
เศรษฐีแพะ
หลายคนคงได้ยินคำว่า “พระมาโปรด” ซึ่งหากพิจารณาให้ลึกซึ้งต้องบอกว่าเป็นความประสงค์ของพระที่ต้องการจะมาโปรดมากกว่า และ “เมณฑกะ” หรือ “เมณฑกเศรษฐี” ก็เป็นผู้หนึ่งที่ได้รับการสงเคราะห์จากพระ....
หลายคนคงได้ยินคำว่า “พระมาโปรด” ซึ่งหากพิจารณาให้ลึกซึ้งต้องบอกว่าเป็นความประสงค์ของพระที่ต้องการจะมาโปรดมากกว่า และ “เมณฑกะ” หรือ “เมณฑกเศรษฐี” ก็เป็นผู้หนึ่งที่ได้รับการสงเคราะห์จากพระ....
โดย...อ.ตุ้ย วรธรรม
หลายคนคงได้ยินคำว่า “พระมาโปรด” ซึ่งหากพิจารณาให้ลึกซึ้งต้องบอกว่าเป็นความประสงค์ของพระที่ต้องการจะมาโปรดมากกว่า และ “เมณฑกะ” หรือ “เมณฑกเศรษฐี” ก็เป็นผู้หนึ่งที่ได้รับการสงเคราะห์จากพระชนิดที่ตัวเขาก็ไม่อยากเชื่อว่าผลจะปรากฏออกมาอัศจรรย์เช่นนั้น
เท้าประวัติของเศรษฐีผู้นี้ ต้องย้อนไปในสมัยพระวิปัสสีพุทธเจ้า โดยเขามีชื่อว่า “อวโรชะ” อยากจะร่วมบุญสร้างพระคันธกุฎีถวายพระพุทธเจ้าวิปัสสีแต่ลุงไม่ให้ร่วม จึงตัดสินใจสร้างพระคันธกุฎีด้วยตัวของเขาเอง ด้วยทองคำ เงินและแก้ว แล้วสร้างศาลารายทำด้วยรัตนะ 7 ไว้ด้านหน้าพระคันธกุฎี ตรงกลางศาลาสร้างมณฑปแก้วพร้อมธรรมาสน์ โดยภายใต้เท้าธรรมาสน์ทั้งสี่ตั้งแพะทองคำไว้ที่ละตัว อีก 6 ตัวตั้งล้อมรอบมณฑป
ต่อมาเมื่อเขาสิ้นชีวิตก็ได้ไปเกิดเป็นเทวดาและมนุษย์สลับกันไป ในที่สุดได้มาเกิดเป็นเศรษฐีในเมืองพาราณสีมีชีวิตที่เป็นสุข แต่ต่อมาเกิดภัยแล้งรุนแรงผู้คน|ล้มตายมหาศาล เศรษฐีประสบชะตากรรมด้วย ถึงแม้รู้ว่าจะเกิดภัยล่วงหน้าและเตรียมการรับมืออย่างดี เช่น ทำนาปลูกข้าวไว้มาก ซื้อข้าวเปลือกก็เยอะ บรรจุในฉางเป็นพันฉาง ที่เหลือใส่ตุ่ม ขุดหลุ่มฝังดิน ขยำข้าวเปลือกกับดินเหนียวฉาบทาฝาบ้าน ก็ไม่อาจรับมือฉาตกภัยที่กินเวลานานได้ ข้าวที่เตรียมไว้ลดลงทุกวัน ที่สุดเหลือข้าวหม้อสุดท้ายจากข้าวเปลือกที่ฝังดินไว้ที่หุงเพื่อคน 5 คน คือ เศรษฐี ภรรยา ลูกชาย ลูกสะใภ้และทาสผู้ภักดีชื่อปุณณะ ที่ไม่ยอมทิ้งนายไปเหมือนคนอื่น
แต่ ณ ขณะนั้น มีพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งที่ภูเขาคันธมาทน์เพิ่งออกจากสมาบัติ (ตอนอยู่ภายในสมาบัติ 7 วัน ไม่รู้สึกหิวเพราะผลสมาบัติ แต่พอออกความหิวมีกำลังเหมือนว่าเผาพื้นท้อง) ก็ได้ตรวจดูที่จะได้อาหารก็รู้ว่าภัยแล้งเกิดขึ้น และรู้ว่าในเรือนเศรษฐีมีข้าวทะนานหนึ่งที่หุงเพื่อคน 5 คนและคนละมื้อ ก็รู้ว่าคนเหล่านั้นมีศรัทธาถวายจึงไป พอเศรษฐีเห็นพระก็ดีใจไม่กินส่วนของตนเลยถวายทั้งหมด ส่วนคนอื่นๆ ก็ทำเหมือนกัน
เรียกว่ายอมตาย แต่ก่อนตายก็ขอให้ได้ทำบุญ! จากนั้นตั้งความปรารถนาขอให้ได้อยู่ร่วมกันทุกชาติ อย่าได้พบเจอภัยแบบนี้อีก
ส่วนอานิสงส์แห่งบุญนี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาเที่ยงล่วงไปภรรยาล้างหม้อปิดฝาไว้เศรษฐีตื่นมาหิวถามหาข้าวตังในหม้อ ภรรยาแม้รู้ทั้งรู้ว่าไม่มีก็ทำทีเดินไปเปิดฝา แต่ก็ต้องตะลึง เพราะข้าวในหม้อเต็มและส่งกลิ่นหอมสร้างความอัศจรรย์ให้เธอและสมาชิกในบ้าน ปรากฏข้าวนั้นกินยังไงก็ไม่ยุบและพวกเขายังแบ่งให้ชาวเมืองด้วย
ต่อมาในสมัยพระพุทธเจ้าเรานี้ ชนทั้ง 5 คนก็ได้มาเกิดในตระกูลเศรษฐีในนครภัททิยะโดยเศรษฐีนั้นมีชื่อว่า “เมณฑกเศรษฐี” หรือ “เศรษฐีแพะ” นั่นเอง
โดยในวันที่เขาเกิดนั้นบริเวณพื้นที่ด้านหลังบ้านได้เกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้นเมื่อมี “แพะทองคำ” ขนาดเท่าช้าง ม้า และโค ได้ชำแรกแผ่นดิน เอาหลังดุนหลังกัน แทรกตัวขึ้นมาเต็มบริเวณพื้นที่หลังบ้าน
ยิ่งกว่านั้นในปากแพะทองคำได้มี “กลุ่มด้าย 5 กลุ่ม 5 สี” ที่จัดว่าเป็น “คลังมหาสมบัติ” ของเศรษฐีในเวลาต่อมา คือ มีทุกอย่างในปากแพะ ทั้งของกิน ของใช้ เสื้อผ้าอาภรณ์มีหมด ทรัพย์สิน เงิน ทอง เป็นต้นบริบูรณ์
หากเศรษฐีต้องการอะไร เพียงแค่ล้วงมือเข้าไปดึงกลุ่มด้ายออกมา สิ่งที่ต้องการก็จะไหลออกจากปากแพะทันที
และของทุกอย่างในปากแพะเศรษฐีก็ไม่หวงเพื่อตนคนเดียว แต่คนทั่วไปสามารถขอได้ตามต้องการ และของนั้นไม่มีวันหมด ไม่มีวันสิ้น แม้จะไหลออกไปมากแค่ไหนก็จะไม่มีการลดลง ซึ่งสร้างความอัศจรรย์ให้ผู้คนที่มาและยกย่องชื่นชมเศรษฐีว่าเป็นคนที่เต็มเปี่ยมด้วยบุญที่สร้างสมมาในอดีต
เพราะถ้าไม่อย่างนั้นสิ่งอัศจรรย์นี้คงจะไม่เกิดขึ้นเป็นแน่







