จับตาประชุมอาเซียน ชี้ชะตาสงครามไทย–กัมพูชา จบหรือยืดเยื้อ
รศ.ดร.ปณิธาน วิเคราะห์ 3 ฉากทัศน์ประชุมอาเซียนที่มาเลเซีย ตั้งแต่เลวร้ายสุดยืดเยื้อ สู่ข้อตกลงจำกัด หยุดยิงแต่ยังไม่จบศึกอย่างแท้จริง
KEY
POINTS
- การประชุมอาเซียนสมัยพิเศษที่กรุงกัวลาลัมเปอร์จะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางของความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา
- มีการคาดการณ์ผลการประชุมออกเป็น 3 รูปแบบหลัก ได้แก่ สถานการณ์เลวร้ายที่สุด (สงครามยืดเยื้อ), ดีที่สุด (บรรลุข้อตกลงสันติภาพถาวร), และการตกลงกันได้แบบจำกัด
- แนวโน้มที่เป็นไปได้มากที่สุดคือการตกลงหยุดยิงแบบจำกัด โดยมีคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนเข้ามาควบคุม แม้ปมขัดแย้งพื้นฐานจะยังไม่ถูกแก้ไข
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร
ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
โพสต์เฟซบุ๊ก (คลิ๊กอ่าน)
จบแบบไหน ไทย–กัมพูชา
What is the endgame?
ก่อนการประชุมอาเซียนสมัยพิเศษว่าด้วยเรื่องไทย–กัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ต้นสัปดาห์หน้าในวันจันทร์ที่ 22 นี้ มีสัญญาณบางอย่าง (Clues) บ่งชี้ว่า การประชุมดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางของสงครามครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างสองประเทศ ว่าจะดำเนินไปในรูปแบบใด จะสามารถหยุดยิงกันได้จริงหรือไม่ และสันติภาพจะยังคงอยู่เพียงบนแผ่นกระดาษเช่นเดิมหรือไม่
หากพิจารณาจากการเจรจานอกรอบ (Pre-negotiation Meeting) ของหลายประเทศที่เกี่ยวข้องอยู่ในขณะนี้ ก่อนการประชุมอย่างเป็นทางการ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นข้อเท็จจริงของการสู้รบ เงื่อนไขในการหยุดยิง การปรับปรุงคณะผู้สังเกตการณ์ การเพิ่มประเทศคนกลาง ตลอดจนการกำหนดขั้นตอนและรูปแบบในการกลับเข้าสู่ “ปฏิญญาสันติภาพกัวลาลัมเปอร์” หรือกลไกอื่น ๆ ก็อาจสรุปได้ในเบื้องต้นว่า อย่างน้อยผลการประชุมดังกล่าวจะไม่ออกนอกเหนือไปจาก 3 รูปแบบหลัก ดังต่อไปนี้
1. รูปแบบแรก – “เลวร้ายที่สุด” (Worst Case Scenario): ตกลงกันไม่ได้
ในรูปแบบนี้ หากเกิดขึ้นจริง ฝ่ายไทยจะต้องประเมินว่า กัมพูชายังไม่มีแนวโน้มที่จะ “สิ้นสภาพภัยคุกคาม” อย่างแท้จริง ยังดำรงความมุ่งหมายในการครอบครองแผ่นดินไทยและรุกล้ำอธิปไตยอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน กองทัพไทยยังไม่สามารถยึดคืนพื้นที่ได้ตามเป้าหมาย จึงจำเป็นต้องดำเนินปฏิบัติการทางทหารต่อไป
ฝ่ายการเมืองของไทย ซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบายและทิศทางของความขัดแย้งตามกฎหมาย ก็จะต้องเห็นว่ายังไม่ได้รับประโยชน์หรือความได้เปรียบเพียงพอ และประชาชนส่วนใหญ่ยังต้องเห็นพ้องว่าการสู้รบต่อไปนั้น ไม่สุ่มเสี่ยงต่อความสูญเสียที่มากเกินไป
ส่วนฝ่ายกัมพูชา ก็คงประเมินสถานการณ์ในลักษณะเดียวกัน แต่สะท้อนออกมาในอีกด้านหนึ่งของเหรียญเดียวกัน หรือเป็นภาพสะท้อนแบบกระจกเงา (Mirror Image) ของการเมืองระหว่างประเทศ คือมองว่าไทยยังคงเป็นภัยคุกคามหลักที่ต้องลดทอนลง ผู้นำกัมพูชายังต้องการใช้การสู้รบเป็นเครื่องมือในการ “ต่อรอง” กับผู้นำไทย และต้องการ “สั่งสอน” คนไทยต่อไป โดยต้องมั่นใจว่ามหาอำนาจบางประเทศและประชาคมระหว่างประเทศจะเพิ่มการสนับสนุนให้สามารถ “ยืนระยะ” ต่อสู้กับไทยได้ เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในยุโรปหรือในตะวันออกกลาง
ขณะเดียวกัน ผู้นำกัมพูชาจะต้องมั่นใจด้วยว่า สามารถ “กุมสภาพ” หรือควบคุมสถานการณ์ภายในประเทศของตนไว้ได้เช่นที่ผ่านมา
หากเป็นเช่นนี้จริง สงครามไทย–กัมพูชาจะดำเนินไปอย่างยืดเยื้อและยาวนาน (Continuum of Conflict) จนในที่สุดมหาอำนาจและพันธมิตรของแต่ละฝ่ายอาจไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากเข้ามาสนับสนุนอย่างจริงจัง ซึ่งอาจนำไปสู่สงครามตัวแทน (Proxy War) ในระดับภูมิภาคอย่างเต็มรูปแบบ
ทั้งหมดนี้คือแนวทางที่ “เลวร้ายที่สุด” ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ ต่อเศรษฐกิจ สังคม และเสถียรภาพของรัฐ
อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาปัจจัยโดยรวมแล้ว แนวโน้มที่จะเกิดสถานการณ์ในรูปแบบนี้ยังถือว่า “ไม่สูงมากนัก” ซึ่งเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายเร่งแสวงหาทางเลือกอื่นที่ดีกว่า
2. รูปแบบที่สอง – “ดีที่สุด” (Best Case Scenario): ตกลงกันได้แบบเบ็ดเสร็จ
หมายถึง ไทยและกัมพูชาต่างต้องการให้ความขัดแย้งยุติลงอย่างแท้จริง โดยไม่ต้องสูญเสียเลือดเนื้อไปมากกว่านี้ และสามารถยุติความขัดแย้งอย่างจริงจังและถาวร ผ่านข้อตกลงแบบรอบด้าน (Comprehensive Agreement) ซึ่งอาจแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน
2.1 ขั้นแรก (1st Stage Plan)
จัดตั้ง “เขตปลอดภัย 3 ชั้น” ได้แก่
– ชั้นนอก: เขตปลอดทหาร (Demilitarized Zone – DMZ) ในพื้นที่สู้รบ (พื้นที่สีแดง) ปราศจากอาวุธ ทุ่นระเบิด การบินโดรน และการเสริมกำลังทหาร โดยมีระบบเฝ้าระวังที่ทันสมัย เช่น ดาวเทียมหรือระบบกล้องตรวจจับตลอดเวลา
– ชั้นกลาง: เขตกันชนด้านความมั่นคง (Security Buffer Zone – SBZ) ตามแนวชายแดน 7 จังหวัด ทั้งทางบกและทางทะเล (พื้นที่สีเหลือง) เพื่อควบคุมด่าน ช่องทางเข้าออก และกิจกรรมของขบวนการผิดกฎหมาย เช่น สแกมเมอร์ ยาเสพติด อาวุธ มนุษย์ หรือพลังงานเถื่อน ซึ่งเป็นแหล่งหล่อเลี้ยงสงคราม
– ชั้นใน: พื้นที่พักรอด้านมนุษยธรรม (Humanitarian Corridor Zone – HCZ) สำหรับช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ เป็นพื้นที่พักพิงและเตรียมการส่งกลับสู่ภูมิลำเนา (พื้นที่สีฟ้า) โดยอาศัยมาตรฐานสากล กฎหมายระหว่างประเทศ และความร่วมมือจากทุกฝ่าย
2.2 ขั้นที่สอง (2nd Stage Plan)
การจัดทำหลักเขตแดนถาวรแบบเร่งรัด (Accelerated Demarcation Negotiation) ระหว่างไทยและกัมพูชา ในกรอบทวิภาคี เพื่อแก้ไขหรือปรับปรุงข้อตกลงเดิม และเร่งเจรจาจัดทำหลักเขตแดนที่ยังเหลืออยู่ประมาณ 1 ใน 3 ให้แล้วเสร็จ ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาที่รากเหง้า (Root Cause) ของความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานกว่าร้อยปี
แนวทางนี้ถือเป็น “ดีที่สุด” เพราะครอบคลุมทุกมิติ แต่ในทางปฏิบัติยังมีโอกาสเกิดขึ้น “น้อยมาก” เนื่องจากความซับซ้อนทั้งด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ความได้เปรียบเสียเปรียบทางทหารและการเมือง รวมถึงลักษณะของสงครามที่ยังเป็นเพียงความขัดแย้งขนาดจำกัดตามแนวชายแดน
หากจะทำให้แนวทางนี้เป็นจริง จำเป็นต้องมีแรงสนับสนุนจากประชาชน มหาอำนาจ และประชาคมโลก รวมถึงความจริงใจและเจตจำนงทางการเมือง (Political Will) ของผู้นำทั้งสองฝ่าย
3. รูปแบบที่สาม – “ตกลงกันได้แบบจำกัด” (Joint Declaration Plus)
ไทยและกัมพูชาตกลงกันใน “หลักการ” เพื่อกลับเข้าสู่ข้อตกลงสันติภาพเดิม ที่มาเลเซีย สหรัฐฯ และอาเซียนผลักดันมาตั้งแต่ต้น โดยมีจีน ญี่ปุ่น และบางประเทศสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง พร้อมข้อเสนอเพิ่มเติม (+Plus) เพื่อทำให้สันติภาพมีเสถียรภาพมากขึ้น
มหาอำนาจและประเทศที่เกี่ยวข้องได้เพิ่มแรงกดดันให้ทั้งสองฝ่ายยุติการสู้รบ ผ่านมาตรการหลากหลาย เช่น การขู่ขึ้นภาษี การลดการสนับสนุน การเสนอเป็นคนกลาง หรือการใช้เครื่องมือทางทหารและการทูต ทั้งแบบเปิดเผยและหลังฉาก
มีข้อเสนอเบื้องต้นให้ลดระดับการเผชิญหน้าทันที และกำหนดการหยุดยิงใหม่ โดยมีคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Observer Team – AOT) เข้ามาควบคุมกำกับอย่างใกล้ชิด รวมถึงอาจเพิ่มกลไกใหม่หรือบทบาทของบางประเทศในปฏิญญาฯ
มีความเป็นไปได้ว่าการปฏิบัติการทางทหารของทั้งสองฝ่ายจะลดระดับลงภายในสุดสัปดาห์นี้ เนื่องจากฝ่ายไทยกำลังบรรลุวัตถุประสงค์ในการยึดครองและสถาปนาพื้นที่สำคัญในระดับที่มั่นคงแล้ว และสังคมไทยเริ่มทำความเข้าใจความหมายของการ “สิ้นสภาพภัยคุกคาม” มากขึ้น
สรุป
หากสงครามไทย–กัมพูชาจบลงในรูปแบบ “จำกัด” ความกังวลของประชาชนยังคงมีอยู่ เพราะเงื่อนไขพื้นฐานของความขัดแย้งยังไม่ถูกแก้ไขอย่างครบถ้วน และยังต้องเฝ้าระวังการปะทุรอบใหม่
อย่างไรก็ตาม ชาวไทยย่อมสบายใจขึ้นเมื่อเห็นว่า ทหารไทยได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ ทำลายขีดความสามารถทางทหารของกัมพูชาลงไปอีกหลายปี และสามารถครอบครองพื้นที่ของชาติกลับคืนมาได้ แม้ต้องแลกด้วยความสูญเสีย
ท้ายที่สุด ฝ่ายการเมืองของไทยได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า ผลประโยชน์ของชาติเป็นสิ่งที่ต้องรักษาไว้เหนือสิ่งอื่นใด และไม่อาจนำไปต่อรองให้เป็นอย่างอื่นได้


