
ประกันสำลักน้ำ จ่ายสินไหมอ่วม
แม้ความเสียหายจากน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในขณะนี้จะยังไม่สามารถประเมินมูลค่าได้ทั้งหมด เพราะสถานการณ์น้ำท่วมยังไม่จบ
โดย...ทีมข่าวการเงิน
แม้ความเสียหายจากน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในขณะนี้จะยังไม่สามารถประเมินมูลค่าได้ทั้งหมด เพราะสถานการณ์น้ำท่วมยังไม่จบ
แต่ได้มีการคาดการณ์กันแล้วว่าน้ำท่วมครั้งใหญ่ของประเทศไทยครั้งนี้คงสร้างความเสียหายคิดเป็นมูลค่าหลายแสนล้านบาทอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นกับบ้านเรือนหรือทรัพย์สินของประชาชน พื้นที่เกษตรกรรมต่างๆ รวมถึงนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ต่างถูกน้ำทะลุทะลวงเข้าไปยึดได้แล้วในแต่ละพื้นที่
ส่งผลให้โรงงานที่อยู่ภายในนิคมอุตสาหกรรมต้องหยุดกิจการอย่างไม่มีกำหนด และพนักงานอีกเป็นแสนคนต้องได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความเสียหายที่เกิดขึ้นครั้งนี้จึงหลีกไม่พ้นที่แต่ละบริษัทประกันต้องเข้ามารับผิดชอบอย่างเต็มๆ ในฐานะเป็นธุรกิจที่รองรับความเสี่ยงภัยจากเหตุการณ์ต่างๆ รวมถึงภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยในขณะนี้
จากการสำรวจข้อมูลล่าสุดของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) พบว่านิคมอุตสาหกรรมที่ประสบอุทกภัยและอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ นิคมอุตสาหกรรมไฮเทค นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน นิคมอุตสาหกรรมบางกะดี และนิคมอุตสาหกรรมนวนคร ได้ทำประกันภัยและมีจำนวนเงินเอาประกันภัยไว้รวมทั้งสิ้นถึง 410,177 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นมูลค่าเพียง 2.6% ของจำนวนเงินเอาประกันภัยการประกันภัยทรัพย์สินของธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นคาดว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดจะอยู่ที่ประมาณ 2 หมื่นล้านบาทเท่านั้น โดยเฉพาะนิคมที่ถูกน้ำท่วมแล้วทั้งนิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ และนิคมอุตสาหกรรมไฮเทค แต่ความเสียหายจะเพิ่มมากขึ้นกว่านี้อีกหรือไม่ ก็ต้องขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการท่วมขังของน้ำด้วยว่ากินเวลานานอีกเท่าใด
ส่วนบริษัทที่รับประกันภัยในนิคมอุตสาหกรรมสูงสุด 2 ลำดับแรก ได้แก่ บริษัท มิตซุย สุมิโตโม อินชัวรันซ์ และบริษัท สมโพธิ์ เจแปน ประกันภัย (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นบริษัทประกันภัยชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น สอดคล้องกับสัดส่วนของโรงงานที่อยู่ตามนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ส่วนใหญ่ก็มีสัญชาติญี่ปุ่นเช่นกัน
ทีนี้ดำน้ำลงไปดูความเสียหายของบ้านเรือนประชาชนกันบ้าง เมื่อมีการคาดการณ์ออกมาจาก สุชาติ ธาดาธำรงเวช สส.บัญชีรายชื่อ และทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย ว่า ความเสียหายของทรัพย์สินที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานและบ้านเรือนประชาชนน่าจะเสียหายมากถึง 5 แสนล้านบาททีเดียว ซึ่งตัวเลขความเสียหายที่ คปภ.สำรวจได้เมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา พบว่าจากผู้เสียชีวิต 269 คน มีคนทำประกันไว้เพียง 29 คน คิดเป็นเงินเอาประกัน 6 ล้านบาท
มีความเสียหายที่เกิดกับรถยนต์ 818 คัน โดยซ่อมแซมแล้วจำนวน 102 คัน เสียหายอย่างสิ้นเชิงที่ต้องจ่ายค่าสินไหมเต็มวงเงินเอาประกันภัย 8 คัน ขณะที่ความเสียหายต่อทรัพย์สินมีเพียง 1,750 ราย คิดเป็นค่าสินไหมที่ต้องจ่าย 320 ล้านบาท
ฟากของธนาคารพาณิชย์เองก็ออกมายอมรับถึงความเสียหายเบื้องต้นแล้ว ที่ลูกค้าของแต่ละธนาคารต่างก็ถูกน้ำซัดซวนเซไปตามๆ กัน โดยในส่วนของธนาคารไทยพาณิชย์ที่ถูกน้ำท่วมเป็นธุรกิจขนาดใหญ่กว่า 300 ราย คิดเป็นมูลค่าสินเชื่อ 1.52 หมื่นล้านบาท ธุรกิจเอสเอ็มอี 2,000 ราย คิดเป็นมูลค่าสินเชื่อ 1.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งได้มีการขอความช่วยเหลือเข้ามาแล้ว 183 ราย หรือ 7,540 ล้านบาท ขณะที่ลูกค้ารายย่อยคาดว่าจะได้รับผลกระทบไม่ต่ำกว่า 3-4 แสนราย จากฐานลูกค้าทั้งหมด 10 ล้านราย ซึ่งไทยพาณิชย์เองก็เตรียมวงเงินสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือลูกค้าไว้เบื้องต้นถึง 1 หมื่นล้านบาท
ขณะที่ธนาคารกสิกรไทยมีลูกค้าที่อยู่ในพื้นที่ประสบภัยที่เป็นลูกค้าธุรกิจรายใหญ่ 400 ราย ธุรกิจเอสเอ็มอี 2.56 หมื่นราย และลูกค้ารายย่อยประมาณ 1 แสนราย ความเสียหายก็คงหลายพันล้านบาทแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ในส่วนลูกค้าสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์นั้นถือว่ายังโชคดีที่จะมีประกันภัยเข้ามาช่วยบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นแน่ ซึ่งเป็นผลจากการถูกธนาคารบังคับให้ทำประกันภัยไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว ผู้ที่รับบทหนักในขณะนี้จึงไหลไปสู่บริษัทประกันแทน
ฉายภาพความเสียหายพอให้เห็นในเบื้องต้นแล้วว่า นี่เป็นเพียงความเสียหายเบื้องต้นที่แต่ละบริษัทประกันต้องมีส่วนเข้าไปรับผิดชอบจ่ายค่าสินไหมให้กับลูกค้าที่เป็นภาคธุรกิจและประชาชนทั่วไป
ดังนั้น ในปีนี้จึงเป็นอีกปีหนึ่งที่ธุรกิจประกันภัยต้องทุกข์ระทมไปกับความเสียหายที่เกิดจากน้ำท่วม ทั้งประกันภัยในประเทศและบริษัทประกันต่างประเทศ หรือรีอินชัวรันส์ ที่เจอพิษสึนามิจากญี่ปุ่นกล่มไปแล้วระลอกหนึ่งเมื่อต้นปี
นี่ถือเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน หลังจากปีที่แล้วธุรกิจประกันก็ได้รับผลพวงจากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น มีค่าสินไหมที่รอค้างจ่ายอยู่อีกนับหมื่นล้านบาท แต่เรื่องก็ยังไม่ได้ข้อยุติจนถึงปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม คาดว่าค่าสินไหมที่ธุรกิจประกันต้องจ่ายให้กับเหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ หากจะคิดเป็นมูลค่าแล้วก็คงมากที่สุดในรอบหลายปีทีเดียว
มากกว่าเหตุการณ์สึนามิที่ภาคใต้ และเหตุการณ์น้ำท่วมในแต่ละพื้นที่ที่เกิดขึ้นในช่วงแต่ละปีที่ผ่านมา จึงย่อมส่งผลกระทบถึงผลการดำเนินงานในปีนี้อย่างแน่นอน
แม้บริษัทประกันหลายแห่งจะออกมายืนยันว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะความเสียหายหลักที่เกิดกับทรัพย์สินนั้น แต่ละบริษัทประกันได้มีการทำประกันภัยต่อไปยังต่างประเทศไว้เรียบร้อยแล้ว บริษัทประกันจึงรับความเสี่ยงไว้กับตัวเองไม่มากนัก เป็นการปลอบใจตัวเองไว้ก่อน
แต่ถึงบอกว่าไม่มากนัก ก็คาดว่าบริษัทประกันแต่ละแห่งก็ต้องจ่ายค่าสินไหมเป็นหลักร้อยล้านบาททีเดียว ตัวอย่างให้เห็นชัดเจนที่สุดในขณะนี้ก็คงเป็นของบริษัทรับประกันภัยต่อ หรือไทยรี ซึ่งเป็นบริษัทประกันภัยต่อแห่งเดียวของไทย ที่คาดว่าต้องควักเงินจ่ายเป็นค่าสินไหมเองถึง 260 ล้านบาท แม้ว่าความเสียหายส่วนใหญ่ไทยรีได้บริหารความเสี่ยงด้วยการซื้อประกันความเสียหายส่วนเกินคุ้มครองความเสียหายอันเกิดจากมหันตภัยส่งไปให้ต่างประเทศรับผิดชอบแล้วก็ตาม
แต่เมื่อเทียบกับผลกำไรสุทธิ 587 ล้านบาท เมื่อปี 2553 แล้ว ก็ต้องบอกว่าปีนี้ไทยรีคงจุกอกไปอีกปี หากผลกำไรต้องถูกน้ำซัดหายไปต่อหน้าต่อตาทั้งที่ใกล้จะสิ้นปีอยู่แล้ว
ดังนั้น เชื่อว่าผลประกอบการของบริษัทประกันในปีนี้ก็คงมีหัวอกไม่ต่างจากไทยรี เมื่อผลกำไรที่สร้างอย่างสวยหรูมาเกือบตลอดทั้งปีต้องถูกละลายไปกับน้ำท่วม และความเสียหายคงเพิ่มขึ้นอีกอย่างมหาศาลหากพื้นที่ส่วนใหญ่ของกรุงเทพฯ ถูกน้ำตีแตกจนทะลุเข้ามาสู่พื้นที่ชั้นในที่ส่วนใหญ่เป็นเขตเศรษฐกิจ
ปีนี้...จึงเป็นอีกปีหนึ่งที่ธุรกิจประกันภัยต้องสำลักน้ำไปกับเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ m







