เส้นทางชีวิต "พลเอกเปรม" ประธานองคมนตรี 2 แผ่นดิน

  • วันที่ 26 พ.ค. 2562 เวลา 11:37 น.

เส้นทางชีวิต "พลเอกเปรม" ประธานองคมนตรี 2 แผ่นดิน

เปิดประวัติ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 16 ของประเทศไทย และที่มาของคำว่า "ป๋า"

พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 16 ของประเทศไทย (พ.ศ. 2523-2531) เกิดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2463 ที่บ้านบ่อยาง ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา เป็นบุตรของรองอำมาตย์โทหลวงวินิจทัณฑกรรม (บึ้ง ติณสูลานนท์) ตำแหน่งพะทำมะรง (พัศดี) เมืองสงขลา (พ.ศ. 2457) กับนางวินิจทัณฑกรรม (ออด ติณสูลา-นนท์) มีพี่น้อง 8 คน

ชื่อ “เปรม” นั้น ท่านเจ้าคุณพระรัตนธัชมุนี (แบน คณฐภรโณ - เปรียญ) วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นผู้ตั้งให้ ในคำไว้อาลัยแด่ท่านเจ้าคุณรัตน-ธัชมุนี (แบน คณฐาภรโณ) เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2523 พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ได้เขียนคำไว้อาลัยตอนหนึ่งว่า “อนึ่งท่านเจ้าคุณและบิดาของผมเป็นศิษย์ร่วมอุปัชฌาย์อาจารย์เดียวกันและบิดาของกระผมเป็นผู้กราบนมัสการขอให้ท่านเจ้าคุณตั้งชื่อให้กระผม จึงนับได้ว่าท่านเจ้าคุณเป็นผู้มีพระคุณต่อกระผมเป็นส่วนตัวด้วย”

ส่วนนามสกุล “ติณสูลานนท์” นั้น พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ พระราชทานให้ เมื่อ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2462

ที่มาของชื่อ "ป๋า"

เมื่อปี 2511 พลเอกเปรมได้รับพระบรมราชโองการเป็นผู้บัญชาการศูนย์การทหารม้า ยศพลตรี ซึ่งในช่วงระยะเวลา 5 ปี ที่ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการศูนย์การทหารม้านี้ พลเอกเปรมมักเรียกแทนตัวเองต่อผู้ที่อาวุโสน้อยกว่าว่า "ป๋า" และเรียกผู้ที่อาวุโสน้อยกว่าอย่างเอ็นดูและเป็นกันเองว่า "ลูก" จนเป็นที่มาของคำว่า "ป๋า" หรือ "ป๋าเปรม" และคนสนิทของท่านมักถูกเรียกว่า "ลูกป๋า" และเรียกติดปากกันมาจนถึงปัจจุบัน

ชื่นชอบ "ดนตรี-กีฬา"

พลเอกเปรม ชื่นชอบดูการแข่งขันกีฬา โดยเฉพาะกีฬามวยและฟุตบอล มักเปิดโอกาสให้นักกีฬาเข้าพบเพื่อคารวะ และให้กำลังใจ ก่อนจะเดินทางไปแข่งขันในต่างประเทศอยู่เสมอ นอกจากนี้ยังชื่นชอบการร้องเพลง ระยะหลังได้ฝึกหัดเล่นเปียโนกับ ณัฐ ยนตรรักษ์ นักเปียโน นักประพันธ์เพลงที่มีชื่อเสียงของไทย

พลเอกเปรมประพันธ์เพลงเป็นงานอดิเรก และมีผลงานเพลงบันทึกเสียงจำหน่าย บรรเลงดนตรีโดย กองดุริยางค์ทหารบก

ประวัติการศึกษา

พ.ศ. 2469 เข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนมหาวชิราวุธ จังหวัดสงขลา มีเลขประจำตัว 167 และมีความประทับใจในขณะได้รับการศึกษา คือ

- เริ่มเรียนครั้งแรกจนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 พ.ศ. 2478

- ในสมัยเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 พ.ศ. 2476 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จเยี่ยมโรงเรียน และทรงพระดำเนินเยี่ยมในห้องเรียน ท่านก็ทรงอ่านสมุดวิชา “สรีรศาสตร์” ของเด็กชายเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่ง ฯพณฯ ถือว่าเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง

- ในขณะที่เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เด็กชายเปรม ติณสูลานนท์ กับเด็กชายอิ่ม นิลรัตน์ ผลัดกันสอบได้ที่ 1 มาโดยตลอดจนครูแยกห้องเรียนกัน และเด็กชายเปรม เคยได้รับ "กียรติบัตรหมั่นเรียน" เพราะเรียนดีไม่เคยสาย ไม่เคยขาดเรียน ได้ทุกปี

-เป็นนักกีฬาประเภทวิ่งผลัด และนักฟุตบอลของโรงเรียน

- เป็นนายหมู่ลูกเสือตรี ขณะนั้นเรียนมัธยมปีที่ 5 ข.

- 18 พฤษภาคม 2479 เข้าเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบ วิทยาลัยแผนกวิทยาศาสตร์ มีเลขประจำตัว 7587 เรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 7-8

- ได้เข้าเรียนในเมืองหลวง โดยพี่ชายชื่อชุบ ติณสูลานนท์

- ขณะเรียนอาศัยอยู่บ้านของพระยาบรรณสิทธทัณฑการ

- 2 พฤษภาคม 2481 เข้าเรียนโรงเรียน “เท็ฆนิคทหารบก” หรือโรงเรียนนายร้อย พระจุลจอมเกล้าในปัจจุบัน

- ขณะเรียนต้องการเป็นทหารปืนใหญ่ แต่พอเกิดสงครามจึงต้องเปลี่ยนมาเลือกเป็นทหารม้า

พ.ศ. 2484 สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรพิเศษของโรงเรียนเท็ฆนิคทหารบก (จปร) นักเรียนนายร้อยรุ่นนี้รับการศึกษาไม่ครบ 5 ปี ตามหลักสูตรที่กำหนดไว้ คือต้องใช้เวลาการศึกษาเพียง 3 ปี เท่านั้น เพราะต้องออกมาเป็นผู้บังคับหมวดตั้งแต่มีสภาพเป็นนักเรียนนายร้อย

เส้นทางการรับราชการ

3 มกราคม 2484 เป็นผู้บังคับหมวดประจำกรมรถรบ ทั้ง ๆ ที่ยังเรียนไม่จบหลักสูตร เนื่องจากเกิดกรณีพิพาทในอินโดจีนระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลฝรั่งเศส นับเป็นการเข้าสู่สงครามครั้งแรก

20 มกราคม 2484 ได้รับแต่งตั้งให้เป็น ว่าที่ร้อยตรี เปรม ติณสูลานนท์ แต่ไม่ได้เข้าพิธีพระราชทานกระบี่จากพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องจากต้องไปประจำการอยู่ที่สนามรบปอยเปต ประเทศเขมร (รับกระบี่ในสนามรบ)

มกราคม 2485 - 2488 ได้รับแต่งตั้งให้ไปสงครามอีกครั้งหนึ่ง นับเป็นครั้งที่ 2 (สงครามมหาเอเซียบูรพา) เป็นผู้หมวดตอนแรก เป็นกองหนุนของกองทัพคือกองทัพพายัพ ซึ่งมีหลวงเสรีเริงฤทธิ์เป็นแม่ทัพ กองบัญชาการอยู่ที่ลำปาง ต่อมากองทัพเคลื่อนย้ายไปอยู่เชียงราย และได้รับคำสั่งให้ไปขึ้นอยู่กับกองพล 3 ที่เชียงตุง จนได้เลื่อนยศเป็นร้อยเอก และได้รับคำสั่งให้เป็นผู้บังคับกองร้อยที่ลพบุรี

23 กรกฎาคม 2489 เป็นผู้บังคับกองร้อยที่ 2 กองพันที่ 1 กรมรถรบ

4 ธันวาคม 2489 เข้าศึกษาเป็นนายทหารฝึกหัดราชการโรงเรียนนายทหารม้า

29 สิงหาคม 2490 รักษาราชการรองผู้บังคับกองร้อย

8 เมษายน 2492 รักษาราชการผู้บังคับกองพันที่ 1

18 กุมภาพันธ์ 2493 เป็นผู้บังคับกองร้อยที่ 3 กองพันทหารม้าที่ 4 จังหวัดอุตรดิตถ์

1 พฤษภาคม 2493 เป็นรองผู้บังคับกองพันทหารม้าที่ 4

7 กรกฏาคม 2493 เป็นรองผู้บังคับการจังหวัดทหารบกอุตรดิตถ์

3 มีนาคม 2495 เดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศเนื่องจากรับทุนจากกองทัพบกโดยการสอบแข่งขันได้ไปศึกษาต่อที่ THE UNITED STATES ARMY ARMOR SCHOOL ฟอร์ทนอกซ์ ซึ่งอยู่ที่รัฐแคนตั๊กกี้ สหรัฐอเมริกา

24 เมษายน 2496 เป็นอาจารย์ในแผนกวิชายุทธวิธี กองการศึกษา โรงเรียนยานเกราะ (บริเวณเกียกกาย) กรุงเทพมหานคร

30 ธันวาคม 2497 เป็นผู้บังคับกองพันทหารม้าที่ 5 กรมทหารม้าที่ 2 และรักษาราชการอาจารย์แผนกวิชาทหาร กองการศึกษา โรงเรียนยานเกราะ

16 ธันวาคม 2498 เป็นอาจารย์หัวหน้าแผนกวิชาทหาร กองการศึกษา โรงเรียนยานเกราะ กองพลทหารม้า

10 มีนาคม 2501 เป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการโรงเรียนทหารม้ายานเกราะ ศูนย์การทหารม้า

25 ธันวาคม 2501เป็นรองผู้บัญชาการโรงเรียนทหารม้ายานเกราะ ศูนย์การทหารม้า

3 กุมภาพันธ์ 2502 เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ

พ.ศ. 2503 เข้าศึกษาการวิทยาลัยการทัพบก หลักสูตรพิเศษชุดที่ 2 (ยศพันเอก)

พ.ศ.2509 เข้าศึกษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรรุ่นที่ 9 (ยศพันเอก)

4 กรกฏาคม 2511 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้เป็นสมาชิกวุฒิสภา

1 ตุลาคม 2511 เป็นผู้บัญชาการศูนย์การทหารม้า

14 เมษายน 2512 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นองครักษ์เวร

18 กรกฏาคม 2512 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้เป็นนายทหารพิเศษประจำกรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์

พ.ศ. 2515 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

16 ธันวาคม 2515 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นองครักษ์เวรสืบต่อไป

1 ตุลาคม 2516 เป็นรองแม่ทัพภาคที่ 2

1 ตุลาคม 2517 เป็นแม่ทัพภาคที่ 2

1 ตุลาคม 2518 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นองครักษ์พิเศษ

1 ตุลาคม 2520 ปฏิบัติหน้าที่รองผู้อำนวยการป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ทั่วไปฝ่ายทหาร และเป็นผู้ข่วยผู้บัญขาการทหารบก มียศเป็นพลเอก

12 พฤศจิกายน 2520 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

27 กรกฏาคม 2521 เป็นนายทหารพิเศษประจำกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์

1 ตุลาคม 2521 เป็นผู้บัญชาการทหารบก

4 ธันวาคม 2521 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้เป็นนายทหารพิเศษ ประจำกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์

24 พฤษภาคม 2522 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

12 กรกฏาคม 2522 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้เป็นนายทหารพิเศษ ประจำกรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์

3 มีนาคม 2523 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้เป็นนายกรัฐมนตรี

23 เมษายน 2523 ออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 66/23 เรื่องนโยบายการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ อันนำไปสู่การยุติสงครามกลางเมืองลงอย่างเด็ดขาด

1 พฤษภาคม 2526 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง หลังจากได้ประกาศยุบสภาเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2526

5 สิงหาคม 2529 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง หลังจากได้ประกาศยุบสภา เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2529

โปรดเกล้าฯให้เป็นประธานองคมนตรี

หลังพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันที่ 3 สิงหาคม 2531 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พลเอกเปรม เป็นองคมนตรี ในวันที่ 23 สิงหาคม 2531 จากนั้นในวันที่ 29 สิงหาคม 2531 ได้รับโปรดเกล้าฯ ยกย่องให้เป็นรัฐบุรุษ และในวันที่ 4 สิงหาคม 2541 มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้เป็นประธานองคมนตรี

ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2562 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการให้ พลเอกเปรม ลงนามในสมุดจดทะเบียนราชาภิเษกสมรส ในฐานะสักขีพยาน

ข้อมูลจาก หอจดหมายเหตุนายกรัฐมนตรี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ จังหวัดนครศรีธรรมราช

เรื่องอื่นๆที่คุณอาจสนใจ

Yengo Premium

ข่าวอื่นๆ