปน ที่จะเป็นปัญหาใหม่ของยูโรโซน
กระนั้นไอเอ็มเอฟมองว่าในปี 2556 ยูโรโซนจะสามารถกลับมาเติบโตได้ที่ 0.9% ยุโรปจำเป็นที่จะต้องต้องเร่งการปฏิรูปโครงสร้างระบบสถาบันการเงิน
“การดำเนินนโยบายถือว่ามีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจที่ดีขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แต่ทว่าปัญหาพื้นฐานต่างๆ ก็ยังคงไม่ได้รับการแก้ไข” ไอเอ็มเอฟระบุในรายงาน
ที่ผ่านมานั้นธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) แม้ว่าจะได้ดำเนินนโยบายอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบธนาคารเป็นระยะ แต่ยุโรปก็จำเป็นที่จะต้องเพิ่มโครงสร้างเพื่อการป้องกันจากปัญหาหนี้ และต้องเร่งการปฏิรูปที่ตัวโครงสร้างของระบบ เพื่อฟื้นฟูสุขภาพของภาคการเงินยุโรปด้วยเช่นกัน ซึ่งไอเอ็มเอฟยังคงมองว่าภาวะความตึงเครียดในภาคการเงินของยุโรปยังคงมีอยู่ต่อไป
ด้าน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความมั่นใจกับนักลงทุนจีนระหว่างการเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า พื้น ฐานเศรษฐกิจของไทยยังแข็งแกร่งมาก แม้ประสบปัญหาน้ำท่วมในปีที่ผ่านมา โดยอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยในปีนี้จะอยู่ที่ระดับ 5.5-6.5%
รวมถึงฐานะการเงินและการ คลังของประเทศมีความมั่นคง ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศอยู่ที่ระดับสูงถึง 1.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หนี้สาธารณะเป็นสัดส่วนที่ต่ำ คือ ประมาณ 40% ของจีดีพี







