
บทสรุปน้ำท่วมไทย ต่างชาติพังยับ เหล็กยันประกัน
สถานการณ์อุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 50 ปีของไทยในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะสร้างความสูญเสีย
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
สถานการณ์อุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 50 ปีของไทยในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะสร้างความสูญเสียให้กับชีวิตประชาชนไทยมากถึง 600 คน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของชาวไทยกว่า 5.3 ล้านคน และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย จนต้องมีการปรับลดคาดการณ์จีดีพีในปี 2554 ให้เหลือ 2.4% เพียงเท่านั้น
แต่แน่นอนว่าจากการติดตามสถานการณ์มาอย่างต่อเนื่องในช่วงเกือบเดือนครึ่งที่ผ่านมา พิษน้ำท่วมไทยได้ส่งกระทบเป็นลูกโซ่ต่อไปยังอุตสาหกรรมต่างๆ ในหลายประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะอุตสาหกรรมยานยนต์ ไอที ประกันภัย และแม้แต่ราคาเหล็กในตลาดโลกก็กำลังได้รับผลกระทบแล้วอย่างไม่น่าเชื่อ
เหตุเพราะนิคมอุตสาหกรรมทั้ง 7 แห่งนี้ เป็นแหล่งรวมตัวของโรงงานผลิตรถยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้า และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของไทยและต่างชาติที่สำคัญรวมกันมากถึง 840 โรงงาน
แน่นอนนับตั้งแต่วันแรกๆ ที่ทัพน้ำได้ยกพลบุกนิคมอุตสาหกรรมใน จ.พระนครศรีอยุธยา นั้น อุตสาหกรรมยานยนต์กลายเป็นเหยื่อรายแรกที่ถูกกล่าวขวัญมากที่สุด โดยเฉพาะบริษัทยานยนต์ของญี่ปุ่นทั้ง 8 แห่งในไทย ต้องหยุดสายการผลิตรถยนต์ทั้งหมดอย่างน้อย 1 เดือน เนื่องจากขาดแคลนชิ้นส่วนประกอบรถยนต์อย่างหนัก
โตโยต้า มอเตอร์ ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นต้องสูญเสียการผลิตรถยนต์ในไทยมากกว่า 1.5 แสนคัน ขณะที่ ฮอนด้า มอเตอร์ ต้องสูญเสียการผลิตมากกว่า 6,000 คันต่อวัน
ไม่เพียงเท่านั้น ภาวะน้ำท่วมยังส่งผลกระทบชิ่งไปยังตลาดแร่เหล็กโลก
ถึงแม้ว่าผลกระทบดังกล่าวจะไม่ใช่ผลกระทบโดยตรงต่อตลาดแร่เหล็ก ทว่าสถานการณ์น้ำท่วมได้ส่งผลให้บริษัทผู้ผลิตเหล็กกล้าจำเป็นต้องลดกำลังการผลิตไปโดยปริยาย เนื่องจากแม้ว่าผู้ผลิตเหล็กกล้าจะสามารถส่งวัตถุดิบมาให้โรงงานผลิตรถยนต์ได้ ทว่าโรงงานก็ไม่สามารถดำเนินการผลิตได้อยู่ดี เนื่องจากโรงงานจมบาดาลอยู่
นั่นหมายความว่า ความต้องการแร่เหล็กในตลาดโลกเพื่อนำไปผลิตเหล็กกล้าป้อนอุตสาหกรรมยานยนต์ได้หยุดชะงักลงทันที
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาแร่เหล็กนั้นอยู่ที่ “อุปทาน” ไม่ใช่ “อุปสงค์” ดังนั้น เมื่อแร่เหล็กค้างอยู่ในตลาดเป็นจำนวนมากเนื่องจากเชนการผลิตรถยนต์หยุดชะงัก ได้ส่งผลให้บรรดาเหมืองแร่ต้องถอนปริมาณแร่เหล็กออกจากตลาดในทันที ส่งผลให้ปริมาณแร่เหล็กในตลาดลดลง และดันให้ราคาแร่เหล็กในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น โดยในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีราคาเพิ่มขึ้นไปแล้วที่ 27%
นิปปอน สตีล บริษัทผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นได้ปรับเริ่มลดจากการผลิตเหล็กลง 6% เมื่อเทียบจากปีที่แล้ว เนื่องจากบริษัทยานยนต์ได้ร้องขอให้ชะลอการส่งเหล็กกล้าลง โดยให้เหตุผลว่าในขณะนี้เหตุอุทกภัยในไทยส่งผลให้โรงงานผู้ผลิตรถยนต์ไม่สามารถผลิตรถยนต์ได้ตามปกติ
ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมไอทีโลกยังต้องเผชิญหน้ากับภาวะ “ขาดตลาด” ไม่ต่างจากอุตสาหกรรมยานยนต์และสินค้าอื่นๆ เช่นกัน
เวสเทิร์น ดิจิตอล คอร์ป บริษัทผู้ผลิตฮาร์ดดิสก์รายใหญ่ที่สุดของโลก กล่าวว่า มวลน้ำที่เข้าท่วมโรงงานส่งผลกระทบร้ายแรงต่อการผลิตชิ้นส่วนของโรงงาน และส่งผลให้บริษัทไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในช่วงปลายปีนี้ได้
จอห์น คอยน์ ซีอีโอของบริษัท ยอมรับว่า ผลกระทบจากน้ำท่วมต่อโรงงานของบริษัทในครั้งนี้จะกินเวลาหลายไตรมาสทีเดียวกว่าที่การผลิตจะกลับมาสมบูรณ์ได้อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งในขณะนี้ได้ส่งผลกระทบต่อราคาดิสก์ไดรฟ์อย่างรุนแรง เช่น ฮาร์ดไดรฟ์ขนาด 1 เทเลไบต์ ราคาพุ่งขึ้นจาก 2,000 บาท ไปที่ราว 6,000 บาทแล้ว
ด้าน สตีเฟน เจ ลุคโซ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของซีเกท เทคโนโลยี อีกหนึ่งบริษัทผู้ผลิตฮาร์ดไดรฟ์ชื่อดังของโลก กล่าวว่า แม้ว่าโรงงานผลิตในไทยของซีเกททั้ง 2 แห่งจะไม่ถูกน้ำท่วม ทว่าโรงงานผู้ผลิตเครือข่ายชิ้นส่วนของบริษัทได้รับผลกระทบอย่างหนัก และอุตสาหกรรมดิสก์ไดรฟ์จะต้องเผชิญกับภาวะวิกฤตในอนาคตอย่างแน่นอน
“สิ่งที่นักวิเคราะห์หลายคนของวอลสตรีตเคยกล่าวไว้ว่า การผลิตฮาร์ดดิสก์จะกลับสู่ภาวะปกติได้อีกครั้ง เหมือนเมื่อก่อนเกิดเหตุน้ำท่วมภายในช่วงซัมเมอร์นี้ ผมถือว่าเป็นคำพูดที่ไร้สาระอย่างที่สุด” ลุคโซ กล่าว
ด้านเว็บไซต์เสิร์ชเอนจินชื่อดังอย่างกูเกิลและสื่อสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊กก็หลีกหนีห่วงโซ่แห่งผลกระทบนี้ไม่พ้นเช่นกัน เม็ก วิทแมนน์ ซีอีโอของเอชพี ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์รายใหญ่จากสหรัฐ เปิดเผยว่า ทั้งกูเกิลและเฟซบุ๊กกำลังติดต่อซื้อฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์จากเอชพี ภายหลังน้ำท่วมในไทยได้ส่งผลให้เกิดภาวะฮาร์ดดิสก์ขาดแคลนในตลาดโลก
“น้ำท่วมไทยน่าจะส่งผลให้เกิดการขาดแคลนฮาร์ดดิสก์ในช่วงไตรมาสแรกและ 2 ของปี” วิทแมนน์ กล่าว แม้จะมั่นใจว่าเอชพีนั้นจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากได้มีการเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นไว้แล้ว แต่คาดว่าวิกฤตครั้งนี้จะส่งผลกระทบอย่างหนักต่ออุตสาหกรรมพีซีอย่างเลี่ยงไม่ได้
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์และผู้บริหารหลายฝ่ายจะกล่าวว่า การประเมินความเสียหายจากภาวะน้ำท่วมครั้งนี้อาจจะกินเวลานานหลายปี และในขณะนี้แม้ว่าน้ำจะท่วมนานนับเดือน แต่ก็ยังไม่สามารถประเมินความเสียหายได้ทั้งหมด
ลุตซ์ ฟูลล์กราฟ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารประจำภูมิภาคเอเชียของ “อลิอันซ์” บริษัทประกันภัยชื่อดังมองว่าปัญหาน้ำท่วมไทยที่เกิดขึ้นอยู่ขณะนี้อาจจะสร้างความเสียหายในด้านประกันภัยจากภัยน้ำท่วมมากที่สุดในโลกในรอบ 10 ปี โดยระบุว่าตัวเลขความเสียหายจากเหตุน้ำท่วมไทยอาจมากถึงหลักหมื่นล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว
“ภัยครั้งนี้ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่เหนือความคาดหมายที่ไม่มีใครเคยประเมินความเสี่ยงเอาไว้ในไทยด้วย ซึ่งหากความเสียหายพุ่งขึ้นไปถึง 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐนั้นก็จะกลายเป็นความเสียหายมากที่สุดในโลกในรอบ 10 ปีเช่นกัน”
“สำหรับประเทศไทยแล้ว ครั้งนี้เป็นวิกฤตที่มีมูลค่าแพงสุดจากค่าประกันภัย หากพิจารณาถึงสึนามิปี 2004 และการจลาจลปีที่แล้ว ครั้งนี้มีความเสียหายรุนแรงกว่ามาก” ฟูลล์กราฟ กล่าว
ทั้งนี้ บริษัทประกันภัยต้องเสียค่าชดเชยจำนวนมหาศาลให้กับเจ้าของทรัพย์สินที่ถูกน้ำท่วม และค่าชดเชยที่จะต้องจ่ายให้กับผู้ผลิตที่ได้รับผลกระทบจากการผลิตที่ชะงักลง ซึ่งตัวเลขความเสียหายทั้งหมดนั้นอาจจะมีมูลค่ามากที่สุด สำหรับความเสียหายจากภาวะน้ำท่วมในโลก ส่งผลให้บริษัทประกันภัยชั้นนำของโลกได้รับผลกระทบอย่างหนัก จนต้องประกาศปรับลดคาดการณ์รายได้กันเป็นทิวแถว
บริษัทประกันภัยชั้นนำของญี่ปุ่น 3 บริษัท อันได้แก่ โตกิโอะ มารีน โฮลดิง, เอ็มเอส แอนด์ เอดี อินชัวแรนส์ กรุ๊ป และเอ็นเคเอสเจ โฮลดิง ได้ปรับลดคาดการณ์รายได้ตลอดทั้งปีการเงินนี้แล้ว เนื่องจากคาดว่าทั้งสามบริษัทอาจจะต้องจ่ายเงินชดเชยประกันภัยจากความเสียหายที่เกิดขึ้นจากภาวะน้ำท่วมในไทยรวมกันถึง 3.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ
เอ็มเอส แอนด์ เอดี อินชัวแรนส์ ซึ่งเป็นบริษัทประกันภัยความเสียหายรายใหญ่อันดับสองคาดว่า เงินชดเชยที่จะต้องจ่ายจากความเสียหายในไทยนั้นอยู่ที่ประมาณ 1.3 แสนล้านเยน (1.70 พันล้านเหรียญสหรัฐ) ขณะที่ทางด้าน โตกิโอะ มารีน ประกันอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ที่สุด คาดว่าจะต้องจ่ายที่ราว 1 แสนล้านเยน และเอ็นเคเอสเจ คาดว่าจะจ่ายอยู่ที่ราว 3 หมื่นล้านเยน
ความเสียหายทั้งหมดจากสถานการณ์น้ำท่วมไทย ซึ่งมีทีท่าว่าจะทวีความรุนแรงขึ้นในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตที่สำคัญของโลกและจุดอ่อนของการทำธุรกิจ ซึ่งไม่เพียงแต่ชาวไทยเท่านั้นที่ต้องทนทุกข์อยู่กับน้ำอย่างที่ไม่เคยคาดหวังและคาดการณ์ได้ล่วงหน้า
แต่นักลงทุนต่างก็ต้องเจ็บปวดหนักไม่น้อยเช่นกัน







