posttoday
เสริมใยเหล็กยิ่งลักษณ์ พท.คุมกมธ.ตัดตอน'ปชป.'

เสริมใยเหล็กยิ่งลักษณ์ พท.คุมกมธ.ตัดตอน'ปชป.'

17 สิงหาคม 2554

ศึกชิงตำแหน่งคณะรัฐมนตรีผ่านพ้นไปแล้วเรียบร้อย

โดย...ทีมข่าวการเมือง

ศึกชิงตำแหน่งคณะรัฐมนตรีผ่านพ้นไปแล้วเรียบร้อย รถไฟขบวนแรกนี้มีทั้งผู้สมหวังและผิดหวังขึ้นรถไฟไม่ทันจำนวนมาก ใครมีหน้าที่อะไรก็ทำกันไป ส่วนผู้ผิดหวังก็หาหนทางให้ตำแหน่งกันต่อไป จากนี้ไปสถานการณ์ของผู้ผิดหวังกำลังเป็นที่จับตาอย่างมากว่าจะหาเก้าอี้ให้กับตัวเองอย่างไร

หลักๆ แล้วเก้าอี้ที่กำลังอยู่ในระหว่างการล็อบบี้หนีไม่พ้นจำพวก “ตำแหน่งรายล้อมรัฐมนตรี” เช่น เลขานุการ ที่ปรึกษา ผู้ช่วยรัฐมนตรี เป็นต้น ซึ่งตำแหน่งลักษณะนี้จะถูกวางไว้ให้กับ สส.สอบตก

ไม่ต่างอะไรกับตำแหน่งปลอบใจและเป็นแขนขาให้กับเหล่าเสนาบดีประจำกระทรวงในการทำงานทั้งบนดินและใต้ดิน จึงถือว่าคนที่จะมาทำหน้าที่ต้องเป็นคนที่สามารถไว้วางใจได้ระดับหนึ่งพอสมควร ไม่ใช่เลือกมาแบบส่งเดช

เสริมใยเหล็กยิ่งลักษณ์ พท.คุมกมธ.ตัดตอน'ปชป.'

แต่เหนืออื่นตำแหน่งที่เกิดมหกรรมล็อบบี้อย่างหนักไม่เป็นสองรองจากตำแหน่งรัฐมนตรี คือ “ประธานคณะกรรมาธิการประจำสภาผู้แทนราษฎร” ตำแหน่งนี้มีให้ชิงชัย 35 เก้าอี้ โดยตอนนี้เริ่มมีบรรดา สส.ที่เคยเป็น “อดีตว่าที่รัฐมนตรี” ได้ขอตีตราจองกันไว้บ้างแล้ว

แม้ว่าเรื่องนี้ดูเผินๆ อาจจะไม่มีอะไรมากเพราะเป็นตำแหน่งปลอบใจให้กับคนอกหักพลาดตำแหน่งเสนาบดี แต่พรรคเพื่อไทยกลับให้ความสนใจกับเรื่องนี้เป็นพิเศษอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งนี้มีการเตรียมคนเข้าไปนั่งใน กมธ.สำคัญจำนวนมากตามโควตาของพรรคที่ได้ถึง 19 คณะ อาทิ กมธ.การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน กมธ.การต่างประเทศ กมธ.การตำรวจ กมธ.การทหาร กมธ.การป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ กมธ.การสื่อสารและโทรคมนาคม และ กมธ.การพัฒนาเศรษฐกิจ

เห็นได้ชัดว่า กมธ.เหล่านี้มีส่วนสำคัญต่ออายุรัฐบาลใน 2 ด้านด้วยกัน ดังนี้ 1.ในด้านความเป็นเอกภาพระหว่างรัฐมนตรีและ สส.ของพรรค เพราะจะทำให้การประสานงานในด้านนโยบายมีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น เนื่องจากสส.จะมีส่วนช่วยสำคัญในการนำนโยบายลงไปสู่พื้นที่ให้ประชาชนรู้สึกว่าจับต้องได้ 2.ปิดช่องโหว่การตรวจสอบรัฐบาล

โดยน้ำหนักของเรื่องนี้อยู่ที่เหตุผลหลังมากกว่า ถ้าปล่อยให้ฝ่ายค้านใน กมธ.สำคัญๆ ดังกล่าวไป รัฐบาลอาจตกที่นั่งลำบากโดยไม่จำเป็น ถึงจะไม่มีผลต่อเสถียรภาพรัฐบาลแต่เกรงว่าจะเป็นลักษณะหนามตำเท้าไปเรื่อยๆ

ความหวาดระแวงของรัฐบาลมีเหตุผลสำคัญมาจากตอนนี้ กมธ.มีกลไกสำคัญ คือ พ.ร.บ.คำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งเป็นกฎหมายที่ออกในช่วงปลายอายุรัฐบาลของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยช่วงนั้นมีความพยายามจะเตะตัดขากฎหมายฉบับนี้มาแล้วหลายครั้งเพื่อไม่ให้ออกมาบังคับใช้ได้ แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ

สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ลงลึกเข้าไปแล้วจะเห็นได้ว่าเป็น “ดาบสองคม” อย่างเห็นได้ชัด เพราะเป็นทั้งคุณและโทษในทางการเมืองได้ในเวลาเดียวกัน

กล่าวคือ กฎหมายได้ให้อำนาจ กมธ.มีอำนาจเรียกบุคคลและเอกสารสำคัญทางราชการได้ คำว่า “บุคคล” ในที่นี้ครอบคลุมไปถึงข้าราชการประจำไปจนถึงนายกรัฐมนตรี โดยจะต้องให้ความร่วมมือกับ กมธ.ในการมาชี้แจงข้อสงสัยต่อการบริหารราชการแผ่นดินตามที่ได้มีหนังสือเรียกผ่านทางประธานสภา

ที่สำคัญหาก กมธ.ขอความร่วมมือแล้วไม่ได้รับการตอบสนองโดยไม่มีเหตุผลสมควรต่อการปฏิเสธแล้ว ประธาน กมธ.สามารถมีหนังสือกล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีต่อไป โดยมาตรา 15 กำหนดบทลงโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ความเป็นดาบสองคมมองได้ในหลายแง่มุม ถ้ามองในด้านของการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารซึ่งถือว่าเป็นหน้าที่หลักของฝ่ายนิติบัญญัติ กฎหมายฉบับนี้จะเข้ามามีส่วนสำคัญทำให้งานของฝ่ายนิติบัญญัติเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

ตรงกันข้าม ถ้ามองมิติการเมืองแล้วทุกอย่างจะเป็นตรงกันข้าม เพราะจะเป็นเครื่องมือของฝ่ายค้านในการไล่บี้รัฐบาลอย่างหนักโดยเฉพาะพวกรัฐมนตรีที่ไม่เจนจัดในเกมสภามากนัก

ผลที่ตามมาจะทำให้การประชุม กมธ.ที่มีสส.พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านนั้นกลายเป็นห้องเชือดรัฐมนตรีแบบสร้างความแหยงให้กับรัฐบาลได้ เพราะตามกฎหมายแล้วในห้อง กมธ.ถือว่าประธาน กมธ.มีอำนาจเด็ดขาดมากที่สุด ทั้งในเรื่องการควบคุมการประชุมและการกำหนดในการพิจารณาเรื่องสำคัญ ขณะที่รัฐมนตรีจะมีหน้าที่ตอบคำถามเท่านั้น

จากเหตุผลในสภาพบังคับของกฎหมายฉบับนี้เป็นปัจจัยต่อการให้พรรคเพื่อไทยต้องรวบกมธ.สำคัญๆ เอาไว้ให้กับพรรคเพื่อตัดแขนตัดขาพรรคประชาธิปัตย์ให้มากที่สุดเท่าที่จะดำเนินการได้โดยไม่น่าเกลียดในสายตาของสังคมมากนักว่ากำลังกระทำการเป็นลักษณะ “เผด็จการเสียงข้างมาก”

ปัญหานี้เป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยอาจต้องยอมแลกบ้างดีกว่าให้อาวุธไปอยู่ในมือพรรคประชาธิปัตย์ เพราะถ้ารัฐบาลยิ่งพลาดมากเท่าไหร่จะเป็นแต้มสะสมให้กับพรรคประชาธิปัตย์สามารถรวบรวมแผลรัฐบาลแบบเก็บเล็กผสมน้อยไปได้จนกระทั่งถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถึงเวลานั้นพรรคเพื่อไทยจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าฝ่ายค้านมีอะไรในมือบ้าง และจะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาลในสายตาสังคมขนาดไหน

เป็นความจำเป็นของพรรคเพื่อไทยที่ต้องปิดประตูฝ่ายค้าน

อย่างไรก็ตาม การกระทำแบบนี้ของพรรคเพื่อไทยใช่ว่าจะทำได้ง่าย เพราะต้องเจอกับแรงต่อต้านจากฝ่ายค้านอย่างแน่นอน โดยคำถามถึงความจำเป็นของการรวบ กมธ.สำคัญเอาไว้ในพรรคเพื่อไทย ในกรณีนี้พรรคประชาธิปัตย์จะเสนอเงื่อนไขกลับไปว่าฝ่ายค้านมีความจำเป็นที่ต้องเข้าไปทำหน้าที่ประธาน กมธ.สำคัญในด้านเศรษฐกิจและตรวจสอบตามพอสมควรและความเหมาะสมในฐานะฝ่ายทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล

จากนี้ไปต้องจับตาศึกชิงเก้าอี้ประธานกมธ.จะจบอย่างไร เพราะในเมื่อทั้ง 35 ตำแหน่งเล็กๆ ในสภากำลังกลายเป็นส่วนสำคัญของความมั่นคงของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไปแล้ว

 

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่