posttoday
มองให้กว้าง กับมาตรการบ้านหลังแรก

มองให้กว้าง กับมาตรการบ้านหลังแรก

10 ตุลาคม 2554

เฉกเช่นเดียวกันกับนโยบายคืนภาษีรถยนต์คันแรก เรื่องของมาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง

เฉกเช่นเดียวกันกับนโยบายคืนภาษีรถยนต์คันแรก เรื่องของมาตรการภาษีเพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง

โดย..เศรษฐา ทวีสิน 

ที่ถูกนำมาเริ่มปฏิบัติจริงโดยรัฐบาลชุดปัจจุบัน เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายให้ความสนใจกันมากตั้งแต่ในช่วงที่ถูกนำมาเป็นนโยบายในการหาเสียงและเริ่มมีการใช้จริงเมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมา เป็นเรื่องที่ไม่แปลกเพราะปัจจุบันนี้ทั้งรถยนต์และที่อยู่อาศัยถือเป็นปัจจัยที่สำคัญในการดำรงชีวิตของคนไทยไปเสียแล้วครับ

ผมเชื่อว่าถ้าท่านติดตามข่าวสารมาโดยตลอด เราคงได้อ่านบทวิพากษ์และวิเคราะห์มาตการภาษีบ้านหลังแรกกันมาแล้วในหลายแง่มุม ดังนั้นผมคิดว่าในฐานะของคนในวงการอสังหาริมทรัพย์ คงจะไม่ผิดที่ผมอยากจะออกความเห็นในเรื่องดังกล่าวบ้าง ถึงแม้ว่าความเห็นของผมจะไม่สอดคล้องกับความเห็นของนักเศรษฐศาสตร์ หรือนักวิเคราะห์เศรษฐกิจบ้าง ก็ถือซะว่าเป็นอีกแง่มุมหนึ่งจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมนี้โดยตรงที่ช่วยเพิ่มอีกมุมมองหนึ่งให้ผู้บริโภคและผู้ที่ติดตามข่าวสารก็แล้วกันครับ

สำหรับผมแล้ว มาตรการภาษีบ้านหลังแรก ไม่ว่าจะเป็นเวอร์ชันแรกที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนักหรือจะเป็นเวอร์ชัน 2 ที่ ณ วันที่ผมเขียนบทความนี้อยู่ก็กำลังจะถูกประกาศใช้ทดแทนเวอร์ชันแรก ผมอยากให้ทุกท่านมองว่าเป็นมาตรการที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวมอย่างไรเสียมากกว่า

ท่านผู้อ่านลองมองดูในภาพรวมสิครับ ในขณะที่เศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในความเสี่ยงต่อการเข้าสู่ภาวะถดถอย ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตหนี้ของประเทศกรีซที่ส่อเค้าจะสร้างความวุ่นวายทางเศรษฐกิจขยายวงไปทั่วกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป หรือสภาวะการถดถอยของเศรษฐกิจประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐ รวมถึงตัวเลขการส่งออกของไทยที่ก็โดนผลกระทบจากปัจจัยเศรษฐกิจทั่วโลก ล้วนแล้วแต่น่าวิตกทั้งสิ้น ส่วนตัวผมเองยังเชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่จะช่วยกระตุ้น GDP ของประเทศเราให้อยู่ตัวได้ก็คือ การใช้มาตรการบางอย่างทางเศรษฐกิจที่จะช่วยส่งผลให้เกิด Multiplier Effect กับการบริโภคของคนในประเทศ และก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ก็เป็นธุรกิจหลักอันหนึ่งที่จะก่อให้เกิด Multiplier Effect ดังกล่าว

ไม่ว่าจะในเชิงจิตวิทยาหรือเชิงตัวเลขแล้ว เมื่อมาตรการใดๆ ส่งผลให้ผู้บริโภคสนใจที่จะมีบ้านหลังแรกเป็นของตัวเอง ผลที่จะตามมาก็คือผู้ประกอบการก็มีโอกาสจ้างงานเพิ่มขึ้น ผู้ที่เป็นแรงงานก็มีรายได้นำไปใช้สอย ในด้านผู้บริโภคก็จะมีการจับจ่ายใช้สอยของใช้ต่างๆ ที่จะตามมาเมื่อตนเองมีบ้านหลังแรกเป็นของตนเอง กลุ่มธุรกิจต่างๆ ที่เกี่ยวข้องก็จะมีเม็ดเงินไหลเข้าจากการบริโภคเกิดเป็นการจ้างงานในภาคการผลิตต่อไป ในส่วนของภาคสถาบันการเงินแล้ว แน่นอนย่อมมีรายได้จากการปล่อยกู้สินเชื่อมากขึ้น ส่งผลต่อการจ้างงานและการลงทุนในด้านอื่นๆ ที่จะช่วยผลักดันเศรษฐกิจในภาพรวมต่อไปได้

บางท่านอาจมองว่าในฐานะคนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ สิ่งที่ผมพูดมาทั้งหมดเข้าข้างตัวเองและเป็นการสนับสนุนให้ประชาชนใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย แต่ผมอยากให้มองในอีกมุมหนึ่งว่า การซื้อที่อยู่อาศัยจริงๆ แล้ว คือ การฝึกวินัยในการออมเงินอย่างหนึ่ง และวินัยในการออมเงินและการบริหารเงินคือสิ่งหนึ่งที่คนไทยควรจะมี

ผมคิดว่าเป็นเรื่องน่าเสียดาย ถ้าใครก็ตามที่จะวิเคราะห์นโยบายภาษีบ้านหลังแรกนี้ แล้วมัวแต่มองหาว่าระหว่างผู้ประกอบการหรือผู้บริโภค ใครคือผู้ได้ประโยชน์สูงสุดจากนโยบายดังกล่าว หรือระหว่างผู้ที่มีรายได้น้อยหรือรายได้สูง ใครจะเป็นผู้ได้เปรียบหรือเสียเปรียบจากมาตรการดังกล่าว ผมคิดว่านี่คือการวิเคราะห์แบบ “มีการตีกรอบ” และไม่มองภาพในมุมกว้าง ผมมีความเห็นส่วนตัวและเชื่อว่าแนวนโยบายที่เกี่ยวกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นี้ไม่ว่าจะถูกออกในยุคสมัยของรัฐบาลใด ก็คงมีเหตุผลที่ถูกประมวลจากองค์รวมของปัจจัยต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจของประเทศมาแล้วอย่างดี ดังนั้นผมเองจะหลีกเลี่ยงที่จะเปรียบเทียบว่านโยบายดอกเบี้ย 0% ของรัฐบาลชุดก่อนจะ “โดนใจคนหมู่มาก” มากกว่านโยบายภาษีเพื่อบ้านหลังแรกของรัฐบาลชุดนี้แต่อย่างใด

บทวิเคราะห์ในหน้าหนังสือพิมพ์ส่วนมาก มักจะกล่าวถึงมาตรการภาษีที่ดูเหมือนจะเอื้อประโยชน์ให้ผู้ที่มีรายได้สูงมากกว่าผู้ที่มีรายได้น้อย อันนี้ก็อีกเช่นกันครับ ถ้ามองโดยภาพแบบแคบๆ แล้วก็ดูเหมือนคนมีเงินจะได้เปรียบคนที่มีเงินน้อย แต่โดยส่วนตัวแล้วผมกลับมองว่าอันนี้เป็นเรื่องที่ออกจะเหมาะสม เพราะถ้ามองในฐานะผู้เสียภาษีอย่างถูกกฎหมายแล้ว ภาษีที่เราเสียไปในอัตราภาษีแบบก้าวหน้า รัฐบาลก็กำลังส่งกลับคืนมาให้กับเราในอัตราเดียวกัน และรัฐบาลก็ไม่ได้ส่งคืนให้กับทุกคนนะครับ แต่ส่งคืนให้กับคนที่ซื้อบ้านหลังแรกที่จะช่วยก่อให้เกิด Multiplier Effect และกระตุ้นภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศอย่างที่ผมกล่าวไปข้างต้นต่างหาก

ประเด็นนี้สำคัญนะครับ เพราะผมมองว่าแนวคิดมาตรการภาษีบ้านหลังแรกนี้แตกต่างจากครั้งที่มีมาตรการลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนอสังหาริมทรัพย์และลดภาษีธุรกิจเฉพาะที่เราเคยมีใช้เมื่อปีกว่าที่ผ่านมานะครับ เพราะการลดค่าธรรมเนียมและภาษีธุรกิจเฉพาะนั้นเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ มากกว่าที่จะเป็นประโยชน์กับผู้บริโภคอย่างแท้จริง ในขณะที่มาตรการภาษีบ้านหลังแรกนี้ผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์โดยตรงครับ

นอกจากนี้แล้ว ถ้าเราเปิดใจวิเคราะห์ในมุมกว้างขึ้นอีก ผมมองว่ามีอีกประเด็นที่เราอาจมองข้ามไป ทำไมเราไม่คิดว่ามาตรการภาษีบ้านหลังแรกนี้ยังเป็นคล้ายกับข้อจูงใจให้ผู้มีรายได้ที่ ณ ปัจจุบันที่พึงเสียภาษีแต่อยู่นอกระบบภาษีให้หันมาเห็นข้อดีของการนำเอาตัวเองเข้ามาในระบบภาษี ซึ่งผมกลับคิดว่าเป็นการมองระยะยาวของรัฐบาล และในภาพรวมอีกเช่นกันก็น่าจะช่วยให้ประเทศเรามีรายได้เพิ่มขึ้นจากการเก็บภาษีรายได้อันพึงจะได้ครับ

อย่างไรก็ตาม เรื่องของการให้สิทธิประโยชน์ในรูปแบบของส่วนลดภาษีอันสืบเนื่องมาจากมาตรการบ้านหลังแรกทั้งเวอร์ชันแรกและเวอร์ชันสอง เป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ สำหรับเราทุกคน รวมถึงหน่วยงานภาครัฐที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ไม่ว่าจะเป็นกรมสรรพากร กรมที่ดิน ในเรื่องของการจัดเก็บข้อมูล การยืนยันความถูกต้องและการประมวลภาษีและจัดคืนต่างๆ ซึ่งก็ต้องยอมรับครับว่าเป็นประเด็นสำคัญอันหนึ่งที่จะทำให้มาตรการดังกล่าวสามารถบรรลุผลได้อย่างที่ตั้งใจไว้หรือเปล่า ผมเชื่อว่าในส่วนของประชาชนอย่างเราๆ ไม่ยากหรอกครับที่จะทำความเข้าใจกับมาตรการดังกล่าวและเห็นข้อดีต่างๆ อย่างที่ผมได้ชี้แจงไปข้างต้น แต่ที่น่ากังวลก็คือถ้าหากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่จัดทำกฎระเบียบ หลักเกณฑ์และกฎหมายที่ชัดเจนออกมารองรับอย่างรวดเร็วและโปร่งใส มาตรการภาษีบ้านหลังแรกก็อาจจะไม่บรรลุผลได้ครับ  

 

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร