ม็อบน่ารัก น่าชัง
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์
**********************
เห็นใจ พ.อ.หญิง นุสรา วรภัทราทร นายทหารประจำกรมยุทธการ กองทัพบก ซึ่งไม่ได้เป็นคนแปลกหน้าสำหรับคนที่ติดตามช่าวกองทัพบก ที่ว่าน่าเห็นใจเพียงเพราะเธอเรียกม็อบที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อเย็นวันที่ 18 กรกฎาคม 2563 ว่า “ม็อบมุ้งมิ้ง” แค่นั้นแหละ แกนนำม็อบ 2-3 นาย เกิดอารมณ์เสีย มาประท้วงที่หน้า บก.ทบ. และเพื่อให้ดังมากขึ้น ก็ถือโอกาสฉีกรูปของ ผบ.ทบ.ที่เตรียมมา ท่ามกลางผู้สื่อข่าวประมาณ 20-30 คน
เป็นการลงทุนที่ถูก แต่ได้ผลมาก ในสังคมสื่อโซเชียลปัจจุบัน
คนสูงวัยหรือคนแก่เช่นพวกผู้เขียน ได้ยินผู้พันนุสราพูดยังอดอมยิ้มไม่ได้ มองเห็นภาพม็อบของเด็กหนุ่มสาวที่น่ารัก น่าเอ็นดู มากกว่าม็อบผู้ใหญ่ที่เต็มไปด้วยความดุเดือด รุนแรง หน้าตาเหี้ยมเกรียมที่พร้อมจะห้ำหั่นกัน
จริง ๆ แล้ว ม็อบพวกนี้น่าจะดีใจด้วยซ้ำที่มีคนเรียกว่า ม็อบมุ้งมิ้ง เพราะคำนี้เป็นคำใหม่วัยรุ่นที่แพร่ในสื่อโซเชียล ซึ่งกูเกิ้ลอธิบายความหมายว่า “น่ารัก น่าเอ็นดู” ผู้พันก็คงหมายความทำนองนั้นว่าเป็นม็อบน้อง ๆ นักศึกษาที่ดูน่ารัก น่าเอ็นดู มากกว่าน่าเกลียดน่าชัง
เพื่อนบางคนถามหลาน ๆ วัยรุ่นว่า มุ๊งมิ๊ง แปลว่าอะไร หลาน ๆ ตอบว่า ก็เหมือนกับที่กูเกิลอธิบายน่ะแหละครับ น่ารัก น่าเอ็นดู แอ๊บแบ๊ว อะไรทำนองนี้
อย่าไปเกลียดผู้พันนุสราเธอเลย การเธอพูดคำนี้ขึ้นมาทำให้ภาพของม็อบหนุ่มสาวเหล่านี้ดูดีขึ้นเยอะในสายตาของคนที่มีใจเป็นธรรมและเป็นกลาง
ผู้เขียนและเพื่อน ๆ ก็มีความรู้สึกว่า ม็อบนี้เป็นม็อบที่น่ารัก น่าเอ็นดู เป็นม็อบหนุ่มสาวลูกหลานที่ออกแสดงความเห็นทางการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย ที่เราควรส่งเสริมให้พวกเขาได้รู้จักเรียนรู้ ส่วนพวกเขาจะใช้รูปแบบแฟลชม็อบแบบฮ่องกงหรือรูปแบบอะไรก็ว่าไป ดีเสียอีกเพราะเวลานี้แฟลชม็อบที่ฮ่องกงก็หมดไปแล้ว เราจะได้เห็น “แบงคอค แฟลช ม็อบ” แทน “ฮ่องกง แฟลช ม็อบ”
เวลานี้เข้าฤดูฝนแล้ว ใน กทม.มีฝนตกบ่อยครั้งโดยเฉพาะในช่วงบ่ายและเย็น พวกเราห่วงลูกหลานที่ไปชุมนุมจะเปียกฝน เป็นไข้หวัด ดังนั้น ในชุมนุมครั้งต่อไป นักศึกษาคนหนุ่มสาวเหล่านี้ควรเอาร่มติดตัวไปด้วย เพราะใช้ได้ทั้งเวลาแดดออกและฝนตก เมื่อกางร่มออก จะเห็นร่มสีต่างๆ สวยงาม โดยเฉพาะหากใช้โดรนถ่ายจากมุมสูง ภาพนี้สามารถส่งเข้าประกวดได้ จะเรียกว่าเป็น “ม็อบร่ม” หรือจะเรียกแบบฮ่องกงว่าเป๋น “การปฏิวัติร่ม” ก็ได้
นอกจากนั้น หากจะชุมนุมอีก อย่าลืมชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์ให้เต็ม เพราะส่วนใหญ่ใช้โทรศัพท์ทั้งคุย ทั้งถ่ายรูป เวลาแกนนำบอกให้เปิดไฟโทรศัพท์และฉายไปที่อนุสาวรีย์ โทรศัพท์ของบางคนกลับแบตหมดหรือแบตอ่อนซะนี่
ถ้ามีคนช่วยฉายไฟสอ่งจะทำให้อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยจะดูเด่นขึ้น สวยขึ้น ยามค่ำคืน หาก กทม.ปิดสป็อตไลท์ก็จะประหยัดค่าไฟฟ้าได้ด้วย โดยให้ผู้ชุมนุมใช้โทรศัพท์มือถือส่องไปที่อนุสาวรีย์แทน
ส่วนใครจะเรียกว่าเป็น “ม็อบอ่อนหัด” ก็ปล่อยเขาไป สักวันหนึ่ง เราจะ “แก่วัด” ไปเอง ของแบบนี้มันต้องลองผิดลองถูก ล้มแล้วลุก อย่าล้มจนลุกไม่ไหว ค่อยสะสมประสบการณ์ไปเรื่อย ๆ ข้อสำคัญคือ อยาตกเป็น “เครื่องมือ” ของนักการเมืองที่แอบไปอยู่ในมุมมืด ส่วนแกนนำม็อบก็อย่าใช้ม็อบเป็นบันไดไปสู่การเรียนต่อที่เมืองนอกด้วย “กองทุนประชาธิปไตย” ของฝรั่ง
ถ้าบอกว่าม็อบมุ๊งมิ้งนี้น่ารักน่าเอ็นดูอย่างเดียวก็ดูจะเชียร์กันเกินไป ม็อบมี “น่าชัง”บ้างก็ตรงที่พวกพวกเธอ “ล้ำเส้น” ซึ่งไม่ใช่ล้ำน้อย ๆ แต่ล้ำเส้นไปมากทีเดียว
เขาให้มาชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และพวกเธอบางคนกลับเดินเลยอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไปโน่น ไม่ใช่เพราะหลงทาง แต่ตั้งใจทำ แกนนำม็อบรุ่นพี่ก็ออกมาเตือนแล้วว่า อย่าเดินเลยอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพราะพวกพี่เคยเดินเลยมาแล้ว เวลานี้จึงต้องลำบากติดคุกหัวโต คนที่สั่งให้เดินเลยก็ไม่รับผิดชอบอะไร
ที่ว่าม็อบตั้งใจเดินเลยเพราะมีพฤติกรรมหลายอย่างทั้งที่ม็อบนี้ได้แสดงในเชิงสัญลักษณ์ เช่น แจกพิซซ่า 112 ชิ้น ต่อต้านและยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่มีบทลงโทษเกี่ยวกับดูถูก ดูหมิ่น ล่วงละเมิดพระมหากษัตริย์ รุนแรงกว่านั้นคือ การชูกระดาษที่เตรียมมา พิมพ์ข้อความที่ต่อต้าน หมิ่นประมาทสถาบันพระมหากษัตริย์กันอย่างโจ่งแจ้ง ซึ่งนำมาขยายผลต่อในสื่อโซเชียล
สังคมเริ่มตั้งคำถามว่า การที่ม็อบตั้งใจเดินเลยอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยนั้น เจตนาที่แท้จริงของการชุมนุมครั้งนี้คืออะไรกันแน่ ใครอยู่เบื้องหลัง เพราะการกระทำมันช่างเหมือนกับพฤติกรรมของขบวนการทางการเมืองบางกลุ่ม นี่เป็นคำถามตัวใหญ่ที่ประชาชนยกขึ้นมาถาม และแกนนำม็อบต้องตอบ
ม็อบที่เชียงใหม่ซึ่งจัดสอดคล้องกับม็อบที่ กทม. ไปไกลยิ่งกว่านั้น มีทั้งการแสดงทั้งดูถูก ดูหมิ่น เยาะเย้ย เสียดสี ดังปรากฎตามสื่อโซเชียลทั่วไป โดยมีข่าวว่า ”กลุ่มล้มเจ้า” ที่หนีกฎหมายไปอยู่ต่างประเทศเป็นคนชี้แนะ
มีเสียงเรียกร้องจากประชาชนให้ตำรวจดำเนินการตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมากับกลุ่มผู้ชุมนุมที่ฝ่าฝืนกฎหมายอย่างน้อย 3 ฉบับ คือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ร.บ.ควบคุมโรค และ พ.ร.บ.จราจร
อย่าให้คนที่เคารพและปฏิบัติตามกฎหมายมีความรู้สึกวา คนปฏิบัติตามกฎหมายเป็นผู้เสียเปรียบ ส่วนคนทำผิดกฎหมายนั้น เจ้าหน้าที่กลับไม่ดำเนินการแต่อย่างใด ถ้าเป็นอย่างนี้ บ้านเมืองจะอยู่กันอย่างไร
พอใกล้ถึงวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็มีพฤติกรรมแปลก ๆ เช่นนี้ออกมาทุกปี ถ้าแปลกแต่ไม่ผิดกฎหมายก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าแปลกและผิดกฎหมาย รัฐบาลต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด ตรงไปตรงมา


