"จุรินทร์"ย้ำร่างแก้ไขรธน.ฉบับพรรคร่วมรัฐบาลถูกต้องไม่กังวลสว.ยื่นตีความ

วันที่ 09 พ.ย. 2563 เวลา 16:16 น.
"จุรินทร์"ย้ำร่างแก้ไขรธน.ฉบับพรรคร่วมรัฐบาลถูกต้องไม่กังวลสว.ยื่นตีความ
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ห่วงส.ว.ล่าชื่อยื่นตีความร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ย้ำชัดร่างของพรรคร่วมรัฐบาลถูกต้องชอบธรรมด้วยรัฐธรรมนูญทุกประการ

เมื่อวันที่ 9 พ.ย.นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ กล่าวถึงกรณีที่มี สว.ล่ารายชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ตีความร่างแก้รัฐธรรมนูญ ว่า เป็นสิทธิที่ผู้เกี่ยวข้องจะทำได้ แต่ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์พรรคได้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ให้มีการตั้ง สสร. ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญ โดยไม่แตะหมวด 1 กับหมวด 2 ร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาล ก่อนที่จะได้มีการพิจารณายื่นนั้น ถือว่าได้มีการพิจารณาตรวจสอบโดยรอบคอบแล้วว่า ร่างของพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งประชาธิปัตย์เป็นส่วนหนึ่งในนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญทุกประการ ฉะนั้นจึงไม่ได้กังวลในเรื่องนี้

ทั้งนี้ เท่าที่ทราบ ผู้ที่ประสงค์จะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น ก็ได้ให้ความเห็นยืนยันแล้วว่า ไม่ได้กระทบต่อการพิจารณาร่างแก้รัฐธรรมนูญของพรรคร่วมรัฐบาล และร่างอื่นในรัฐสภา เพราะสามารถดำเนินการต่อไปได้ เพียงแต่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมาเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว จะกระทบหรือไม่ก็เป็นเรื่องอนาคต สำหรับความเห็นของพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่าร่างของรัฐบาลนั้นชอบโดยรัฐธรรมนูญ

ผู้สื่อข่าว ถามว่าการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ช้าไปหรือไม่สำหรับสถานการณ์บ้านเมือง นายจุรินทร์ กล่าวว่า ท่านมีความปรารถนาดีต่อบ้านเมือง โดยประธานรัฐสภาได้รับเรื่องนี้ไปดำเนินการตามมติของที่ประชุมร่วมรัฐสภา และกำลังดำเนินการตามขั้นตอนกระบวนการทั้งหมดอยู่ ที่สำคัญคือได้ขอให้สถาบันพระปกเกล้าฯช่วยสรุปรูปแบบที่เหมาะสม ซึ่งเข้าใจว่าขณะนี้เท่าที่ทราบมีอยู่ 2 รูปแบบ ข้อสรุปจะเป็นอย่างไรก็ต้องติดตามต่อไป ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ว่าจะออกมาเป็นรูปแบบไหนก็ยินดีที่จะให้ความร่วมมือ เพื่อที่จะให้ประเทศได้มีทางออกในการคลี่คลายสถานการณ์ต่อไป

เมื่อถามว่า ม็อบจะเป็นเงื่อนไขต่อการเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ นายจุรินทร์ กล่าวว่า ผู้ชุมนุมไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ควรได้มีโอกาสเข้าร่วมในเวทีที่จะพูดคุยกัน ไม่ว่าจะใช้ชื่อว่าอะไรก็ตาม ถ้าขาดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็จะกลายเป็นว่าไม่ครบองค์ประกอบ แล้วก็จะกลายเป็นความเห็นฝ่ายเดียว หรือความเห็นไม่ครบฝ่าย ก็อาจจะไม่ได้รับการยอมรับอีก แล้วก็จะเป็นปัญหาต่อไปไม่รู้จบ