
ไม่สิ้นคนดี
แน่นอน เราไม่มีปัญหาในเรื่องความรักชาติ แต่เรามีความฝัน หรือจินตนาการต่อความเป็นชาติ หรือสังคมของเรานั้นอย่างไร!?
แน่นอน เราไม่มีปัญหาในเรื่องความรักชาติ แต่เรามีความฝัน หรือจินตนาการต่อความเป็นชาติ หรือสังคมของเรานั้นอย่างไร!?
โดย...อภิวัจ สุปรีชาวุฒิพงศ์
“แผ่นดินมันกำลังอ่อนแอ อ่อนแออย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เหมือนเรือนใกล้จะพัง คานใกล้จะขาด เสาผุกร่อน เพราะปลวกมอดมันเจาะกินใน ถ้าพวกเราไม่ช่วยกัน วันหนึ่งถ้ามันต้องเผชิญกับพายุร้าย แม้นแรงเพียงนิด มันก็ไม่แคล้วต้องพังทลายลง”
ข้อความบนหน้าเว็บไซต์ภาพยนตร์เรื่อง ขุนรองปลัดชู เรื่องราวของผู้กล้ายุคปลายกรุงศรีอยุธยา แม้จะผ่านมา 252 ปีแล้ว แต่ถ้อยความจากบทภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็ชวนให้คิดสะท้อนถึงสภาพสังคมไทยในปัจจุบัน ที่โครงสร้างต่างๆ ในสังคมกำลังเผชิญภาวะผุกร่อน เสี่ยงต่อการพังทลายเช่นเดียวกัน
ฐานอนุสาวรีย์ขุนรองปลัดชู นายกองอาทมาต ชาวบ้านสี่ร้อย กรมการเมืองวิเศษชัยชาญ ซึ่งตั้งอยู่ภายในวัดสี่ร้อย ต.สี่ร้อย อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง จารึกไว้ว่า
“...พ.ศ. 2302 พระเจ้าอลองพญา กษัตริย์พม่า ได้ให้มังระและมังฆ้องนรธาราชบุตรยกทัพมาตีเมืองมะริดของไทย ซึ่งอยู่ในความปกครองของกรุงศรีอยุธยา ในครั้งนั้นขุนรองปลัดชู กรมการเมืองวิเศษชัยชาญ ซึ่งเป็นผู้ทรงวิทยาคมแก่กล้า ชำนาญในการรบด้วยดาบสองมือ มีลูกศิษย์มากมาย จึงได้รวบรวมชาววิเศษชัยชาญจำนวน 400 คน เข้าสมทบกับกองทัพของพระยารัตนาธิเบศร์ โดยใช้ชื่อว่า ‘กองอาทมาต’
พระยารัตนาธิเบศร์ยกกองทัพไปตั้งที่เมืองกุยบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ และได้สั่งให้ขุนรองปลัดชู คุมกองอาทมาตไปตั้งสกัดกองทัพพม่าที่อ่าวหว้าขาว ตั้งอยู่เหนือที่ว่าการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ในปัจจุบันนี้ พอกองทัพพม่ายกทัพผ่านมา ขุนรองปลัดชูจึงคุมทหารเข้าโจมตีรบด้วยอาวุธสั้นถึงขั้นตะลุมบอน ถึงแม้ทหารไทยจะน้อยกว่า แต่ก็ฆ่าฟันพม่าล้มตายเป็นจำนวนมาก การต่อสู้ผ่านไป 1 คืน ถึงเที่ยงวันรุ่งขึ้นก็ยังไม่สามารถเอาชนะพม่าได้ เพราะพม่ายกทัพหนุนเข้ามาช่วยอีก ด้วยกำลังที่น้อยกว่า จึงเหนื่อยอ่อนแรง ในที่สุดก็ถูกพม่ารุกไล่โจมตีแตกพ่ายยับเยิน แต่ทหารกองอาทมาตมีวิชาอาคมแก่กล้า ฟันแทงไม่เข้า ทหารพม่าจึงไสช้างเข้าเหยียบย่ำทหารกองอาทมาตตายเป็นจำนวนมาก ที่เหลือก็ถูกไล่ลงทะเลจมน้ำตายไปก็มาก ในที่สุดขุนรองปลัดชูพร้อมทหารกองอาทมาตแขวงเมืองวิเศษชัยชาญจำนวน 400 คน ก็เสียชีวิตด้วยฝีมือพม่า”
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีหนังประวัติศาสตร์ปลุกความรักชาติออกมาหลายเรื่อง และเป็นหนังทำเงินทุกเรื่อง แต่คงไม่ใช่เพราะกระแสความนิยมหนังประเภทนี้ อันที่จริงน่าจะเป็นเพราะความผุกร่อนของโครงสร้างสังคมไทย ไม่ต่างกับเรือนชานที่ปลวกมอดเจาะกินใน หนังประเภทนี้จึงปลุกให้ผู้คนตระหนักถึงอุดมการณ์ ความเสียสละปกป้องแผ่นดินของบรรพชน
ผมคิดแทนคนทำหนังเหล่านี้ว่า บางทีสิ่งที่พวกเขามุ่งหวังมากกว่าการสะท้อนความรู้สึกรักชาติ รักแผ่นดิน คือการตั้งคำถามว่า ในยุคสมัยของความท้าทายอย่างหนึ่ง ผู้คนในยุคนั้นสมัยนั้น สมเด็จพระสุริโยทัย ชาวบ้านบางระจัน สมเด็จพระนเรศวรมหาราช มาถึงขุนรองปลัดชู ตัดสินใจเผชิญความท้าทายนั้นเช่นนี้ ครั้นถึงยุคสมัยของเรา อะไร สิ่งใดกัน เป็นความท้าทายซึ่งเรากำลังเผชิญ และเราจะฝ่าข้ามความท้าทายนี้ไปอย่างไร
บางทีความรักชาติเพียงอย่างเดียว แต่หากตั้งโจทย์ต่อความท้าทายร่วมสมัยผิดไป ก็อาจทำให้แนวทางคำตอบนั้นผิด
ปรากฏการณ์ทางการเมืองหลายๆ อย่างในรอบหลายปีที่ผ่านมา ภายใต้ความรักชาติ ซึ่งน่าจะทำให้โครงสร้างของบ้านเรือนนี้ สังคมนี้ได้รับการซ่อมแซมให้แข็งแรง แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น กลับดูเหมือนจะยิ่งถ่างขยายความแตกแยกให้เพิ่มมากขึ้น
ครั้งหนึ่งที่มักได้ยินคำถามว่า “คนไทยหรือเปล่า” ขณะนี้มีคำถามใหม่ว่า “คนไทยยังรักกันหรือเปล่า”
เราตั้งโจทย์กับความท้าทายในยุคสมัยของเรากันอย่างไร!?
แน่นอน เราไม่มีปัญหาในเรื่องความรักชาติ แต่เรามีความฝัน หรือจินตนาการต่อความเป็นชาติ หรือสังคมของเรานั้นอย่างไร!?
หลายปีมานี้ที่ผมได้มีโอกาสเรียนรู้สัมผัสวิถีของผู้คนจำนวนหนึ่ง ผู้คนจากหลากหลายถิ่นที่ แม้ต่างเพศ อายุ ประสบการณ์ ภาษา วัฒนธรรม ศาสนา และแม้แต่ชาติพันธุ์ แต่พวกเขามีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือชะตากรรมที่ท้าทายอย่างหนักหน่วง
ในผู้คนเหล่านี้บางคนสูญเสียผู้อันเป็นที่รักไปตลอดกาล บางคนครอบครัวล่มสลาย บ้างต้องคอยระแวดระวังภัยอันตราย และไม่น้อยที่ต้องจากถิ่นฐานบ้านเกิด สิ่งสำคัญที่สุดพวกเขาใช้ชีวิตอย่างหนัก ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อผู้อื่น ด้วยสิ่งยึดมั่นเดียว นั่นคือ ความหวัง ความหวังถึงชีวิตที่ดี
ชายหนุ่มร่างเล็กกำยำ ซึ่งแววตาคมกล้าของเขามองไปยังพ่อเมือง หลังถูกตั้งคำถามว่า “พวกคุณค้านทุกเรื่องเลยหรือ”
“ผมค้านแค่เรื่องเดียว” น้ำเสียงห้วนสั้นและแววตาจริงจัง ทำให้ผู้ตั้งคำถามที่มีศักดิ์สถานะสูงกว่าต้องเงียบเฉย
“ผมค้านเรื่องที่มีผลกระทบกับชาวบ้าน” เขาตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน
หรือชายวัยกลางคน อารมณ์ดีอยู่เป็นนิจสำหรับมิตรสหาย แต่แปรเปลี่ยนเป็นเกรี้ยวกราดเผ็ดร้อน ในยามต้องออกหน้าปกป้องสิทธิชุมชน
แม้แต่ผู้เฒ่า ที่ถ่ายทอดความรู้ การหาอยู่หากิน พึ่งพิงสภาพแวดล้อมและธรรมชาติอย่างพอเพียง ให้แก่คนวัยหนุ่มสาว เพราะบทเรียนการมีชีวิตในสภาพของลูกจ้างพิสูจน์แล้วว่า ไม่อาจทำให้ความฝันถึงการมีชีวิตที่ดีนั้นเป็นจริงได้
ยังมีผู้นำชุมชน นักการเมืองท้องถิ่น อีกไม่น้อยที่รวมผู้คนเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ร่วมคิด ร่วมกำหนดแนวทางพัฒนาชุมชน
พวกเขาเหล่านี้ ล้วนมีชีวิตที่ตกอยู่ภายใต้ความท้าทาย ทั้งจากนโยบายรัฐ กลุ่มทุน วิถีการพัฒนาที่มุ่งผลกำไร แต่ทำลายวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชน ถ้าไม่สู้ ชีวิตในอดีตก็กลายเป็นเพียงความทรงจำ แต่พวกเขาต่อสู้เพื่อยึดโยงอดีตที่พวกเขารัก กับอนาคตที่วาดหวังและเชื่อมั่นเข้าไว้ด้วยกัน
วิถีการต่อสู้กับผลกระทบที่ถาโถมเข้ามาถึงของพวกเขา น่าจะเทียบกันได้กับครั้งโบราณกาล ซึ่งอำนาจรวมศูนย์ของกรุงศรีอยุธยาไม่อาจดูแลปกป้องชาวบ้านให้รอดพ้นจากการรุกรานของกองทัพข้าศึกต่างชาติ เมื่อไม่อาจพึ่งพิงใครได้ จึงต้องรวมตัวกันปกป้องตัวเอง
แม้ไม่เลิศล้ำหรูหรา แต่โครงสร้างของพวกเขานั้นแข็งแกร่ง หากถึงวันที่พายุร้ายถาโถมเข้าใส่ บทเรียนความท้าทายต่างๆ ที่ผ่านมาทำให้ผมเชื่อมั่นว่า แม้นชีวิตจะเปลี่ยนแปลง แต่พวกเขาจะอยู่รอด
ผมเชื่อมั่นอย่างยิ่ง ไม่ว่าแผ่นดินไหน สังคมไหน ไม่เคยสิ้นผู้กล้าและคนดี







