posttoday
ทองคำ...กำไรดีกว่าหุ้น

ทองคำ...กำไรดีกว่าหุ้น

05 สิงหาคม 2554

สถานการณ์การฟื้นตัวอย่างเชื่องช้าของเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรป

สถานการณ์การฟื้นตัวอย่างเชื่องช้าของเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรป

โดย...ทีมข่าวการเงิน

สถานการณ์การฟื้นตัวอย่างเชื่องช้าของเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปได้กลายเป็นสารเร่งกระตุ้นราคาทองคำในตลาดโลกให้ทำสถิติครั้งแล้วครั้งเล่า โดยไม่มีวี่แววที่จะสิ้นสุด

ปรากฏการณ์ราคาทองคำพุ่งชนเพดานจนนักลงทุน แม่บ้าน พ่อบ้าน ยันเจ้าบ่าวตาค้าง เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยที่สุดแล้ว หากค่าเงินเหรียญสหรัฐเสื่อมค่ายามเศรษฐกิจถดถอย ขณะที่ทองคำไม่ได้ขึ้นลงตามค่าเงินยูโรดังเช่นเคย นับตั้งแต่สหภาพยุโรปเผชิญวิกฤตหนี้สินของกรีซ

เมื่อเป็นเช่นนี้ ราคาเป้าหมายทองคำในตลาดโลกปีนี้ถูกผู้ค้าทองคำในประเทศปรับขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่านับตั้งแต่กลางปีนี้เป็นต้นมา จาก 1,600 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ขยับมาเป็น 1,800-1,850 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ในปัจจุบัน

การปรับขึ้นครั้งล่าสุด เกิดขึ้นภายหลังรัฐสภาสหรัฐผ่านร่างกฎหมายปรับเพดานหนี้สาธารณะ 2.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และปรับลดการขาดดุลการคลังลงรวม 2.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ตลอดช่วง 10 ปีข้างหน้า

“เศรษฐกิจสหรัฐคงฟื้นตัวช้า เพราะขอเวลาลดหนี้ 2.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐถึง 10 ปี ในขณะที่มีหนี้ทั้งหมดถึง 14.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ตัวเลขว่างงานยังสูง การผลิตและคำสั่งซื้อยังไม่ดีขึ้นจะฟื้นตัวได้อย่างไร” นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท เอ็มทีเอสโกลด์ แม่ทองสุก กล่าว

ทองคำ...กำไรดีกว่าหุ้น

ปัญหาที่แก้ไม่ตกของสหรัฐ ทำให้มีความเสี่ยงถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้สหรัฐ โดยบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ (เอสแอนด์พี) อยู่ระหว่างการทบทวนอันดับความน่าเชื่อถือ

ขณะที่ก่อนหน้านี้ เอสแอนด์พี ระบุว่า มีโอกาสครึ่งต่อครึ่งที่จะปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ เพราะมีมุมมองว่าสหรัฐอาจต้องลดการขาดดุลการคลังลงถึง 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ จึงจะพอเพียงต่อการรักษาเสถียรภาพทางการคลัง ซึ่งตัวเลขนี้สูงกว่า 2.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐที่รัฐสภาอนุมัติ

การปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือหากเกิดขึ้นอาจยังผลให้ตลาดผันผวนในระยะสั้น คือ การอ่อนค่าของเงินเหรียญสหรัฐ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวสหรัฐอาจเพิ่มขึ้น

รวมไปถึงผลกระทบด้านลบต่อภาคการเงินสหรัฐ โดยเฉพาะบริษัทรับประกันความเสี่ยง

ขณะที่ปัญหาหนี้ในสหภาพยุโรปยังมีแนวโน้มว่าจะปะทุอีกรอบ เมื่อมีสัญญาณว่าอิตาลีอาจจะประสบปัญหาเช่นเดียวกับกรีซ

นั่นเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้นักลงทุนหนีไปหาทองคำ และเป็นผลให้ราคาทองคำโลกกระโดดโลดเต้น ราคาทองคำในประเทศจ่อคิวทะลุบาทละ 2.4 หมื่นบาทรอมร่อ

ล่าสุด ธนาคารยูบีเอสของสวิตเซอร์แลนด์ปรับขึ้นราคาเป้าหมายทองคำระยะ 3 เดือน จาก 1,600 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ เป็น 1,850 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ เมื่อราคาทองสปอตที่ตลาดสหรัฐพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ 1,672.65 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ จากการเข้าซื้อของนักลงทุนที่ต้องการซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยเลี่ยงความผันผวนในตลาดหุ้น

ไม่เฉพาะนักลงทุนที่วิตกกังวลต่อปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว และการที่สหรัฐมีนโยบายผ่อนคลายทางการเงินระยะยาว ธนาคารกลางของหลายประเทศทั่วโลกก็เพิ่มการซื้อทองคำเข้ามาเก็บไว้ในทุนสำรองของตัวเอง

แม้แต่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เอง กลายเป็นธนาคารเอเชียรายล่าสุดที่เพิ่มการถือครองทองคำสำรองในเดือน มิ.ย.

ข้อมูลสถิติการคลังระหว่างประเทศของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) พบว่าไทยมีทองคำสำรองเพิ่มขึ้น 18.66 ตัน ในเดือน มิ.ย. ส่งผลให้ไทยมีทองคำสำรองทั้งสิ้น 127.524 ตันเข้าไปแล้ว

ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. ก็ยอมรับว่าได้ทยอยเก็บจาก 100 ตัน จนตอนนี้เกือบ 130 ตันเข้าไปแล้ว

ถ้าธนาคารกลางที่เคยเป็นคนขายทองคำออกมาหากำไรยังทยอยซื้อ นักลงทุนแมวที่ไหนไม่เข้าไปซื้อทองคำมาตุนไว้ก็พับกระเป๋ากลับบ้านได้แล้ว

สำหรับผู้ค้าทองคำในประเทศไทยได้ปรับราคาเป้าหมายทองคำปีนี้มา 2 ครั้งแล้ว จากต้นปีที่คาดว่าปีนี้ราคาทองคำจะอยู่ที่ 1,600 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์เมื่อกลางปี ปรับขึ้นเป็น 1,640-1,650 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ เป็น 1,700 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ และล่าสุด 1,800 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์

ราคาทองคำที่ได้พุ่งพรวดขึ้นมาเหนือ 1,600 เหรียญสหรัฐ นับตั้งแต่ปลายเดือน ก.ค. ทั้งๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในไตรมาส 4 นับว่าเป็นการพุ่งสูงเร็วกว่าที่ใครๆ คาด

ขนาด นพ.กฤชรัตน์ ยังประเมินว่าราคาเป้าหมายของทองคำ คือ 1,800 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ หรือ 2.44 หมื่นบาทต่อบาททองคำ เพราะมีมุมมองว่าราคาทองคำยังเป็นขาขึ้นจากปัญหาเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะสหรัฐและยุโรป

และจากสถิติที่ราคาทองคำเคยขึ้นสูงสุดเฉลี่ยปีละ 25% โดยจนถึงปัจจุบันนี้ราคาปรับขึ้นมาแล้ว 16% ดังนั้นจึงเหลืออีก 9%

ถ้าเป็นไปตามเป้าหมายที่เขาคาดไว้จริง หากนักลงทุนรายใดเข้าซื้อทองคำตอนนี้ ถ้าคิดเป็นเงินเหรียญสหรัฐก็จะได้ผลตอบแทนอีก 9% แต่ถ้าเป็นเงินบาทก็มีโอกาสหากำไรอีกไม่น้อยกว่า 4%

เท่ากับว่าผู้ซื้อทองคำแท่งไว้ตั้งแต่เริ่มต้นปี ถ้าถือไว้แล้วขายออกในราคาสูงสุดที่ตั้งไว้ข้างต้นจะได้ผลตอบแทน 25%

ผลตอบแทนมากกว่าที่คาด และกลับมายืนเหนือผลตอบแทนปี 2552 ที่ทำไว้ที่ 24% แต่ยังไม่สามารถลบสถิติปี 2553 ที่ 27%

และถ้าคิดเป็นเงินบาทก็จะได้ผลตอบแทนเบาะๆ 20.7% เหนือกว่าปี 2553 แล้ว

ที่สำคัญ ผลตอบแทนจากการลงทุนทองคำสูงกว่าตลาดหุ้นไปแล้ว

เพราะจนถึงปัจจุบันดัชนีหุ้นปรับขึ้นไปเพียง 9.75% เท่านั้น เมื่อพิจารณาจากดัชนีล่าสุด 1,124.01 จุด

ถ้าเป็นไปตามเป้าหมายที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าเป้าหมายสิ้นปีดัชนีอยู่ที่ 1,200 จุด เท่ากับว่าจะไปต่ออีก 6.7% หรือรวมทั้งปีเท่ากับ 16.45% เท่านั้น

หากพิจารณาจากข้อพิเคราะห์ของกูรูทองคำ นพ.กฤชรัตน์ ก็พอมองเห็นว่าทองคำมีแต่ขึ้น

ลองไล่ดู เริ่มศักราชปีกระต่ายวันที่ 3 ม.ค. ราคาทองคำเปิดตลาดด้วยราคา 1,420 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ หรือ 2.012.02 หมื่นบาทต่อบาททองคำ

ก่อนปรับฐานลดลงต่ำสุดวันที่ 27 ม.ค. 2554 ที่ 1,345 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ และดีดตัวกลับในวันรุ่งขึ้น จากนั้นขึ้นมาทำสถิติสูงสุดที่ 1,575 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 2554 หลังจากนั้นราคาทองคำได้ปรับฐานลดลงตั้งแต่เดือน มิ.ย.กลางเดือน ก.ค. อยู่ที่ประมาณ 1,500 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ เพราะเป็นช่วงรอยต่อของการแก้ไขปัญหาหนี้สหภาพยุโรปและหนี้สหรัฐ

จังหวะนี้ผู้ค้าทองคำในประเทศได้ปรับราคาเป้าหมายราคาทองคำปีนี้ขึ้นจาก 1,600 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ เป็น 1,64016,50 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์

นพ.กฤชรัตน์ ได้ประเมินว่าราคาเป้าหมายทองคำขึ้นเป็น 1,700 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์

ภายหลังรัฐสภาสหรัฐมีมติขยายเพดานหนี้เพิ่ม และให้ลดขาดดุลการคลัง ราคาทองคำในตลาดโลกได้พุ่งพรวดทำสถิติสูงสุด 5 ครั้งในวันเดียว วันที่ 3 ส.ค. โดยราคาปิดของวันที่ 1,668 เหรียญสหรัฐ และวันที่ 4 ส.ค. 1,660 เหรียญสหรัฐ

จนกระทั่งมีการขยายเพดานหนี้สหรัฐแล้ว แต่ความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจสหรัฐไม่เกิดขึ้น นพ.กฤชรัตน์ จึงเพิ่มเป้าหมายเป็น 1,800 เหรียญสหรัฐ ขณะที่ผู้ค้าทองคำรายอื่นยังคงเป้าหมายไว้ที่ 1,600-1,700 เหรียญสหรัฐ

ความเป็นไปได้ในราคาเป้าหมายที่ นพ.กฤชรัตน์ ตั้งเป้าไว้นั้นมีอยู่มาก เพราะเป็นเป้าหมายที่ระมัดระวังเมื่อผนวกกับประมาณการของซิตี้กรุ๊ป ที่มีแนวโน้มว่าจะลดประมาณการเศรษฐกิจโลกลงจากที่คาดไว้ว่าปีนี้เศรษฐกิจจะเติบโต 3-4% และจะลดประมาณการเติบโตเศรษฐกิจทั้งปีนี้และปีหน้าของประเทศผู้นำเศรษฐกิจโลก ทั้งสหรัฐ ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป อังกฤษ

สภาวะที่ความเสี่ยงราคาทองพลิก ทางลงมีเพียงประการเดียว คือ เศรษฐกิจของสหรัฐและยุโรปฟื้นเร็วกว่าคาด

แต่โอกาสเหล่านั้นจะเกิดขึ้นหรือไม่...ริบหรี่เต็มทน

สำหรับนักลงทุนที่มีความกังวลว่าสหรัฐและยุโรปจะเข้าตาจนในการหาทางออกให้กับเศรษฐกิจประเทศ จนถึงกับนำทองคำที่เป็นทุนสำรองออกมาขาย คงเป็นไปได้ยาก เพราะหากสหรัฐจะทำเช่นนั้นต้องได้รับอนุมัติจากสภาคองเกรส เนื่องจากทองคำเป็นทุนค้ำประกันค่าเงินอยู่เพื่อแสดงว่าฐานะการเงินของประเทศมั่นคง

การขายออกมาเท่ากับสะท้อนความไม่มีเสถียรภาพทางการเงินอย่างหนัก

และทองคำไม่ผูกติดกับค่าเงินยูโรอีกต่อไป เพราะสถานะเงินยูโรก็เริ่มสั่นคลอน...

ถึงบัดนี้ การลงทุนทองคำจึงเสมือนกับการลงทุนในสกุลเงินที่มั่นคงกว่าเงินสกุลหลักของโลกไปแล้ว

ขณะที่สกุลเงินเหรียญสหรัฐและสกุลเงินยูโร...กำลังสั่นคลอน...ทองคำมีแต่ขึ้นกับขึ้น  

 

ข่าวล่าสุด

สุดารัตน์จี้รัฐ ตัดเกณฑ์ลดหย่อนภาษีบัตรสวัสดิการฯ ซ้ำเติมกลุ่มเปราะบาง

สุดารัตน์จี้รัฐ ตัดเกณฑ์ลดหย่อนภาษีบัตรสวัสดิการฯ ซ้ำเติมกลุ่มเปราะบาง