
ตอนจบของสัปดาห์ไม่ซื้อ
...หนูดี
– วนิษา เรซเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หนูดีเขียนเชิญชวนแฟนคอลัมน์ทุกคนมาร่วม
“สัปดาห์ไม่ซื้อ” กัน โดยสัปดาห์นี้ไม่ใช่ว่าเราจะไม่ซื้อของใดๆ เลย แต่เป็นการ “ไม่ซื้อในสิ่งที่ไม่จำเป็นต่อความสุขระยะยาวในชีวิต” ค่ะ ดังนั้นเรายังสามารถซื้อหาสิ่งของ อาหาร เครื่องใช้ได้ตามปกติ แต่เป็นการซื้อที่เราใช้สติมากกว่าปกติก็เท่านั้นเองทั้งสัปดาห์ผ่านไปอย่างสนุกสนานสำหรับหลายๆ คน ทั้งคนที่ร่วมกิจกรรมและคนที่แค่เข้ามาอ่านในแฟนเพจและคอมเมนต์เฉยๆ เพราะการที่เราได้เห็นการใช้จ่ายของคนอื่นๆ ที่เข้ามาโพสต์ทุกวันก็ทำให้เราได้ไอเดียดีๆ ถึงเรื่องการประหยัดและการใช้จ่ายสำหรับตัวเอง หนูดีก็เข้ามาโพสต์ค่าใช้จ่ายของตัวเองทุกวันเช่นกัน และอ่านของคนอื่นๆ เพื่อเปรียบเทียบไปด้วย พบว่า จริงๆ แฟนเพจของหนูดีก็ใช้เงินกันเป็นทีเดียว
พอมานั่งสังเกตการใช้ชีวิตในเมืองไทยจริงๆ แล้ว ก็พบว่าเมืองไทยที่ใครๆ ว่าค่าครองชีพถูกนั้น เอาเข้าจริงๆ แล้วไม่ถูกหรอกค่ะถ้าเราใช้เงินไม่เป็นและไม่ระมัดระวังในการกินและการจับจ่าย เมื่อเปรียบเทียบกับเมืองใหญ่เมืองอื่นๆ ในโลก หนูดีพบว่า หากเราไม่ทำอาหารกินเอง และคอยพึ่งพาร้านอาหารทุกมื้อ ต่อให้เป็นเมืองที่
“ค่าครองชีพถูก” แค่ไหน ก็แพงได้เหมือนกัน โดยเฉพาะร้านอาหารดีๆ ที่กินในกรุงเทพฯ ทีไร หนูดีพบว่า ราคาแพงไม่ต่างจากร้านในนิวยอร์ก ปารีส หรือโตเกียวเลย ส่วนการทำอาหารกินเอง ถ้าเลือกวัตถุดิบไม่เป็น ก็แพงไม่แพ้กินอาหารนอกบ้าน ยกตัวอย่างสำหรับคนที่ชอบกิน “กวาคาโมลี” อย่างหนูดี (ผลอโวคาโดบดผสมกับน้ำมะนาวและเกลือ เป็นอาหารเม็กซิกันที่อร่อย มีประโยชน์จากวิตามินอี และทำง่ายเหลือเชื่อ) ถ้าวันไหนมึนๆ หยิบอโวคาโดแบบมั่วๆ มา จะได้อาหารถ้วยเล็กๆ นี้ราคาสูงถึง 500 บาท เพราะไม่ทันมองว่าเป็นอโวคาโดนอก แต่พอได้บทเรียนก็เลือกของโครงการหลวง กิโลกรัมละ 60 บาท สรุปว่าได้ดิปถ้วยนี้ ราคาแค่ 30 บาทเท่านั้นเองเกิดเป็นคนเมืองปัจจุบัน ถ้าไม่มีทักษะแม่บ้านที่ดูแสนเชยนี้ ทำงานอย่างไร ได้เงินมากแค่ไหน ก็เก็บไม่อยู่หรอกค่ะ และต่อให้เราเป็นคนที่เกิดมารวยสุดๆ แบบไม่ต้องทำงานก็มีใช้ไปตลอดชีวิต ถ้าเราไม่มีทักษะการจัดการเงินที่ดี อย่างไรเสียชีวิตก็เสี่ยง หนูดีเคยอ่านประวัติของผู้หญิงที่เกิดมาเป็นเด็กที่รวยที่สุดในอเมริกา และพ่อของเธอเป็นเจ้าของตึกที่สูงที่สุดในนิวยอร์กยุคนั้น ตลอดทั้งชีวิตเธอทำงานไม่เป็น ใช้เงินสะสมเครื่องเพชร แต่งงานเกือบสิบครั้งกับผู้ชายที่ปอกลอกเธอทุกครั้ง แต่ละครั้งต้องเสียเงินค่าหย่าเป็นจำนวนมาก และยังซ้ำร้ายเมื่อพ่อตายยังโดนทนายโกงเงินไปเกือบหมด วันที่เธอเสียชีวิตในบั้นปลายนั้น เธอหมดอาลัยตายอยากกับชีวิต ไม่ยอมเจอหน้าใคร ใส่ชุดสีดำตลอด และวันที่ตายเธอเหลือเงินเพียงสองแสนกว่าบาทเท่านั้นเอง หลายคนอ่านแล้วคงคิดว่า ดูสิ นี่คือเด็กที่เกิดมารวยที่สุดในอเมริกายุคหนึ่ง แต่วันที่ตายมีเงินน้อยกว่าคนไทยที่เก็บหอมรอมริบอีกหลายๆ คน
ความฉลาดเรื่องเงินหนูดีมองว่า มันมีสองส่วนหลักๆ ส่วนแรก คือ การใช้จ่ายอย่างฉลาด เปรียบเทียบราคา เปรียบเทียบอายุใช้งาน และเปรียบเทียบคุณภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนไทยทำเก่งอยู่แล้ว หากมีแข่ง
“ช็อปปิ้งอย่างฉลาด” กันในโลก หนูดีว่าคนไทยติดอันดับต้นๆ แน่ เพราะเราถูกสอนมาให้ต่อรองราคาเปรียบเทียบหลายๆ เจ้า แต่ปัญหาของเราก็คือ ถ้าเปรียบเทียบราคากับคุณภาพแล้ว ราคาถูกก็มักซื้อเลยแล้วก็เลยกลายเป็นคนกลุ่ม “มีของล้นเกินในบ้าน” จัดอย่างไรก็รก เพราะของเยอะมาก แถมของส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ใช้บ่อยอีกด้วย ที่ดูเหมือนประหยัดเก่ง พอรวมๆ ราคากันแล้ว เลยไม่รู้ว่าประหยัดหรือฟุ่มเฟือยกันแน่ประเด็นการซื้อเฉพาะที่ใช้เท่านั้น และควรเป็นการใช้ในระยะสั้นด้วย เพราะการซื้อเผื่อ เช่น ซื้อชุดนี้เผื่อผอมแล้วจะใส่ได้ หรือซื้อชุดราตรีนี้ดีกว่าเผื่อต้องไปงานไหน ปัญหาคือ เราอาจจะไม่ผอมในเร็ววันนี้ หรือกว่าที่เราจะได้ไปงานราตรีสักแห่งหนึ่ง ชุดนั้นอาจจะ
“เอาต์” ไปแล้วก็ได้ (ยกเว้นเราซื้อชุดสีดำแบบคลาสสิกไว้ อันนี้ค่อนข้างคุ้มและซื้อล่วงหน้าได้) ค่ะ หรือแม้กระทั่งอาหารแห้งในครัว หากไม่ระวังให้ดี ครัวเราจะกลายเป็นห้องสะสมอาหารหมดอายุ ซึ่งตอนนี้บ้านของหนูดีมีกฎว่า ห้ามซื้อสิ่งที่จะไม่กินภายในหนึ่งสัปดาห์ และกินให้หมดทุกครั้ง วิธีนี้นอกจากลดการใช้เงินได้มากแล้ว เราพบว่าไม่มีของหมดอายุในครัวอีกเลยเมื่อเราซื้ออย่างฉลาดเท่าที่จำเป็นแล้ว ก็ถึงจะมาสู่ช่วงที่สองของการใช้เงินอย่างฉลาด ซึ่งคือ การลงทุนอย่างมีสติและเหมาะสมกับจริตของเรา ซึ่งหนูดีมองว่า คนจำนวนน้อยมากจะผ่านด่านแรกมาได้ เพราะต้องใช้วินัยสูงมาก ยิ่งพอมาถึงเรื่องการลงทุน ก็ยิ่งต้องใช้ทั้งสมอง สติ การสืบค้นข้อมูล การตัดสินใจ และที่สำคัญคือ วินัยอีกด้วย จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะมีบัญชีเงินฝากเกินล้านบาทหรือสิบล้านบาทอยู่ไม่กี่บัญชีในประเทศไทย
การลงทุนสำหรับนักการเงิน หรือคนที่จบเศรษฐศาสตร์มาแล้วนั้น ไม่ยากแน่ๆ เพราะว่าพวกเขามีทักษะเรื่องการเงินที่เพียบพร้อมมาจากห้องเรียน รวมถึงการได้ลงสถานที่จริงผ่านการทำงานอยู่ทุกๆ วัน แต่สำหรับคนทำงานทั่วๆ ไป ที่แค่ใช้เงินเดือนให้ลงตัวหลังหักประกันสังคมแล้วนี่สิก็ยาก มีเงินแค่หลักพันหรือหลักหมื่นจะลงทุนอย่างไร แต่นี่เป็นเรื่องที่ทำได้และสมควรทำที่สุดค่ะ เพราะหากต้องรอให้มีเงินถึง 1 ล้านบาทก่อนแล้วค่อยคิดลงทุนอย่างฉลาด คนทำงานทั่วไปในเมืองใหญ่คงไม่ได้ทำในอีกหนึ่งปีข้างหน้าแน่
ท่านไหนต้องการมาร่วมทำบุญที่บ้านพักฉุกเฉินกับหนูดีในวันที่ 27 ก.พ. เวลา 11.30 น.นั้น สามารถอีเมลมาคอนเฟิร์มจำนวนคนได้ที่ [email protected] ค่ะ







