posttoday
ไม่มีเหตุผลประท้วง...รุนแรง

ไม่มีเหตุผลประท้วง...รุนแรง

01 มีนาคม 2553

...ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ผมรอฟังผลการตัดสินคดีประวัติศาสตร์อย่างหายใจไม่ทั่วท้อง ทั้งนี้เพราะก่อนวันนั้นมีข่าวลือที่คาดคะเนผลการตัดสินคดีในหลายรูปแบบ มีตั้งแต่ยึดหมดทั้งจำนวน ยึดบางส่วน จนถึงปล่อยคืนเจ้าของทั้งจำนวน ผมภาวนาขออย่าให้ผลการตัดสินออกไปสุดโต่งทางใดทางหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการยึดทั้งหมดหรือปล่อยคืนทั้งหมด เพราะถ้าเป็นการยึดทั้งหมดก็จะเป็นเชื้อให้ผู้ที่สนับสนุนฝ่ายที่ถูกยึดออกมาประท้วงกันอีก เนื่องจากเงินจำนวนนี้ได้มาจากหุ้นที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีอยู่เดิมก่อนจะเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีมูลค่าที่พิสูจน์ได้ตามราคาตลาดในสมัยนั้น ถ้ายึดส่วนที่มีอยู่เดิมก่อนเป็นนายกรัฐมนตรี ก็จะถูกใช้เป็นข้ออ้างให้มีการประท้วงได้ง่าย หรือถ้าจะปล่อยคืนทั้งหมดก็จะเป็นเชื้อให้ฝ่ายตรงข้ามไม่พอใจและออกมาประท้วงอีกเช่นกัน บทความในหน้า 3 ของหนังสือพิมพ์มติชนชี้ไว้แล้วว่า การที่มีคนออกมาปล่อยข่าวว่า มีข่าวลือเรื่องความพยายามติดสินบนผู้พิพากษานั้น เป็นการเตรียมไว้ใช้ปลุกคนให้ออกมาประท้วงหากศาลตัดสินปล่อยคืนทั้งหมด

ดังนั้น ทันทีที่ศาลตัดสินยึดเพียงบางส่วนและปล่อยคืนบางส่วน ผมจึงรู้สึกสบายใจไประดับหนึ่ง ข้ออ้างที่จะทำให้การประท้วงเป็นไปอย่างรุนแรงทันทีหมดไปทั้งสองข้าง ผู้คนคงจะวิจารณ์ในเรื่องความเป็นธรรมของผลการตัดสินกันไปต่างๆ นานา สำหรับผมเห็นว่าศาลได้ใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมากในครั้งนี้ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่กระทบถึงความรู้สึกของคนหมู่มากซึ่งแบ่งออกเป็นหลายฝ่าย ทั้งฝ่ายที่ต้องการให้ยึด ฝ่ายที่ไม่ต้องการให้ยึด และฝ่ายที่เป็นกลาง ผลการตัดสินนอกจากจะต้องเป็นธรรมแล้ว ยังจะต้องบันดาลให้เรื่องยุติอย่างสงบ ไม่เป็นเชื้อให้เกิดการประท้วงโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอีกด้วย อย่างที่เรียกกันว่ายุติธรรม เป็นลักษณะของความเป็นธรรมที่มีตรรกะทางกฎหมายรองรับ และเป็นตรรกะที่เข้าใจได้และยอมรับได้โดยคนทั่วไป

ตรรกะที่สำคัญของผลการตัดสินครั้งนี้ ก็คือ การไม่ยึดในส่วนที่เป็นของเดิมก่อนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งผลการตัดสินระบุชัดว่า ไม่ยึดเงินส่วนที่เป็นมูลค่าของหุ้นที่มีอยู่ตามราคาตลาดก่อนที่จะรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทำให้ฝ่ายผู้ถูกยึดขาดข้ออ้างที่สำคัญที่สุดในการประท้วง

ส่วนเรื่องที่ยึดตามมูลค่าเงินปันผลที่ได้รับไปแล้ว ฝ่ายผู้ถูกยึดอาจจะนึกไปว่า เป็นการยึดเกินสิทธิที่จะทำได้ ในเรื่องนี้ต้องเข้าใจข้อห้ามที่มีอยู่สำหรับผู้ที่เป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีในคณะรัฐบาล กล่าวคือ เพื่อป้องกันการดำเนินนโยบายที่ให้ประโยชน์แก่ตนเอง มีกฎหมายระบุว่าห้ามไม่ให้รัฐมนตรี (หรือนายกรัฐมนตรี) ถือหุ้นในกิจการใดเกินกว่า 5% ถ้ามีหุ้นอยู่เกิน 5% และต้องการจะเป็นเจ้าของหุ้นนั้นหลังจากพ้นตำแหน่งแล้ว กฎหมายก็อนุโลมให้โอนหุ้นไปยังบริษัทหลักทรัพย์ (ตามรายชื่อที่กำหนดไว้) แห่งใดแห่งหนึ่ง และสามารถทำข้อตกลงซื้อคืนเมื่อพ้นตำแหน่งได้ในราคาที่ไม่ขาดทุน

ในระหว่างที่หุ้นเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทหลักทรัพย์นั้น สิทธิในการออกเสียงในฐานะผู้ถือหุ้นและสิทธิในการรับเงินปันผลเป็นของบริษัทหลักทรัพย์ ทั้งนี้เพราะเขาไม่ต้องการให้รัฐมนตรีดำเนินนโยบายอันใดที่เอื้อประโยชน์แก่บริษัท หรือธุรกิจบางรายที่ตนถือหุ้นอยู่เป็นการเฉพาะนั่นเอง ผมจำเรื่องนี้ได้ เพราะเมื่อตอนที่เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ผมต้องโอนหุ้นในบริษัทที่ผมและภรรยาถือเกิน 5% มาแล้ว ดังนั้นถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ ทำทุกอย่างให้ตรงตามที่กฎหมายอนุญาต ก็จะไม่มีสิทธิในเงินปันผลในช่วงเวลาที่เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นอยู่แล้ว

ทั้งสองฝ่ายก็พูดว่าจะเคารพการตัดสินของศาล ในเมื่อศาลได้พยายามตัดสินโดยมุ่งให้เกิดความยุติธรรมและมีตรรกะทางกฎหมายรองรับอย่างเหมะสมดังกล่าวข้างต้น ฝ่ายผู้ถูกยึดก็น่าจะหยุดคิดจากมุมมองของตนแต่ฝ่ายเดียว ยอมรับการตัดสินอย่างอารยชน ก็จะเป็นคนที่สง่าผ่าเผย เป็นที่น่านับถือได้ดังเดิม ในขณะเดียวกันฝ่ายตรงข้ามก็ไม่ควรคิดเอาชนะเพิ่มเติมให้ขุ่นข้องหมองใจกันไปอีก บ้านเมืองก็จะสงบลงได้ระดับหนึ่ง

พบกันใหม่สัปดาห์หน้า m

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่