สุภรณ์ยันบิ๊กตู่ไม่หนีสภาขอเวลาแก้โควิด-19ก่อน

วันที่ 30 เม.ย. 2563 เวลา 10:41 น.
สุภรณ์ยันบิ๊กตู่ไม่หนีสภาขอเวลาแก้โควิด-19ก่อน
แรมโบ้อีสาน สงสัย ทำไม ประธานวิปฝ่ายค้านต้องรีบเปิดประชุมสภา แนะส.ส.เอาเวลาไปลงพื้นที่ดูแลประชาชน ให้รัฐบาลได้มีเวลาแก้โควิด-19

นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขอขอบคุณที่นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้านเรียกร้องให้มีการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ ในความห่วงใยปากท้องประชาชนช่วงสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งของเท็จจริงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลทำงานหนักตลอดเวลา เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนบรรเทาทุกข์ให้น้อยที่สุด โควิด-19 เป็นปัญหาโรคระบาดระดับโลกไม่เคยมีรัฐบาลในอดีตโดนหนักอย่างนี้ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหญ่และเรื่องใหม่สำหรับทุกประเทศ

เมื่อรัฐบาลเริ่มควบคุมได้ก็มีการประเมินสถานการณ์เพื่อให้มีการปลดล็อกบางอย่าง เพื่อให้ประชาชนได้ผ่อนคลาย เศรษฐกิจก็จะเริ่มกระเตื้องขึ้นมาได้บ้าง แต่ก็ต้องมีมาตรการป้องกันตามที่กำหนด จะเริ่มต้นเดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป สถานการณ์ที่ตึงเครียดก็จะค่อยๆคลี่คลายไปเรื่อยๆ แต่ก็ต้องเฝ้าระวัง การ์ดตกไม่ได้เด็ดขาด เพราะถ้าพลาดไป โรคไวรัสกลับมาแพร่กระจายอีกครั้ง เท่ากับที่รัฐบาลและพวกเราทุกคนได้ทุ่มเทสุดตัวแก้ปัญหาที่ผ่านมาแล้วมีค่าเท่ากับศูนย์ สู้กันมาทำกันมาแทบตายกับไร้ประโยชน์สิ้นเชิง

พลเอกประยุทธ์ รับฟังทุกฝ่ายที่มีข้อแนะนำที่ดีแม้แต่ความเห็นของพรรคร่วมฝ่ายค้านก็รับฟังตลอดมา อะไรที่เป็นประโยชน์ก็นำมาปรับใช้กับสถานการณ์ ซึ่งรัฐบาลมีคณะทำงาน มีศูนย์บริหารสถานการณ์โควิดฯ (ศบค) เอาปัญหาทุกอย่างก็มากองบนโต๊ะ ตัดสินใจร่วมกัน ไม่ใช่นายกฯ ตัดสินใจตามอำเภอใจ ทุกอย่างต้องมีความรอบคอบรัดกุม ประมาทไม่ได้ ประชาชนที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ และการใช้ชีวิตประจำวันนั้น ไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ หนักบ้างเบาบ้างแตกต่างกันไป ก็ต้องอดทนด้วยกัน

พลเอกประยุทธ์ และรัฐบาลเอง ก็เข้าใจในปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน จึงสั่งการทุกภาคส่วนลงไปดูแลประชาชนอย่างเต็มกำลังให้ดีที่สุด และพลเอกประยุทธ์ ซาบซึ้งในน้ำใจของประชาชนคนไทยทุกคนที่ให้ความร่วมมืออย่างดี จนประเทศไทยได้รับการยกย่องจากผู้นำนานาประเทศว่า เป็นประเทศต้นแบบในการแก้ไขปัญหาไวรัสโควิด-19

การแก้ไขปัญหาเวลานี้ เป็นหน้าที่หลักของทีมฝ่ายบริหารของประเทศ ที่มีคณะกรรมการ ศบค.และทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข ส่วนฝ่ายสภานิติบัญญัตินั้น ท่านนายกฯ ก็ไม่ได้ละเลย หรือจะหลบเลี่ยงตามที่พวกฝ่ายค้านกล่าวหา เพราะโจทย์ที่หนักกว่านี้ ท่านนายกฯก็เคยเจอมาแล้ว อย่างเช่น การอภิปรายไม่ไว้วางใจฯ ฉะนั้นไม่จำเป็นต้องหนีสภาฯ แต่อย่างใด แต่ความจำเป็นเร่งด่วนขณะนี้และเป็นหัวใจสำคัญคือ ต้องบริหารจัดการให้คนไทยปลอดโรคปลอดภัย ให้ประชาชนสูญเสียชีวิตให้น้อยที่สุด อย่าต้องให้คนตายเป็นหมื่นๆ เป็นแสนเหมือนต่างประเทศเลย

การบริหารจัดการโควิด-19ของรัฐบาลในตอนนี้ จึงเป็นเดิมพันของรัฐบาลเช่นกัน จะบริหารอย่างไรเพื่อให้ชนะก้าวผ่านโรคโควิดร้ายนี้ให้ได้ การดูแลเยียวยาให้เงินถึงมือประชาชนมากที่สุด และเร็วที่สุด ที่บอกว่าฝ่ายค้านกลัวจะรั่วไหลไปไหน จะไปเข้ากระเป๋าใคร ไม่ต้องห่วงเรื่องนี้ ท่านนายกฯ เอาจริงเอาจังกับเงินทุกบาททุกสตางค์ ต้องใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ประเทศชาติและประชาชนอย่างคุ้มค่าที่สุดทุกอย่างมีรายละเอียดการใช้จ่ายอย่างชัดเจน รัดกุม ระมัดระวัง มีระบบการควบคุมและตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งการใช้จ่ายอะไรจ่ายให้ใคร ที่ไหน อย่างไร ฝ่ายค้านและสภาฯ ก็สามารถเรียกข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาตรวจสอบได้อยู่แล้วเมื่อถึงเวลาที่เปิดประชุมสภาฯ ไม่ใช่ข้อมูลที่ต้องมาปกปิดอะไร

แต่วันนี้เป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารต้องรีบเร่งทำงานช่วยเหลือประชาชนก่อน ส่วนฝ่ายนิติบัญญัติในวันที่ 22 พค.นี้ ก็จะมีการเปิดประชุมสภาสมัยสามัญแล้วก็ไม่เข้าใจว่า บรรดาฝ่ายค้านทั้งหลายจะเร่งเปิดประชุมสภาล่วงหน้าก่อนไปทำไม พวกท่านเอาเวลาช่วงนี้ก่อนเปิดสภาไม่กี่วันนี้ ไปดูแลประชาชนในพื้นที่ดีกว่าไหม ประชาชนในพื้นที่ถามหาผู้แทนของเขาอยู่ และให้ฝ่ายบริหารรัฐบาลได้มีเวลาแก้ไขให้ปัญหาประชาชนไม่ดีกว่าหรือ รออีกไม่กี่วันแค่นี้จะเป็นจะตายใจจะขาดเช่นนั้นเลยเชียวหรือ ผมถามหน่อยว่า ใครคนไหนที่กล้าใช้เงินไปในทางที่ไม่ถูกต้อง คงไม่มีใครเอาชื่อเสียงไปเสียหายหากินบนความเดือดร้อนบนความทุกข์ของพี่น้องประชาชน ตามที่ทางประธานวิปฝ่ายค้านกังวลอย่างแน่นอน

ขอให้สถานการณ์คลี่คลายมากกว่านี้อีกหน่อย ท่านนายกฯ ก็คงอยากฟังเสียงจากทางฝ่ายนิติบัญญัติในห้องประชุมสภาเช่นกัน เพราะทุกวันนี้ ท่านนายกฯ ก็มีทีมงานเอาข้อมูลที่มีประโยชน์ของทุกฝ่าย รวมทั้งข้อเสนอของฝ่ายค้านที่สร้างสรรค์ มาประมวลเพื่อประกอบการพิจารณาในแต่ละเรื่องทุกๆวัน เราจึงเห็นการค่อยๆ ทยอยปลดล็อกแต่ละจุดๆไปเรื่อยๆ เพื่อให้เศรษฐกิจเริ่มขยับตัว และการช่วยเหลือประชาชนระดับรากหญ้าก็ขยับเพิ่มขึ้นไปอีก ครม. มีการอนุมัติช่วยเหลือเกษตรกร ครอบครัวละ 5,000บาท เป็นเวลา 3 เดือนรวมเป็น 15,000 บาท นอกเหนือจากโครงการเราไม่ทิ้งกัน ที่โอนให้รายละ 5,000 บาท คนละ 3 เดือน เป็นต้น ซึ่งยังมีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาภาคประชาชนด้านต่างๆ ตามมาอีกหลายมาตรการ ดังนั้น ฝ่ายค้านไม่ต้องกังวลใจ ทุกอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และรัฐบาลก็พร้อมยินดีให้ตรวจสอบได้ทุกเรื่อง สงสัยอะไรท่านก็รอไปถามในเวทีสภาฯ ได้