
จิวเวลรีคริสต์มาส
เรื่อง สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
นับถอยหลังอีกไม่นานก็เข้าสู่เทศกาลคริสต์มาสกันแล้วนะคะ มองไปทางไหนตอนนี้ก็เห็นต้นคริสต์มาสประดับแสงไฟมากมายแทบทุกแห่งในกรุงเทพฯ (รวมทั้งเมืองใหญ่ทั่วโลก) รวมทั้งของประดับประดาทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น Snow man ตัวโต ดวงดาวดาวิด เกร็ดหิมะ กวางเรนเดียร์ และซานตาคลอสผู้ใจดี
นอกจากต้นคริสต์มาสและความสวยงามของสถานที่ต่างๆ ในเทศกาลนี้แล้ว หลายๆ ท่านก็นิยมนำสัญลักษณ์ของเทศกาลนี้มาใช้เป็นเครื่องประดับอีกด้วย ทั้งต่างหูคู่สวย หรือเข็มกลัดติดเสื้อ ติดผม หรือแม้กระทั่งเข็มกลัดติดหมวกสุดเท่ ด้วยสีสันอันสดใส ทั้งสีเขียว สีแดง รวมทั้งสีสันอันระยิบระยับของสีเงินและสีทอง จึงทำให้เครื่องประดับนี้ได้รับความนิยมจากผู้ชมชอบความสดใสเป็นอย่างมาก
ท่านผู้อ่านที่ชื่นชอบเครื่องประดับและอัญมณีบางท่านอาจจะมีข้อสงสัยว่า คริสต์มาสมีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับเครื่องประดับในวันนี้ นั่นก็เพราะสิ่งของที่ตกแต่งต้นคริสต์มาสและสัญลักษณ์ต่างๆ ในเทศกาลคริสต์มาสนั้นต่างมีความหมายอันลึกซึ้งในตัวของมันเอง และสะท้อนให้เห็นถึงความสดใสและสดชื่นของความสงบสุขนั่นเอง
คำว่า คริสต์มาส ภาษาอังกฤษเขียนว่า Christmas มาจากภาษาอังกฤษโบราณว่า Christes Maesse แปลว่า การบูชามิสซาของพระคริสตเจ้า โดยพบคำนี้ครั้งแรกในเอกสารโบราณในปี ค.ศ.1038 ภายหลังแปรเปลี่ยนมาเป็นคำว่า Christmas ค่ะ
ประวัติความเป็นมาของวันคริสต์มาส ซึ่งเป็นวันเกิดของพระเยซูนั้น ตามหลักฐานในพระคัมภีร์บันทึกไว้ว่า พระเยซูเจ้าประสูติในสมัยที่จักรพรรดิซีซ่าร์ ออกัสตัส แห่งโรมัน ซึ่งทรงสั่งให้จดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งแผ่นดิน โดยฝ่ายคีรีนิอัส เจ้าเมืองซีเรียก็ขานรับนโยบาย อย่างไรก็ตาม ในพระคัมภีร์ไม่ได้ระบุว่า พระเยซูประสูติวันหรือเดือนอะไร
ด้านนักประวัติศาสตร์วิเคราะห์ว่า เดิมทีวันที่ 25 ธ.ค. เป็นวันที่จักรพรรดิเอาเรเลียนแห่งโรมัน กำหนดให้เป็นวันฉลองวันเกิดของสุริยเทพ โดยตั้งแต่ปี ค.ศ. 274 ชาวโรมันซึ่งส่วนใหญ่นับถือเทพเจ้าฉลองวันนี้เสมือนว่า เป็นวันฉลองของพระจักรพรรดิไปในตัวด้วย เพราะจักรพรรดิก็เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ ที่ให้ความสว่างแก่ชีวิตมนุษย์ แต่ชาวคริสต์ที่อยู่ในจักรวรรดิโรมัน รวมถึงชาวโรมันที่เปลี่ยนไปนับถือคริสต์ จึงหันมาฉลองการบังเกิดของพระเยซูเจ้าแทน
หลังจากที่ชาวคริสต์ถูกควบคุมเสรีภาพทางศาสนาตั้งแต่ปี ค.ศ. 64313 จนถึงวันที่ 25 ธ.ค. ปี ค.ศ. 330 ชาวคริสต์จึงเริ่มฉลองคริสต์มาสอย่างเป็นทางการและเปิดเผย สำหรับองค์ประกอบในงานฉลองวันคริสต์มาสมีความเป็นมาเช่นกัน เริ่มที่คำอวยพรว่า Merry Christmas สุขสันต์วันคริสต์มาส คำว่า Merry ในภาษาอังกฤษโบราณ แปลว่า สันติสุขและความสงบทางใจ จึงเป็นคำที่ใช้อวยพรคนอื่น ขอให้เขาได้รับสันติสุข และความสงบทางใจ
ซานตาคลอสถือเป็นสัญลักษณ์วันคริสต์มาส ที่เด็กและผู้คนนิยมมากที่สุดในเทศกาลคริสต์มาส แต่แท้ที่จริงแล้ว ซานตาคลอสแทบจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเทศกาลนี้เลยคะ ความจริงแล้วชื่อซานตาคลอสมาจากชื่อนักบุญนิโคลาส ซึ่งเป็นนักบุญที่ชาวฮอลแลนด์นับถือเป็นนักบุญองค์อุปถัมภ์ของเด็กๆ นักบุญองค์นี้เป็นสังฆราชของไมรา (อยู่ในประเทศตุรกีปัจจุบัน) มีชีวิตอยู่ราวศตวรรษที่ 4 เมื่อชาวฮอลแลนด์กลุ่มหนึ่งอพยพไปอยู่ในสหรัฐ ก็ยังรักษาประเพณีนี้ไว้ คือ ฉลองนักบุญนิโคลาสในวันที่ 6 ธ.ค. ซึ่งหมายถึงนักบุญนี้จะมาเยี่ยมเด็กๆ และเอาของขวัญมาให้ เด็กอื่นๆ ที่ไม่ใช่ลูกหลานของชาวฮอลแลนด์ที่อพยพมาก็รู้สึกอยากมีส่วนร่วมในประเพณีแบบนี้บ้าง เพื่อรับของขวัญ ประเพณีนี้ จึงเริ่มเป็นที่รู้จัก และแพร่หลายไปในอเมริกา โดยมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างคือ ชื่อนักบุญนิโคลาสก็เปลี่ยนเป็นซานตาคลอส และแทนที่จะเป็นสังฆราช นักบุญองค์นั้นกลายเป็นชายแก่ที่อ้วน ใส่ชุดสีแดง อาศัยอยู่ที่ขั้วโลกเหนือ มีเลื่อนเป็นพาหนะ มีกวางเรนเดียร์ลาก และจะมาเยี่ยมเด็กทุกคนในโลกนี้ในโอกาสคริสต์มาส โดยลงมาทางปล่องไฟ เพื่อเอาของขวัญมาให้เด็กเหล่านั้น อันที่จริง ซานตาคลอสเป็นรูปแบบที่น่ารัก เหมาะสำหรับเป็นนิยายให้เด็กๆ เชื่อ แต่อาจจะทำให้คนทั่วไปหันมาสนใจ ให้ความสำคัญในตัวนิยายนี้ แทนการบังเกิดของพระเยซูเจ้า ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของเทศกาลคริสต์มาสนี้ด้วย







