ศบค.ชุดใหญ่ เคาะต่ออายุ พรก.ฉุกเฉินอีก 1 เดือน

วันที่ 21 ส.ค. 2563 เวลา 12:09 น.
ศบค.ชุดใหญ่ เคาะต่ออายุ พรก.ฉุกเฉินอีก 1 เดือน
มติ ศบค.ชุดใหญ่ ต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อีก 1 เดือน สิ้นสุด 30 ก.ย. พร้อม ผ่อนคลาย กิจกรรมเสี่ยงสูง

เมื่อวันที่ 21 ส.ค. 63 นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โควิด-19 หรือ ศบค. แถลงว่า ที่ประชุม ศบค.ชุดใหญ่ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธาน ยังพิจารณาควรเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)พิจารณาขยายเวลาการประกาศ พรก. ฉุกเฉินออกไปอีก 1 เดือนตั้งแต่วันที่ 1-30 ก.ย.นี้ ซึ่งก่อนจะมีมติออกมาเช่นนี้มีการประชุมหารือกันหลายครั้ง โดยมีกระบวนการการทำงานที่ไม่ใช่รูปแบบเดิม ทุกกระทรวงต้องมามีส่วนร่วมในการตัดสินใจและนำเสนอเป็นขั้นตอนขึ้นไปจนกระทั่งถึงที่ประชุมใหญ่ศบค. และมีปัจจัยเสี่ยงที่น่ากังวลก็ คือ คน เพราะการติดเชื้อนั้น ติดโดยผ่านพฤติกรรมของคน และคนที่สามารถควบคุมได้คือภายในประเทศ และที่พยายามจะควบคุมคือคนต่างด้าวที่พยายามจะเข้ามาในประเทศ ขณะเดียวกันก็มีการเดินทางเข้ามาหลายเส้นทางจึงมีความ และถือเป็นความละเอียดอ่อนอย่างมาก

และการมี พรก.ฉุกเฉิน ไม่ได้ทำให้ชีวิตประจำวันของประชาชนเปลี่ยนไป การใช้ชีวิตประจำวันยังคงเดิมทุกอย่าง ไม่มีเคอร์ฟิว กิจการและกิจกรรมยังดำเนินไปได้ทุกอย่าง แต่ต้องอยู่ภายใต้ภาวะนิวนอร์มอล หรือชีวิตวิถีใหม่ นอกจากนี้ ที่ประชุม ศบค.ชุดใหญ่ยังพิจารณาการผ่อนคลายการบังคับใช้กฎหมายหลังการขยายประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน คือ โรงเรียนทุกแห่งสามารถเปิดการเรียน การสอนได้ตามปกติ อนุญาตแข่งขันกีฬาแบบมีผู้ชม และใช้ระบบขนส่งสาธารณะทั้งทางบกและทางน้ำมีจำนวนผู้โดยสารได้เต็มตามความจุมาตรฐาน

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวอีกว่า ที่ประชุม ศบค.ชุดใหญ่ พิจารณาผ่อนคลายกิจกรรมและกิจการเพิ่มเติม 3 กิจกรรม ตามที่ได้ทดลองใช้มาแล้วตั้งแต่วันที่ 13 ส.ค. ที่ผ่านมา ทั้งการเปิดเรียนเต็มรูปแบบ การให้ขนส่งสาธารณะมีจำนวนผู้โดยสารเต็มความจุมาตรฐาน การอนุญาตแข่งขันกีฬาแบบมีผู้ชม โดยกำหนดประเภทกีฬาให้เป็นสนามกีฬากลางแจ้งชนิดที่มีการตะโกนเชียร์และไม่มีการตะโกนเชียร์ สนามกีฬาในร่ม ชนิดมีการตะโกนเชียร์และไม่มีการตะโกนเชียร์

ซึ่งสถานการณ์ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในระดับสีเขียว จึงร่างแนวทางจัดการแข่งขันกีฬา แบบมีผู้ชม ให้สนามกีฬากลางแจ้งที่มีการตะโกนเชียร์ให้มีผู้ชมได้ 25 เปอร์เซ็นต์ของความจุสนาม อาทิ ฟุตบอล รักบี้ ส่วนสนามกีฬากลางแจ้งที่ไม่มีการตะโกนเชียร์ ให้มีผู้ชมได้ 50 เปอร์เซ็นต์ของความจุสนาม เช่น เทนนิส ยิงธนู และยิงปืน ขณะที่สนามกีฬาในร่มที่มีการตะโกนเชียร์ ให้มีผู้ชมได้ 15 เปอร์เซ็นต์ของความจุสนาม อาทิ บาสเกตบอล วอลเลย์บอลและมวย ส่วนสนามกีฬาในร่มแบบไม่มีการตะโกนเชียร์ ให้มีผู้ชมได้ 25 เปอร์เซ็นต์ของความจุสนาม เช่น สนุกเกอร์ และหมากรุก

เมื่อถามถึงกรณีการแข่งกีฬาที่อนุญาตให้มีผู้ชมเข้าชมได้นั้นจำกัดจำนวนคนหรือไม่ และการแข่งขันม้าจะเปิดได้เมื่อไหร่นั้น นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า เรื่องการแข่งขันกีฬานั้นได้มีการหารือหลายรอบ เนื่องจากกีฬาเป็นปัจจัยหนึ่งที่เกี่ยวโยงกับชีวิตประจำวันและโยงไปกับเรื่องสุขภาพและโยงไปกับเรื่องเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงมีการแบ่งชนิดของกีฬา ที่ ศบค. พิจารณาในส่วนที่โยงมาถึงด้านสุขภาพ คือ กีฬากลางแจ้งและกีฬาในร่ม ซึ่งสถานที่ปิดในร่มนั้นอาจทำให้ติดเชื้อได้ นอกจากนี้ยังติดได้จากการตะโกนเชียร์กีฬา เช่น ในสนามมวย ซึ่งกีฬากลางแจ้ง หรือกีฬากอล์ฟที่แข่งขันโดยไม่มีการตะโกนเชียร์ แต่เป็นเพียงการเชียร์เล็กน้อยเท่านั้น ก็เป็นกีฬากลางแจ้ง แต่ไม่ค่อยมีประเด็นแต่อย่างใด ส่วนกีฬาในร่มที่มีการตะโกนเชียร์ ทำให้ติดเชื้อได้เป็นอย่างดี ส่วนกีฬาที่ไม่มีการตะโกนเชียร์ นานๆ จะมีการส่งเสียงเชียร์สักครั้ง ดังนั้นการดูแลกลุ่มกีฬาเหล่านี้อาจจะให้มีจำนวนนั่งชมได้มากขึ้น

เมื่อถามว่าทำอย่างไรจะทำให้คนไทยลดความกังวลความกลัวลง โดยเฉพาะการกลัวคนที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ หรือนักธุรกิจที่กำลังเดินทางเข้ามาติดต่อค้าขายนั้น นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า โจทย์นี้เป็นโจทย์ที่ยากมาก นอกจากบริหารสถานการณ์โควิด-19 แล้ว ยังต้องบริหารอารมณ์คนไทย ศบค. วิเคราะห์แล้วว่าคนไทยในประเทศ หลังจากที่ปลอดเชื้อ มีคน 2 กลุ่มคือกลุ่ม 1 คือ คนที่ยังมีความกังวลอยู่ ไม่ว่าจะเป็นคนป่วย ผู้สูงอายุ คนที่มีความสนใจในเรื่องสุขภาพมาก เขา จะกังวลถึงมาตรการที่จะออกมาว่ามีความสูงเสี่ยงอย่างไร ซึ่งขณะนี้คนกลุ่มนี้มีอยู่จำนวนมาก กลุ่มที่ 2 คือกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ ทำมาหากินไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องบริหารอารมณ์คนไทยทั้งสองฝั่ง ประคับประคองให้ไปด้วยกัน ซึ่งนายกฯ ในฐานะ ผอ.ศบค. ก็พูดเรื่องนี้ในที่ประชุม ศบค. ว่าจะทำอย่างไรที่เราจะต้องรักษาสถานการณ์และอารมณ์ โดยนายกฯ เน้นย้ำเรื่องความไว้วางใจ ความไว้เนื้อเชื่อใจกัน และจะต้องสร้างการรับรู้ให้เท่าเทียมกันและให้เข้าใจซึ่งกันและกัน ไม่มีใครเป็นฝ่ายถูกฝ่ายผิด

บทความแนะนำ