
‘สำนึก’ ชาวนู้ด
สลัดผ้า โชว์ของดี จะทำทั้งที ต้อง ‘เพื่อสังคม’
สลัดผ้า โชว์ของดี จะทำทั้งที ต้อง ‘เพื่อสังคม’
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
เมื่อของที่เคยปกและปิดอยู่ภายใต้เสื้อผ้าอาภรณ์ ถูกเชื้อเชิญและชักชวนให้ต้องออกมาชมโลกภายนอก เผยความงาม ความโค้งเว้า ต่อสายตาประชาชน นาทีนั้นก็คงจะเป็นเรื่องที่ต้องคิดทบทวนไตร่ตรองดูให้มากพอควร
คิดการใหญ่ตัดสินใจ “เปลื้อง” และ “เปลือย” ผ้า โชว์สรีระทั้งทีก็ต้องให้ “สมคุณค่า” กับการตัดสินใจ โชว์แบบมีทั้งศาสตร์และศิลป์ มีเหตุและผลมากกว่าจะเกาะกระแสดังเฉยๆ
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แล้ว ปรากฏการณ์เปลือยมีให้เห็นกันอยู่ออกจะเกร่อ ทั้งแบบโจ่งครึ่ม และแบบมีศิลป์ มีลีลา แม้กระทั่งในต่างประเทศก็มีเรื่องแบบนี้กันไม่น้อย และแน่นอนเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องเหล่านี้ก็ยังคงมีตามมาอยู่ทุกครั้ง ไม่ว่าจะในยุคไหน สมัยไหน หรือสังคมแบบใด...(คนที่คิดเป็นแบบก็ต้องทำใจรับเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นแล้ว) ดังนั้น ปัญหาจึงไม่อยู่ตรงที่ว่าจะโดนวิจารณ์หรือไม่ เพราะทุกคนก็ตอบได้ว่า โดนแน่! แต่ที่ต้องคิดก่อนแก้ (ผ้า) ก็คือทำอย่างไรให้โดนวิจารณ์แบบบวก มากกว่าที่จะโดนในทางลบเรียกว่ามากกว่าความ “ชื่นชอบ” ก็ควรจะให้ได้รับเสียง “ชื่นชม” เข้าหูบ้าง
อย่างก่อนหน้านี้ ปฏิทินนู้ดที่ทุกคนที่ได้ยินข่าวก็ต้องตื่นตะลึงมาแล้วในช่วงปีนี้ ก็อย่างกรณีของนักศึกษาจากเมืองผู้ดีของมหาวิทยาลัยชื่อดังระดับก้องโลกอย่างออกซฟอร์ด
กลุ่มที่เราเรียกกันว่าเป็นหัวกะทิ มันสมองทั้งนั้นที่ออกมาถ่ายปฏิทินนู้ดเปลื้องผ้ากันมาแล้วโดยทั้งหนุ่มสาวของมหาวิทยาลัยราวกว่า 60 คน คง “ตรอง” ดูอย่างถี่ถ้วนทุกกระบวนความแล้วว่า จะอวดความงามใต้ร่มผ้าทั้งทีก็ให้ “จิตสำนึกที่มีต่อสังคม” ขับเคลื่อนนำ “ทุนนิยม” กันสักหน่อยเพราะจะเอาชื่อเสียงในฐานะนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเก่าแก่ระดับต้นๆ ของโลก ที่สั่งสมเรื่องดีๆ มาราวกว่า 800 ปี ไปแผ่หลา และให้ชาวบ้านโยนทิ้งไว้กับ “ปฏิทินเปลื้องผ้า” ก็คงไม่ใช่เรื่อง
แต่ทว่าสิ่งที่ทำให้ปัญญาชนระดับหัวกะทิยอมตัดสินใจทำ ก็เพราะ “สำนึก” ที่มีต่อสังคม ถึงแม้ใครจะวิจารณ์หรือมองว่าเป็นข้ออ้าง แต่อย่างน้อยก็เป็นข้ออ้างของเจตนา “ทำดี”
ทั้งนี้ นักศึกษาออกซฟอร์ดเหล่านี้โพสท่าราวกับว่ากำลังนำเสนอไลฟ์สไตล์ชีวิตในมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะกำลังอ่านหนังสือ เล่นกีฬา หรือสรวลเสเฮฮา โดยมีตามสถานที่ต่างๆ ของมหาวิทยาลัย ด้วยเรือนร่างอันเปล่าเปลือยสุดเซ็กซี่ให้ช่างภาพได้ลั่นซัตเตอร์
โดยปฏิทินนี้ก็จะเป็นปฏิทินครึ่งปีด้วยภาพขาว-ดำ ที่นำรายได้เข้าโครงการที่ชื่อว่า ทราเวลเอด (TravelAid) เพื่อช่วยเหลืออาสาสมัครที่เดินทางไปช่วยเหลือชุมชนต่างๆ ในประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก ซึ่งออกขายในราคาชุดละ 10 ปอนด์ (ราว 538 บาท)
“ฉันแสดงให้เห็นถึงเวลาดีๆ ในมหาวิทยาลัย และรายได้ทั้งหมดยังยกให้กับการกุศลด้วย ดังนั้นมันก็เป็นเรื่องที่คุ้มค่า” นักศึกษาสาวหนึ่งในนางแบบที่ยอมสลัดผ้าในครั้งนี้กล่าว
แม้กระทั่งสาวๆ ชาวไร่แห่งเมืองผู้ดี ก็เคยสร้างกระแสปฏิทินเปลือยมาแล้ว โดยเรื่องที่โชว์เรือนร่างกลางท้องไร่ ในเมืองนอร์ทเดวอน ของอังกฤษ เพื่อหาเงินทุนช่วยสถาบันวิจัยโรคมะเร็ง หรือที่เห็นมากมายก็อย่างคนในวงการกีฬาต่างประเทศที่ขึ้นแท่นระดับดาวแห่งวงการกีฬาโลกทั้งนั้น ก็ยอมที่จะเปลี่ยนลุคจากภาพนักกีฬาหุ่นเฟิร์มในสนามแข่ง มาโชว์สรีระ ไม่ว่าจะเป็น วีนัส วิลเลียมส์ เธียร์รี อองรี และบิลลี จีน คิง ที่เพียงแค่เห็นภาพ แสงและสี รวมทั้งสรีระของเหล่านักกีฬาที่ ตรอง ก่อน เปลือย แล้วก็อดชมไม่ได้ เพราะเพียงชื่อเจ้าของโครงการอย่าง เอลตัน จอห์น ก็พอจะการันตีได้ว่าต้องเป็นมากกว่า “นู้ดอีโรติก” ดาษดื่น ที่หวังเพียงทุ่มเพื่อการตลาดอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ รายได้จากการขายหนังสือภาพที่ชื่อว่า “แชมเปียน” นี้จะนำไปช่วยเหลือผู้ติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งแน่นอนว่าจะก่อให้เกิดมากกว่าสิ่งที่หลายคนวิจารณ์ ไม่ว่าจะเป็น “อนาจาร” หรือ “ความงามแห่งศิลปะ” แต่สิ่งที่ตามมาหลังจากตัดสินใจอย่างใช้สำนึกทางสังคม ก็คือประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับสังคมต่อไป ไม่ได้เพียงปล่อยให้ใครกระเป๋าตุงเพียงลำพัง
ส่วนในโซนเอเชียก็เคย ซึ่งนำเหล่าคนดังจากจีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลี และเวียดนาม ยอมตกลงร่วมถ่ายแบบ ซึ่งก็มีทั้งที่สลัดผ้าเพียงท่อนบน หรือแบบที่สะบัดทิ้งไม่เหลือสักชิ้นก็มี ของอย่างนี้เป็นเรื่องของความสมัครใจ แต่ที่แน่ๆ จะปลดเปลื้องเสื้อผ้าทั้งที ก็ต้องไม่เพียงหวังแค่จะดังข้ามคืนเท่านั้นแน่
แต่ที่เหล่าคนดังยอมก็เพราะรายได้และเงินที่โกยมาได้ จากนั้นก็ทุ่มให้กับสังคมและคนรอบข้าง กลเม็ดนี้หน่วยงานเอ็นจีโออย่างองค์กรเพื่อการปฏิบัติต่อสัตว์อย่างมีจริยธรรม (พีตา) ก็เลือกใช้วิธีถ่ายภาพนู้ดอยู่บ่อยครั้ง และก็มีคนดังมาร่วมรณรงค์อยู่เสมอ ด้วยหลากหลายคอนเซปต์ไม่ว่าจะเป็นนางแบบสาว โจฮันนา ครูปา ด้วยแนวคิด “นางฟ้าของสัตว์” หรือ คริสเตียน เซอร์ราโตส หนึ่งในนักแสดงจากหนังดังเรื่อง ทไวไลท์ ก็ออกมาประกาศว่า “ถ้าจะให้ฉันมีขนสัตว์บนเรือนร่าง ฉันขอยอมเปลือยดีกว่า”
ใครๆ ก็ใช้ไอเดีย “เปลื้อง” สร้างกระแสเรียกร้องความสนใจกันได้ทั้งนั้น มันเป็นเรื่องพื้นๆ แต่ “เปลือย” ทั้งทีอย่าลืมแนวคิดดีๆ เพื่อสังคมกันบ้าง...







