ซัดกันคนละหมัด

วันที่ 30 เม.ย. 2563 เวลา 10:12 น.
ซัดกันคนละหมัด
โดย...ภุมรัตน ทักษาดิพงศ์

**************************

สงครามข่าวสารระหว่างจีนและสหรัฐยังดำเนินไปอย่างเผ็ดร้อน และยังไม่มีท่าทีว่าจะจบลงง่ายๆ หรือจบไม่ลง เพราะการที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานว่า ตนเองเป็นผู้แพร่เชื้อไข้หวัดมรณะ “โควิด 19” นั้น คงเป็นไปไม่ได้ แม้ว่า เวลานี้จีนตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบเพราะกลายเป็น “จำเลย” ในสังคมโลก ซึ่งรู้กันอย่างเปิดเผยว่า ไวรัสโควิด 19 เกิดขึ้นที่เมืองอู่ฮั่น และสุดท้ายเผยแพร่ไปยังทั่วโลกในขณะนี้

ในขณะที่ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะสหรัฐและสหภาพยุโรปต่างชี้หน้ามาที่จีนว่าเป็นตัวการที่แพร่กระจายเชื้อโควิด 19 ไปทั่วโลก จีนยอมรับว่าจริงที่เชื้อนี้เกิดขึ้นที่จีนแต่เชื้อโรคร้ายที่ถูกตัดแต่งพันธุกรรมโดยมนุษย์ถูกแอบนำมาปล่อยในจีนเพื่อชะลอการเจริญเติบโตของจีน และกล่าวหาว่า สหรัฐนั่นแหละที่เป็นคนแอบเอาเชื้อนี้มาปล่อยในจีนจนระบาดไปทั่ว และเพื่อให้ดูมีน้ำหนักมากขึ้น จีนได้ฟ้องต่อศาลระหว่างประเทศว่า สหรัฐเป็นตัวการที่เอาเชื้อนี้มาปล่อยในจีน ส่วนผลจะออกมาอย่างไร คงใช้เวลาเป็นปี

ในขณะเดียวกัน ผู้ว่าการรัฐหนึ่งในสหรัฐได้ฟ้องต่อศาลสูงสุดของสหรัฐกล่าวหาจีนว่า เป็นต้นตอทำให้คนอเมริกันตายและติดเชื้อโควิด 19 ซึ่งคงเป็นการฟ้องเพื่อหวังผลการเลือกตั้งในประเทศมากกว่า ส่วนศาลสูงสหรัฐจะพิจารณาคดีนี้อย่างไรเพราะจีนซึ่งเป็นจำเลยคงไม่มาชี้แจง ถ้ามาก็เท่ากับยอมรับอำนาจศาลของอเมริกา สุดท้าย ศาลก็คงพิจารณาฝ่ายเดียวว่าจีนผิด

สังคมประชาธิปไตยแบบสหรัฐนี่ดีอย่างเพราะทุกอย่างต้องโปร่งใส คนอเมริกันและคนทั่วโลกเข้าถึงข้อมูลต่างๆ หลายที่หาจากที่อื่นไม่ได้ เมื่อกลางเดือนมีนาคม 2563 มีบทความในรูปวิดีโอชื่อ “ความจริงทั้งหมด” หัวข้อเรื่อง “คำร้องขอข้อมูลของฟอร์ด ดิทริค” เขียนโดย เกรซ ไบร์ด ได้จัดลำดับเหตุการณ์เด่นๆ ที่นำไปสู่บทสรุปที่ว่า เชื้อไวรัสโควิด 19 รั่วไหลออกมาจากห้องปฏิบัติการอาวุธชีวภาพของซี.ไอ.เอ. จนศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ (ซีดีซี) ต้องปิดห้องปฏิบัติการและยุติโครงการดังกล่าว และกำลังสืบสวน ว่าคนอเมริกันกว่าสองร้อยคนที่เสียชีวิตด้วยโรคปอดที่ลึกลับอาจเป็นผลมาจากเป็นเหยื่อการทดลองครั้งนี้ ไม่ใช่ตายเพราะสูบบุหรี่ไฟฟ้าตามที่มีการอ้าง

นวิดีโอบอกว่า มีผู้ติดเชื้อคนหนึ่งเดินทางไปอู่ฮั่น และเชื้อนี้ถูกเผยแพร่ในจีน (จะเป็นเพราะคนนี้ถูกส่งไปหรือไปเองก็ตาม) สหรัฐจึงโยนความผิดให้จีนว่า จีนเป็นจุดเกิดและแพร่เชื้อโรคร้ายดังกล่าวไปทั่วโลก

ล่าสุด มีการปล่อยข่าวโดยอ้างว่า เป็นการเปิดเผยของ นายทาสุกุ ฮอนโจ ชาวญี่ปุ่นซึ่งได้รับรางวัลโนเบล และทำงานที่ห้องแล็บเมืองอู่ฮั่น 4 ปี เปิดเผยว่า เชื้อโคโรน่าไวรัสไม่ได้แพร่มาจากค้างคาว แต่เป็นฝีมือของมนุษย์ และมนุษย์คนที่เพาะเชื้อและตัดแต่งพันธุกรรมที่ว่านั้นก็คือ “นักวิทยาศาสตร์จีน” นั่นเอง คนที่ปล่อยข่าวนี้คงต้องการเบี่ยงเบนความสนใจของผู้เสพข่าวที่คิดว่า อเมริกันเป็นคนทำนั้น แท้จริงคือจีนทำ และอาจะทำเชื้อหลุดจากห้องแล็บโดยบังเอิญตามที่อเมริกันกล่าวหา

อย่างไรก็ดี ทันทีที่มีข่าวนี้ออกไป นายทาสุกุ ได้ออกมาแก้ว่า ตนเองไม่เคยให้ข่าวดังกล่าว อีกทั้งตนเองไม่เคยทำงานในห้องเล็บที่เมืองอู่ฮั่น และไม่เคยพูดว่าเชื้อนี้ถูกเพาะในห้องแล็บเมืองอู่ฮั่น สรุปได้ว่า ข่าวข้างต้นก็คือ “ข่าวปลอม” นั่นเอง เล่นเอาคนเสพข่าวนี้มึนหัวไปตามกัน

จากเอเชียกลับมาที่ยุโรป มีการเผยแพร่แถลงการณ์ที่อ้างว่าออกโย นางเฮลก้า เซปป์ ลารูซ ประธาน “สถาบันชิลเลอร์” แถลงการณ์นี้ยาวหลายหน้าสาระสำคัญอ้างถึงการที่สหรัฐและยุโรปตะวันตกโยนความผิดให้จีนว่าเป็นต้นตอที่มาและเผยแพร่ไข้หวัดโควิด 19 นั้น เพราะกลัวว่า จีนซึ่งเติบโตอย่างรวดเร็วจ่อจะแซงสหรัฐมาเป็นมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกแทน เธอมองว่า การหยุดยั้งการผงาดขึ้นาของจีนเป็นเรื่องยาก และเสนอว่า สหรัฐและตะวันตกควรร่วมมือกับจีนบนพื้นฐานประโยชน์ร่วมกัน (วิน-วิน)

ส่วนที่สหรัฐกล่าวหาว่าจีนปกปิดข้อมูลนั้น เธอแก้ตัวให้จีนว่า ไม่จริง จีนพบเชื้อนี้เมื่อง 23 ธันวาคม 2562 เนื่องจากคนจีนหลายคนเริ่มติดเชื้อนี้ซึ่งตอนแรกจีนคิดว่าเป็นไข้หวัดซาร์และเมอร์สและโรคปอดบวม พอต้นเดือนมกราคม 2563 จีนได้แจ้งเรื่องการระบาดของโรคร้ายนี้ต่อองค์การอนามัยโลกและสหรัฐ ฯลฯ และตบท้ายว่า อย่าไปเชื่อสื่ออเมริกันและยุโรปตะวันตกที่ “โฆษณาชวนเชื่อ” รวมหัวกันโจมตีจีน ในกรณีนี้ เห็นได้ชัดเจนว่า จีนได้ประโยชน์จากแถลงการณ์ทั้งหมดของนางเฮลก้า

ชีวิตคนไทยในเวลานี้เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของโควิด 19 อย่างใกล้ชิดขณะเดียวกัน เราก็อยู่ท่ามกลางของ “สงครามข่าวสาร” ระหว่างมหาอำนาจ ที่มีทั้งข่าวจริง ข่าวปลอม ข่าวบิดเบือน ซึ่งเป็นไปอย่างดุเดือดเข้มข้น ที่มุ่งจะให้อีกฝ่ายเป็น “ผู้ร้ายในสายตาของชาวโลก” ส่วนในเมืองไทยก็มีข่าวปลอม ข่าวบิดเบือนออกมาไม่แพ้กัน เพื่อมุ่ง “ลดความน่าเชื่อถือ” ของรัฐบาล

ดังนั้น คนไทยต้องเสพข่าวอย่างมีสติ และอย่าตกเป็นเหยื่อของสงครามข่าวสารทั้งในเวทีระหว่างประเทศและเวทีในประเทศ