
ท่าทีไทยกับคู่กัดก่อการร้าย
อีกภารกิจที่ สมช.เป็นแม่งานสำคัญในการดูแลด้านความมั่นคง นั่นคือ การดำเนินนโยบาย
อีกภารกิจที่ สมช.เป็นแม่งานสำคัญในการดูแลด้านความมั่นคง นั่นคือ การดำเนินนโยบาย
เกี่ยวกับการก่อการร้ายสากล ท่ามกลางประเทศคู่กัดต่อกันในขณะที่ไทยต้องผูกมิตรแล้วจะทำอย่างไร
การเดินนโยบายบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น เป็นสิ่งที่ต้องทำในสถานการณ์เช่นนี้
“นโยบายการก่อการร้ายเราต้องวางตัวให้ดี เพราะจะมีแรงกดดันจาก 2 ด้าน คือ ไม่ได้โดนกดดันจากฝ่ายสหรัฐหรืออิสราเอลอย่างเดียว แต่ก็ต้องคำนึงถึงฝ่ายอิหร่านด้วย จึงต้องวางหลักในการทำงานให้ดีในการดูแลพลเมืองของทั้งสองฝ่าย ด้วยการไม่ไปกล่าวหาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง”
เลขาธิการ สมช. บอกว่า นโยบายภัยคุกคามจากการก่อการร้ายสากล รัฐบาลจะเน้นการใช้มาตรการทางกฎหมายเป็นหลักกับผู้ที่ก่อเหตุรุนแรง ทั้งนี้เชิงนโยบายในการดำเนินการคดีก่อการร้าย ทาง สมช.จะยึดหลักการตามแนวทางขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น)และกระบวนการทางกฎหมายในประเทศเป็นหลักสำคัญ โดยจะทำตามหลักปฏิบัติที่มีอยู่อย่างเคร่งครัด เพราะไทยเป็นสมาชิกยูเอ็น และไทยก็ประณามการก่อเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้น
สำหรับคดีการก่อเหตุระเบิด 2 จุดกลางใจเมือง กทม.เมื่อช่วงวันที่ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้ต้องหาชาวต่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ทำให้เห็นถึงท่าทีต่อการปฏิบัติตามหลักสากล
พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า ขณะนี้ตำรวจสากล หรืออินเตอร์โพล ได้ออกหมายแดงจับ 4 ผู้ต้องสงสัยชาวอิหร่านดังกล่าว หลังก่อเหตุระเบิดรถเจ้าหน้าที่ทางการทูตอิสราเอล ประจำกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ได้แก่ โมฮัมหมัดเรซา อโบลกาเชมี ฮูสชาง แอฟชาร์ อิรานี เซย์เอด อาลี มาห์เดียนซาดร์ และมาซูด เซดากัตซาเดห์ ผู้ต้องหาที่ถูกทางการไทยออกหมายจับไปก่อนหน้านี้ และอยู่ในการควบคุมตัวของทางการมาเลเซียในขณะนี้
ทั้ง 4 รายกำลังเป็นที่ต้องการตัวในข้อหาก่อการร้ายของตำรวจสากล และล่าสุดได้พูดคุยกับทางการประเทศมาเลเซียเกี่ยวกับการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน คือ เซดากัตซาเดห์ 1 ใน 4ผู้ต้องหา ทางมาเลเซียแจ้งว่าได้ยื่นเรื่องต่อศาลตามกระบวนการยุติธรรมแล้ว
“การดำเนินการทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมายสหประชาชาติเป็นหลัก และกฎหมายไทยเป็นสำคัญ” เลขาธิการ สมช. ย้ำ







