
คุณค่าแห่งพระวินัยที่ชาวพุทธควรเข้าใจ
จากปุจฉาที่ตั้งขึ้นในฉบับนี้ คงเป็นความสืบเนื่องจากเรื่องที่อาตมาเขียนวิสัชนา การแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน โดยยกตัวอย่างจากระเบียบแบบแผนในพระพุทธศาสนา ซึ่งได้อ้างอิงสิกขาบทเรื่องการลักทรัพย์ ในปาราชิก ๔ ทั้งนี้ เพื่อต้องการแสดงให้เห็นถึงความประณีตแยบคายของพระพุทธศาสนา ในแนวทางเพื่อการจรรโลงพระพุทธศาสนาให้สืบเนื่องต่อไปอย่างมีคุณค่า และมีคุณประโยชน์ต่อสัตว์มนุษย์ผู้ประเสริฐทั้งหลาย ที่มุ่งหวังสู่หนทางความสิ้นทุกข์...
จากปุจฉาที่ตั้งขึ้นในฉบับนี้ คงเป็นความสืบเนื่องจากเรื่องที่อาตมาเขียนวิสัชนา การแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน โดยยกตัวอย่างจากระเบียบแบบแผนในพระพุทธศาสนา ซึ่งได้อ้างอิงสิกขาบทเรื่องการลักทรัพย์ ในปาราชิก ๔ ทั้งนี้ เพื่อต้องการแสดงให้เห็นถึงความประณีตแยบคายของพระพุทธศาสนา ในแนวทางเพื่อการจรรโลงพระพุทธศาสนาให้สืบเนื่องต่อไปอย่างมีคุณค่า และมีคุณประโยชน์ต่อสัตว์มนุษย์ผู้ประเสริฐทั้งหลาย ที่มุ่งหวังสู่หนทางความสิ้นทุกข์...
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
จากปุจฉาที่ตั้งขึ้นในฉบับนี้ คงเป็นความสืบเนื่องจากเรื่องที่อาตมาเขียนวิสัชนา การแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน โดยยกตัวอย่างจากระเบียบแบบแผนในพระพุทธศาสนา ซึ่งได้อ้างอิงสิกขาบทเรื่องการลักทรัพย์ ในปาราชิก ๔ ทั้งนี้ เพื่อต้องการแสดงให้เห็นถึงความประณีตแยบคายของพระพุทธศาสนา ในแนวทางเพื่อการจรรโลงพระพุทธศาสนาให้สืบเนื่องต่อไปอย่างมีคุณค่า และมีคุณประโยชน์ต่อสัตว์มนุษย์ผู้ประเสริฐทั้งหลาย ที่มุ่งหวังสู่หนทางความสิ้นทุกข์...
อาตมาขออนุโมทนากับปุจฉาที่มีเข้ามาสู่ “ธรรมส่องโลก” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่สูญเปล่าต่อการให้การศึกษาบนหน้าหนังสือพิมพ์ตามที่ได้ตั้งใจไว้ เมื่อมีจดหมายหรือมีคำถามเข้ามา จึงรู้สึกยินดียิ่งที่จะขวนขวายค้นคว้าหาความรู้ เพื่อจะได้วิสัชนาสาธุชนทั้งหลายได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์ ไม่ผิดพลาด โดยเฉพาะการตอบแบบจุดประกายให้รู้จักคิด อันจะนำไปสู่ความสามารถที่จะวิสัชนาธรรมได้ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นความประสงค์อย่างยิ่งของอาตมา จึงไม่นิยมการถามมาและตอบไปแบบตรงประเด็น จนผู้ถามขาดการคิดพิจารณา ซึ่งออกจะไร้ค่า เพราะไม่ได้ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ เพื่อสร้างสรรค์ความคิด ประดิษฐ์ปัญญา ตามแนววิถีพุทธที่แท้จริง
จากจดหมายที่ปุจฉา ด้วยความสืบเนื่องจากการเรียนรู้ แนวทางการแก้ไขปัญหาความประพฤติผิด มีการลักทรัพย์ ฉ้อโกง คอร์รัปชัน โดยการอ้างอิงสิกขาบทที่ ๒ ในปาราชิก ๔ ที่ว่าด้วยการลักทรัพย์ จึงนำมาสู่ความต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมในอีก ๓ สิกขาบทว่า ในปาราชิกทั้ง ๔ สิกขาบท มีความสัมพันธ์กันอย่างไร!? และจะนำมาใช้ประโยชน์อันสัมพันธ์และเกี่ยวเนื่องกับทางโลกได้อย่างไร!?
อย่างไรก็ตาม ก่อนจะวิสัชนาในประเด็นปัญหาดังกล่าว ก็ขอย้อนกลับมาหาหลักความจริงที่กล่าวกันว่า สังคมโลกที่สืบเนื่องอยู่กันได้มายาวนาน เพราะมีหลักคุรุธรรมคุ้มครองรักษาอยู่ แม้ในสมัยไม่มีพระพุทธศาสนาก็ตาม จึงพออนุมานกล่าวได้ว่า หลักคุรุธรรม เป็นธรรมสากลที่เกิดขึ้น เพื่อการอภิบาลรักษาโลกให้มีความสงบสุข ที่สำคัญคือ เกิดขึ้นมีมาก่อนพระพุทธศาสนา อันปรากฏอยู่ในพื้นที่ชมพูทวีป ซึ่งชาวโลกตะวันตก ขนานนามว่า Land of Freedom ดังนั้น คุรุธรรมจึงเป็นรากฐานเบื้องต้นของศาสนาทุกศาสนาก็ว่าได้...
หลักคุรุธรรมของชาวโลกที่มีอารยธรรมในเบื้องต้นนั้น เกิดขึ้นก็ด้วยจุดมุ่งหมายในการจัดความสัมพันธ์กับสังคม ภายใต้ความเกี่ยวเนื่องกับธรรมชาติให้เป็นระบบระเบียบ ด้วยการยอมรับความจริงตามนัย “กฎแห่งกรรม” ที่มีอยู่จริงในธรรมชาติ หรือความเป็นไปตามตัวกฎในสภาวะหรือธรรมชาตินั้น ทั้งนี้ เพื่อเอื้ออำนวยให้สัตว์มนุษย์สามารถบำเพ็ญกรณียกิจที่ดีงาม ที่สามารถนำไปสู่ความสงบสุข และเป็นประโยชน์ต่อตนและภาคสังคมได้ เพื่อการบรรลุจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิต ตามความตกลงนับถือของมหาชน ที่พยายามสร้างสรรค์ความประเสริฐให้กับตนและพวกพ้อง
หลักคุรุธรรม จึงเป็นบรรทัดฐานของสังคมที่ถือสืบเนื่องกันมา ซึ่งต่อมาในพระพุทธศาสนากำหนดชื่อเรียกว่า ศีล อันแปลว่า ความปกติ เป็นเครื่องป้องกันไม่ให้ทำความชั่ว อันเป็นความผิดปกติของสัตว์ประเสริฐ ซึ่งศีลพื้นฐานขั้นต้นที่สุดนั้น จึงได้แก่ คุรุธรรมนั่นเอง ที่วางกรอบเอาไว้ให้สัตว์สังคมที่ก้าวย่างไปสู่ความประเสริฐ และเพื่อประโยชน์สุขความดีงาม จะต้องไม่เบียดเบียนผู้อื่นไม่ว่าด้วยกายหรือวาจา และการไม่ทำลายสติสัมปชัญญะ ที่เป็นตัวคุ้มกันศีลของตนที่บัญญัติไว้ ๕ ประการ ซึ่งชาวพุทธเรียกว่า ศีล ๕ หรือเบญจศีล
ด้วยหมายเหตุแห่งศีล ๕ ที่ถ่ายแบบมาจากหลักคุรุธรรมสู่เบื้องต้นแห่งสิกขาบท ดังปรากฏอยู่ในคำสอนของพระพุทธศาสนา ย่อมแสดงให้เห็นพระพุทธจริยาอันเป็นเลิศ หรือพระปัญญาธิคุณอันประเสริฐและทรงคุณ ที่ได้นำส่วนดีที่ปรากฏมีอยู่ก่อนการอุบัติของพระพุทธศาสนา เข้ามาปฏิรูปให้เพื่อประโยชน์ของสังคมในรูปของ กรรมบถ อันมีอยู่ ๑๐ ประการ ทั้งฝ่ายกุศลและอกุศล อันปรากฏอยู่ในรูป กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เพื่อแสดงให้เห็นความสำคัญของอินทรีย์สังวร อันเป็นเบื้องแรกก้าวย่างของการทำความดีหรือการประกอบกุศล
การนำหลักคุรุธรรมเข้ามาใช้เป็นพื้นฐานในพระพุทธศาสนา แล้วปฏิรูปให้อยู่ในรูปของ กรรมบถ ๑๐ จึงเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ของพุทธศาสนา ที่แสดงความเป็นหนึ่งของหลักธรรมคำสั่งสอน ที่มุ่งเน้นไปสู่ความสงบสุขและความดับทุกข์อย่างแท้จริง (อนุปาทาปรินิพพาน) ดังจะเห็นได้จากการจัดความสัมพันธ์ของกรรมบถ ๑๐ ในรูปของ สุจริต ๓ อันสืบเนื่องมาจากปฐมบท คือ อินทรีย์สังวร และนำสืบเนื่องไปสู่ สติปัฏฐาน ๔ ซึ่งเป็น เอกายนมรรค ที่มุ่งสู่ วิสุทธิธรรม ในรูป ญาณทัสสนวิสุทธิ ที่เป็นผลการพัฒนาตามกระบวนการพัฒนาจิตตามหลักวิปัสสนาญาณ ที่แบ่งไว้ ๙ ลำดับในพระพุทธศาสนา ซึ่งสามารถแสดงให้เห็นในอีกรูปแบบหนึ่งตามหลักวิสุทธิ ๗ ได้อย่างน่าอัศจรรย์ในพระปัญญาธิคุณอันไม่มีประมาณของพระพุทธองค์ อันเป็นไปตามเส้นทางสายกลาง หรือที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา
ดังนั้น ศีลในพระพุทธศาสนา จึงถูกจัดวางไว้อย่างประณีตแยบคายในรูปของพระวินัย ที่มีปรากฏเชื่อมโยงเป็นดุจตาข่ายเพชร ดังปรากฏให้เห็นรายละเอียดแยกย่อยไปตามสิกขาบทน้อยใหญ่ ซึ่งหากพิจารณาให้ลุ่มลึก ก็จะเห็นความลุ่มลึกของศีลที่อ้างอิงหลักคุรุธรรม และได้แผ่กระจายไปอย่างประณีต เชื่อมโยงกันถูกขั้นตอน ส่งสืบต่อไปไม่ขัดแย้งกัน ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาจิตสู่ขั้นปรมัตถธรรม จึงมีการจัดแบ่งให้เห็นตามสภาพความจริงของศีลว่า มี ๒ ระดับ ได้แก่ ระดับธรรม หรือเป็นคำแนะนำสั่งสอน ที่สอดคล้องและเป็นไปตามความจริงที่มีอยู่ในธรรมชาติ ในรูปกฎแห่งกรรม (กรรมนิยาม) ที่สรุป การทำความดี การทำความชั่ว ย่อมได้รับผลดีชั่วนั้น อันเป็นไปตามหลักธรรมดา (ธรรมะ) ของเหตุปัจจัย ซึ่งหลักพุทธศาสนามักจะกล่าวว่า “มันเป็นเช่นนั้นเอง (อิทัปปัจจยตา)”
อ่านต่อพรุ่งนี้







