
50 ปี ยาคุมกำเนิดโลก
“
หวังให้เด็กทุกคนที่เกิดมานั้น เกิดมาด้วยความรัก ความตั้งใจ และความพร้อมของพ่อแม่ เพื่อการเติบโตเป็นคนคุณภาพ ทั้งต่อตนเองและสังคม พร้อมผลักดันและพัฒนาประเทศชาติ ให้เจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงด้วยเช่นกัน”คำกล่าว นพ.กิตติพงศ์ แซ่เจ็ง ผู้อำนวยการสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี ยาคุมกำเนิดโลก
ด้วยโอกาสอันดี คือทุกวันที่ 26 ก.ย. เป็นวันคุมกำเนิดโลก และปีนี้ก็ครบรอบ 50 ปี ยาคุมกำเนิดโลก เลยนำข้อมูลมาเล่าสู่กันฟัง ที่นำมาจากการจัดเสวนาเรื่อง
“50 ปี ยาเม็ดคุมกำเนิด 50 ปี แห่งคุณภาพชีวิตผู้หญิง” ที่จัดโดย สภาวิชาการคุมกำเนิดแห่งภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข วิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไบเออร์ เชริง ฟาร์มา และสมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทยวิวัฒนาการการคุมกำเนิดกว่า 150 ปี จากมูลจระเข้ สู่เมล็ดทับทิมผสมขี้ผึ้ง จนมาถึงนวัตกรรมยาเม็ดเล็กๆ ที่ทรงอานุภาพในการเปลี่ยนแปลงโลกของผู้หญิงไปตลอดกาลในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา การเดินทางอันยาวนานของยาเม็ดคุมกำเนิดจึงเป็นเสมือนจุดเปลี่ยนของผู้หญิงทั่วโลก เรียกได้ว่าเป็นการบุกเบิกยุครุ่งเรืองของผู้หญิง นอกจากยาเม็ดคุมกำเนิดจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตผู้หญิงให้มีเวลาในการวางแผนชีวิตและครอบครัว มีงานมีรายได้ของตัวเองจนสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตตนเอง รวมถึงการมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ทางสังคมเพิ่มมากขึ้นแล้วนั้น ยาเม็ดคุมกำเนิดยังส่งผลต่อความเป็นอยู่ของสังคมโดยรวมอย่างแท้จริง เนื่องจากเป็นอีกหนึ่งทางออกของสังคมที่ช่วยลดอัตราการเกิดและการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ เพื่อความเป็นอยู่และคุณภาพที่ดีขึ้นของทุกคนในสังคมอย่างเท่าเทียมกัน
ศ.นพ.สุรศักดิ์ ฐานีพานิชสกุล คณบดีวิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหา วิทยาลัย และในฐานะผู้แทนสภาวิชาการคุมกำเนิดแห่งภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกประจำประเทศไทย (APCOC) กล่าวว่า จากผลการสำรวจล่าสุดเกี่ยวกับ
“ความแพร่หลายของการคุมกำเนิดและการทำแท้งในภูมิภาคเอเชีย” ของสถาบันกัทแมเชอร์ ซึ่งเป็นสถาบันชั้นนำในด้านการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องเพศศึกษาและอนามัยเจริญพันธุ์ระดับโลก พบว่า ความแพร่หลายของการคุมกำเนิดในกลุ่มผู้หญิงที่แต่งงานแล้วในทวีปเอเชียในช่วงอายุ 1544 ปี เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 57 เป็นร้อยละ 68 ระหว่างปี พ.ศ. 25332546 หรือเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 11 ส่งผลให้อัตราการตั้งครรภ์โดยรวมในทวีปเอเชียมีแนวโน้มปรับตัวลดลง นอกจากนี้ ยังพบว่าอัตราการทำแท้งในทวีปเอเชียลดลงจาก 33 ราย เหลือ 29 รายต่อผู้หญิง 1,000 คน ในช่วงอายุ 1544 ปี ระหว่างปี พ.ศ. 25382546 ซึ่งแม้ว่าในช่วงแรกยาเม็ดคุมกำเนิดจะยังไม่เป็นที่นิยม แต่เมื่อปัญหาความแออัดของประชากรเริ่มปรากฏเด่นชัดขึ้น ยาเม็ดคุมกำเนิดจึงเป็นสิ่งที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้ โดยในบรรดาประเทศในเอเชียทั้งหมด ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความแพร่หลายของการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดสูงที่สุดในทวีปเอเชีย โดยสตรีไทยกว่าร้อยละ 35 ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดนพ.กิตติพงศ์ กล่าวว่า สำหรับประเทศไทยเองนั้น มีการวางแผนครอบครัวมากว่า 40 ปีแล้ว ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จในการควบคุมจำนวนประชากรอย่างมาก โดยอัตราการคุมกำเนิดแต่ละครอบครัวมีสูงถึงร้อยละ 80 ส่วนวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด (ร้อยละ 35) ตามด้วยทำหมันหญิง (ร้อยละ 23.7) ยาฉีดคุมกำเนิด (ร้อยละ 14) ถุงยางอนามัย (ร้อยละ 2.3) และวิธีคุมกำเนิดสมัยใหม่อื่นๆ (ยาคุมฉุกเฉิน/ยาคุมหลังร่วมเพศ ยาฝังคุมกำเนิด ห่วงอนามัย และทำหมันชาย) ร้อยละ 2.5 โดยจากการสำรวจของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ม.ค. 2552 พบว่าในปี พ.ศ. 2538 มีอัตราการเกิดต่อประชากร 1,000 คน อยู่ที่ร้อยละ 17.9 แต่ในปี พ.ศ. 2552 พบว่าอัตราการเกิดลดลงเหลือเพียงร้อยละ 12.5
กิตติณัฐ ศรภิญญา หัวหน้าหน่วยธุรกิจร้านขายยา กลุ่มธุรกิจ ไบเออร์ เชริง ฟาร์มา บริษัท ไบเออร์ไทย กล่าวว่า ยาเม็ดคุมกำเนิดไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตผู้หญิงให้ดีขึ้นเท่านั้น แต่นวัตกรรมขนาดจิ๋วนี้ยังช่วยให้ผู้หญิงกลายเป็นคนมั่นใจ มีชีวิตชีวา ห่วงใยบุคลิกของตัวเองเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย นอกจากจะช่วยในการวางแผนชีวิตตัวเองให้เป็นไปในทางที่ต้องการได้แล้วนั้น ยาเม็ดคุมกำเนิดยังป้องกันความเสี่ยงจากโรคต่างๆ เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีประโยชน์ในการลดอาการปวดประจำเดือน รวมถึงลดอาการกลุ่มก่อนมีประจำเดือน (PMS) ลดความเสี่ยงของโรคโลหิตจางในผู้หญิงที่ประจำเดือนมามาก ลดอาการคั่งบวมน้ำ ตัวการของน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นโดยไม่พึงประสงค์ ทั้งยังสามารถลดความเสี่ยงต่อมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งรังไข่ได้อีกด้วย อีกทั้งยาเม็ดคุมกำเนิดบางชนิดมีฤทธิ์ในการลดการเกิดสิว จากข้อมูลที่เป็นประโยชน์ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ จะขนานนามให้ยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นเสมือนเพื่อนคู่ใจของผู้หญิงก็คงไม่ผิด
คริสติน รีด อดีตที่ปรึกษาและผู้อำนวยการศูนย์วางแผนครอบครัวในเมืองนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย ได้กล่าวว่า ในสหรัฐอเมริกา อัตราการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดก็ยังมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยกับอัตราการเข้าเรียนและการจบการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้ผู้หญิงมีบทบาทมากขึ้นในด้านกฎหมาย การแพทย์ และวิชาชีพด้านอื่นๆ รวมถึงความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของผู้หญิงทั่วโลกอีกด้วย
สำหรับผู้หญิงที่กลัวลืมรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดนั้น ศ.กิตติคุณ นพ.ดำรง เหรียญประยูร นายกสมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ฝากเคล็ดลับดีๆ มาบอกว่า ให้นำยาเม็ดคุมกำเนิดวางไว้ข้างหมอน เพราะทุกครั้งที่ล้มตัวลงนอนจะได้ไม่ลืมกินยาในเวลาใกล้เคียงกันทุกวันเพื่อประสิทธิผลสูงสุดในการคุมกำเนิด โดยหวังว่าหากผู้หญิงทุกคนใช้ยาคุมกำเนิดอย่างถูกวิธีและต่อเนื่อง เด็กทุกคนที่เกิดมาจะไม่มีคำว่า
“แจ็กพอตหรือพลาด” อย่างแน่นอน






