
มาร์คสบายได้เงินกระตุ้นเศรษฐกิจ
คดีประวัติศาสตร์ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่มีคำสั่งยึดทรัพย์ของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับคืนสู่แผ่นดิน
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ได้ออกมาระบุว่าทรัพย์สินทั้งหมดที่ศาลมีคำสั่งยึดจะต้องโอนไปไว้ในเงินคงคลังเพื่อนำเข้าสู่ระบบเงินงบประมาณ ด้วยการนำมารวมไว้เป็นเงินรายได้ภาครัฐเช่นเดียวกับการจัดเก็บรายได้อื่น ดังนั้น การนำเงินดังกล่าวออกมาใช้จ่าย ต้องเป็นไปตามระบบงบประมาณปกติ ที่ต้องนำเสนอการใช้จ่ายผ่านขั้นตอนของรัฐสภา
เงินที่ยึดมาได้จากการแสวงหาประโยชน์โดยการใช้อำนาจรัฐ ทำให้ประเทศชาติเสียหาย เมื่อได้กลับคืนเข้าสู่ระบบงบประมาณของแผ่นดิน จะสร้างคุณูปการให้กับเศรษฐกิจประเทศได้ในระดับหนึ่ง
นายเชาวน์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) ของไทย อยู่ที่ 10 ล้านล้านบาท ฉะนั้นหากมีเงินเข้าสู่ระบบ 5 หมื่นล้านบาท ก็จะสามารถกระตุ้นให้จีดีพีโตได้ 0.5%
“
นี่เป็นการคิดจากการหมุนเวียนของเงินเพียงรอบเดียว แต่หากเงินจำนวนนี้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจหลายรอบก็จะทำให้อัตราการเติบโตของจีดีพีสูงขึ้นอีก” นายเชาวน์ กล่าวอย่างไรก็ดี เงินที่ยึดทรัพย์จากอดีตนายกฯ มา จะนำออกมาใช้ไปตามขั้นตอนกฎหมาย จะต้องมี พ.ร.บ.งบประมาณรองรับ ดังนั้น เชื่อว่าเงินจำนวนนี้จะนำมาใช้ได้ในปีงบประมาณ 2554
นายเชาวน์ กล่าวว่าหากมีเงินเข้าสู่ระบบงบประมาณเพิ่มก็เป็นเรื่องดี และทำให้ลดภาระของรัฐบาลในการกู้เงิน จากเดิมที่จะกู้อีก 4 แสนล้านบาท ก็กู้น้อยลงเพราะได้เงินใหม่มาใช้
นั่นเป็นข้อดีของเงินที่ได้จากการยึดทรัพย์มาใส่ในงบประมาณ แต่ข้อเสียข้างเคียงก็คือกรณีนี้จะเป็นชนวนทางการเมือง ทำให้เกิดความวุ่นวายโดยกลุ่มคนเสื้อแดงที่ไม่พอใจกับการตัดสินคดีของศาล ซึ่งยังคาดเดาไม่ได้ว่าเหตุการณ์จะพัฒนาไปในทางรุนแรงหรือไม่รุนแรง
นายอดิศักดิ์ โรหิตศุน รองประธานกรรมการบริหารอาวุโส บริษัท เอเชี่ยน ฮอนด้า มอเตอร์ และรองประธานสภาอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ไม่ว่าผลการตัดสินจะออกมาในรูปแบบใด ก็เชื่อว่าจะเกิดผลกระทบตามมาอย่างแน่นอน เนื่องจากจะต้องมีผู้ที่ไม่พอใจกับผลการตัดสินในทุกรูปแบบ
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าความไม่พอใจที่เกิดขึ้นและจะแสดงออกในรูปแบบต่างๆ นั้น คงเป็นเหตุการณ์ระยะสั้น และไม่น่าจะก่อให้เกิดความรุนแรงมากนัก เนื่องจากทุกฝ่ายต่างเคยมีประสบการณ์จากความรุนแรงที่เกิดขึ้นในอดีตมาแล้วทั้งสิ้น
“
วันนี้ประเทศไทยถือว่าถูกจับตามองจากทุกฝ่ายทั้งในและต่างประเทศ ผลกระทบที่เกิดขึ้นแน่นอนว่ากิจกรรมทางการตลาดที่จะเกิดในช่วงเวลาที่จะเกิดการชุมนุมคงชะลอลงไป แต่คิดว่าน่าจะจบลงอย่างรวดเร็วและรัดกุมที่สุด” นายอดิศักดิ์ กล่าวความรุนแรงจากชนวนการเมืองครั้งนี้ นายเชาวน์มองว่าไม่น่าจะส่งผลรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจ เห็นได้จากการที่นักลงทุนต่างชาติยังเป็นผู้ซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง หากไม่มีความมั่นใจคงจะมีการเทขายหุ้นนำเงินออกไปก่อนหน้าที่ศาลจะอ่านคำพิพากษาคดีนี้
“
เชื่อว่านักลงทุนส่วนใหญ่ได้มีมุมมองไปในทางเดียวกันว่าไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรง ตลาดหุ้นไทยจึงยังยืนอยู่ได้ไม่แกว่งตัวรุนแรง และตัวเลขเศรษฐกิจในปี 2552 ก็ดีขึ้นเกือบทุกตัว โดยเฉพาะการส่งออก ทำให้เห็นว่าเศรษฐกิจไม่น่าจะทรุดลงจากปัญหาการเมืองในประเทศมากนัก” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวแต่ในมุมมองของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จากรายงานแนวโน้มเงินเฟ้อเดือน เม.ย. 2553 ระบุว่า ธปท.อาจจะปรับตัวเลขประมาณการจีดีพีปี 2553ใหม่ จากที่ประมาณการไว้ 3.55.3% โดยจะให้น้ำหนักปัจจัยทางการเมืองมาพิจารณามากขึ้น ว่าจะมีผลกระทบระยะยาวอย่างไร โดยเฉพาะในแง่การท่องเที่ยว
โดยจะเป็นการพิจารณาจากปัญหาทางการเมืองและการนำเข้าตัวเลขจีดีพีไตรมาส 4 ปี 2552 ที่สภาพัฒน์ได้ประกาศออกมาเป็นเครื่องมือที่ร่วมพิจารณา ซึ่งในขณะนี้ ธปท.ยังคงยืนยันที่จะคงเป้าจีดีพีอยู่ในกรอบ 3.55.3% ต่อไป แม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นก็ตาม หรือแม้ประเด็นทางการเมืองจะมีความยืดเยื้อเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมาภาคการท่องเที่ยวปรับตัวดีขึ้น ซึ่งหากสถานการณ์การเมืองมีผลกระทบทำให้นักท่องเที่ยวลดลง ก็เชื่อว่ามีเหตุการณ์ทุกอย่างผ่านพ้นไปและมีความชัดเจนขึ้นก็จะทำให้นักท่องเที่ยวกลับมาฟื้นตัวได้ ส่วนการที่ประเทศต่างๆ ออกประกาศเตือนประชากรของประเทศนั้นๆ ในการเดินทางท่องเที่ยวเข้าประเทศไทยช่วงนี้ เป็นเรื่องปกติ
นายสุชาติ กล่าวอีกว่า เศรษฐกิจไทยขณะนี้มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น จากเศรษฐกิจโลกที่ยังขยายตัวได้ดี ทำให้การส่งออกฟื้นตัวขึ้น ซึ่งรายได้จากการส่งออก ถือเป็นสัดส่วนสูงเมื่อเทียบจีดีพี ขณะที่ปัญหาระยะสั้นยังเป็นเรื่องการเมืองที่ส่งผลกระทบบ้าง ส่วนการลงทุนยังเติบโตได้ เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมมีการใช้กำลังการผลิตเกือบเต็มที่แล้ว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปิโตรเคมี
สำหรับการพิจารณาแนวโน้มดอกเบี้ย ต้องดูว่านโยบายการเงินที่ใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำมานาน มีผลข้างเคียงหรือไม่ โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ เพราะจะมีผลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ และหากเศรษฐกิจขยายตัวได้ดี ก็ควรจะต้องมีการปรับเปลี่ยนนโยบาย







