สถานะ"ธัมมชโย" ปาราชิกไปนานแล้ว

วันที่ 27 พ.ค. 2559 เวลา 09:56 น.
สถานะ"ธัมมชโย" ปาราชิกไปนานแล้ว
ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

อาการอาพาธของ “ธัมมชโย” ทำให้การเข้ารับทราบข้อกล่าวหา “รับของโจร ร่วมกันฟอกเงิน” ที่ศาลออกหมายจับพระชื่อดังตามคำขอของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเสอไอ) ต้องเลื่อนออกไป

ปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ผ่านมา กรณีของเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายรูปนี้เป็นที่ถกเถียงอย่างกว้างขวางในสังคมพุทธ โดยเฉพาะปมที่ทำให้เกิดคำถามว่า “ธัมมชโย” ยังสมควรที่จะเป็นพระอยู่หรือไม่ ด้วยพฤติกรรมที่จับต้องเงินทองและทรัพย์สินต่างๆ กระทั่งเลยเถิดนำไปสู่การกระทำที่ผิดกฎหมาย

ย้อนไปถึงปมที่ มหาเถรสมาคม (มส.) เคยเรียกประชุมเรื่องพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราช ที่บัญชาให้ธัมมชโยต้องปาราชิกหมดสภาพจากความเป็นพระ ผลจากที่ประชุมครั้งนั้นได้ข้อสรุปว่า มส.ไม่จำต้องปฏิบัติตามพระลิขิต เพียงแต่รับทราบเรื่องนี้และหากจะเอาผิดธัมมชโย ก็ควรจะเป็นความผิดใหม่ในอนาคตที่อาจจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดก็ได้

หากลงลึกในคำถามที่น่าสนใจตามข้างต้น พระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชนั้น มีความหมายว่าอย่างไร

คำตอบจากผู้ช่ำชองกฎหมายของสงฆ์ “ปรีชา สุวรรณทัต” อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความกระจ่างกับคำถามนี้ว่า “ไม่ใช่กฎหมาย และสมเด็จพระสังฆราชก็ออกคำสั่งเป็นพระลิขิตไม่ได้ แต่สิ่งที่เอ่ยถึงธัมมชโยนั้น คือ ความผิดของธัมมชโยที่ผิดจากพระธรรมวินัย เป็นพระแต่ไปจับต้องเงินเกิน 5 มาสก หรือกว่า 300 บาท ตามพระธรรมวินัยก็ต้องปาราชิกอาบัติแล้ว สมเด็จพระสังฆราช ท่านวินิจฉัยจากพระธรรมวินัย ท่านไม่ได้สั่ง แต่ตามกฎแล้วต้องมีการสนองตาม พระบัญชา ซึ่งผู้สนองคือ มส. แต่ มส.เลือกที่จะปฏิเสธพระลิขิต และยังอุ้มธัมมชโยเอาไว้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดมาก”

อาจจะเป็นเพราะผลประโยชน์จากธัมมชโย ที่มอบให้กรรมการ มส.ที่เป็นพระสงฆ์บางรูป ทำให้เกิดภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ต้องชูมือหนุนธัมมชโยไม่ให้ต้องปาราชิกอีกต่อไป สวนกระแสคำถามของสังคมอย่างดื้อดึง

พระลิขิตที่เอ่ยถึงธัมมชโยเมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2542 เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของวัด ซึ่งมีความหมายรวมถึงอสังหาริมทรัพย์ เงิน และทรัพย์สินอย่างอื่น ใจความว่า“ต้องมอบทรัพย์สินทั้งหมดในขณะที่เป็นพระให้แก่วัดทันที แต่ไม่คิดให้มีโทษ เพราะคิดในแง่ยกประโยชน์ให้ ว่าในชั้นต้นอาจมิใช่เจตนาถือเอาสมบัติของวัดเป็นของตนจริงๆ แต่เมื่อถึงอย่างไรก็ไม่ยอมมอบคืนสมบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะเป็นพระแก่วัด ก็แสดงชัดแจ้งว่า ต้องอาบัติปาราชิก ต้องพ้นจากความเป็นสมณะโดยอัตโนมัติ ต้องถูกจัดการอย่างเด็ดขาด เช่นเดียวกับผู้ไม่ใช่พระ ปลอมเป็นพระด้วยการนำผ้ากาสาวพัสตร์ไปครอง ทำความเศร้าหมองเสื่อมเสียให้เกิดแต่สงฆ์ในพระพุทธศาสนา”

ปรีชา อธิบายถึงความหมายของพระลิขิต ว่า นั่นย่อมเท่ากับว่าธัมมชโยไม่ใช่พระอีกต่อไป หากแต่เป็นชายที่ห่มเหลืองเท่านั้น แน่นอนว่าพฤติกรรมเช่นนี้เป็นความผิดตามกฎหมายอาญา เพราะใครก็ตามไม่สามารถมาแต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ได้ นี่ก็เข้าข่ายข้อหาหลอกลวงประชาชน บ้านเมืองก็ควรจะเข้าไปจัดการได้แล้ว และหากจัดการก็ไม่ควรจะได้รับการสึก เนื่องจากพระลิขิตย้ำชัดเจนว่า ธัมมชโยหมดสภาพจากความเป็นพระแล้ว เขาเป็นเพียงบุคคลธรรมดาที่มาใส่ผ้าเหลืองเท่านั้น

อนาคตของธัมมชโย ปรีชาเชื่อว่า การเอาผิดทางสงฆ์คงเป็นที่สิ้นสุดแล้ว เพราะพุทธศาสนิกชนก็ไม่อาจพึ่งพิง มส.ได้อีกต่อไป แต่อย่างไรปรีชาเชื่อว่ากฎแห่งกรรมจะต้องเล่นงานธัมมชโยเอง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ถึงบทสรุปของพุทธศาสนาในเมืองไทย ทำอย่างไรที่จะเรียกศรัทธามาจากพุทธศาสนิกชนได้ อีกทั้งต้องยอมรับว่าวงการผ้าเหลืองเมืองไทย บ่อยครั้งที่ถูกตั้งคำถามจากสังคม เพราะพระสงฆ์บางส่วนก็ไม่ได้ประพฤติปฏิบัติตัวให้สมกับความศรัทธา

“หนทางแก้คือที่ตัวพระเอง จริงๆ ไม่ควรจะต้องมีกฎหมายใดๆ มาควบคุมด้วยซ้ำ เพราะพระธรรมวินัยคือกฎสูงสุดที่อยู่เหนือกฎหมายบ้านเมืองอยู่แล้ว เป็นพระเมื่อเข้ามาอยู่ในร่มกาสาวพัสตร์ ก็ควรจะสะสมพระธรรมให้ได้มากที่สุด ไม่ใช่เข้ามาเพื่อสะสมเงินทอง มันผิดหลัก” ปรีชา ให้คำตอบถึงข้อนี้

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าถึงอย่างไรเสียก็ต้องมีกฎหมายเข้ามาควบคุม ปรีชา เสนอว่าต้องทำให้พระออกจากเงินทองทั้งหมด โดยมอบให้ไวยาวัจกรของวัดซึ่งเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินเป็นคนจัดการเรื่องเงินๆ ทองๆ เอง พระก็จะได้ไม่เข้าข่ายต้องอาบัติ และเลิกหมกมุ่นเรื่องเงินทองเสียที อย่างไรก็ตาม เข้าใจดีว่ายุคสมัยที่เปลี่ยนไป พระเองก็มีเรื่องจำเป็นบ้างที่ต้องใช้จ่ายเงิน แต่ก็ไม่ควรจับต้องเอง หากแต่ใช้ไวยาวัจกรเป็นผู้จัดการให้ก็ได้ ทั้งเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วย หรือเรื่องต่างๆ ที่จำเป็น

“แต่กฎหมายที่ผ่านมาดันไปบัญญัติให้พระสามารถจัดการมรดกทรัพย์สินเงินทองของตัวเองได้ คำนี้มันหมายถึงพระก็สามารถมีทรัพย์สินได้ ซึ่งมันขัดกับหลักพระธรรมวินัย เราต้องแก้ตรงนี้ให้ได้ ไม่เช่นนั้น คนก็เข้ามาหากินด้วยการสวมผ้าเหลือง และมันสะเทือนวงการศาสนาของบ้านเรา” ปรีชา ย้ำปรีชา อธิบายถึงเรื่องการบรรจุพระพุทธศาสนาให้อยู่ในรัฐธรรมนูญ เพื่อกำหนดให้เป็นศาสนาประจำชาติว่า ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะคนไทยกว่า 90% ก็นับถือศาสนาพุทธ แต่อีกมุมหนึ่งก็ไม่จำเป็นต้องบรรจุก็ได้ เพราะอย่างไรก็ตาม พระธรรมวินัยถือเป็นของที่สูงที่สุด สูงกว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ดังนั้น ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องให้ของที่ต่ำกว่ามากำกับสิ่งที่สูงกว่า

“ของที่ต่ำกว่าคือรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นอนิจจังไม่ยั่งยืน สามปีสี่ปีก็ล้มล้างแล้วก็เขียนกันขึ้นมาใหม่ แต่พระธรรมวินัยเป็นอกาลิโก คือสิ่งที่คงอยู่ตลอดกาล ดังนั้นก็ไม่จำเป็นจะต้องมีการรับรองใดๆ” ปรีชา ย้ำ

ปรีชา ทิ้งท้ายว่า แม้พระธรรมวินัยที่ใช้ควบคุมพระสงฆ์ให้อยู่ในกรอบอันดีงามสมกับเป็นผู้ธำรงพระพุทธศาสนา อาจจะบังคับ หรือใช้ไม่ได้ผลกับพระธัมมชโย แต่กระนั้น ข้อกฎหมายที่ต้องบังคับใช้ด้วยบรรทัดฐานเดียวกันของคนทั้งประเทศ อาจจะเอาผิดพระธัมมชโยในความผิดได้ ซึ่งน่าสนใจว่าการต่อสู้ของทีมพระธัมมชโยจะออกมาในรูปแบบใด.