
ผู้กำกับความโกรธ
โดย...บีเซลบับ ภาพ... คลังภาพโพสต์ทูเดย์
โดย...บีเซลบับ ภาพ... คลังภาพโพสต์ทูเดย์
ความโกรธเกรี้ยวของคนอาจขึ้นอยู่กับยุคสมัย น่าคิดว่าจะเป็นเช่นนั้นหรือไม่ ผู้เขียนเพิ่งได้คุยกับกูรูผู้รู้เรื่องสติท่านหนึ่ง ท่านเป็นพระนักวิปัสสนากรรมฐานที่มีชื่อเสียง โดยท่านบอกว่า สติคือผู้กำกับความโกรธ แต่เพราะผู้คนในยุคสมัยนี้อ่อนด้อยเรื่องการครองสติ ทำให้ความโกรธใดๆ ไม่อาจสงบระงับ หากเผ่นโผนโจนทะยานออกมาจากทุกคนทุกหน่วยของสังคม จนยุ่งวุ่นวายกันไปหมด
ความโกรธเป็นอารมณ์อย่างหนึ่งของมนุษย์ มาจากแรงขับของความก้าวร้าวที่ไม่ได้รับการพัฒนา มีมากๆ โกรธมากๆ อาจต้องได้รับการบำบัด ซึ่งในต่างประเทศมี แต่เมืองไทยนิยมเก็บกดหรือบางคนใช้วิธีระเบิดออกมาเพราะควบคุมความโกรธไม่เป็น บางทีบางคนโกรธแล้วด่าว่าหรือถึงขั้นทำร้ายคนที่ทำให้โกรธ ทำงานก็เข้ากับใครได้ยากเพราะทุกคนรู้พิษสง
บางคนต้องตายเพราะความโกรธ ก็เพราะไปด่าว่าคนอื่น หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตพุ่ง โกรธบ่อยๆ กลายเป็นโรคเส้นเลือดระบบสมอง บางคนถูกผูกใจเจ็บต้องตายเพราะไข้โป้ง ก็คนที่ไปด่าว่าเขา เขาไม่ยอมลงให้ โกรธเกลียดอาฆาตจนควักปืนขึ้นมายิงกันตาย คนขี้โมโหอ่านแล้วชักหวั่นใจกลัว กลัวใจตัวเอง กลัวอารมณ์ของตัวเองจะทำให้ต้องตายเพราะความโกรธ
8 วิธีบำบัดความโกรธด้วยสติ
1.พึงระลึกรู้ตัวอยู่เสมอ ภาษาไทยมีคำว่า “หมั่น” ใช้ความหมั่น เข้าถึงสติของตนด้วยการพึงระลึกทุกครั้งที่นึกขึ้นได้ ไม่ต้องรอให้โกรธก่อนค่อยเจริญสติ เพราะจะไม่ทัน สติที่กล้าแข็งเท่านั้นที่จะช่วยยั้งหรือระงับความโกรธได้
2.การฝึกสติไม่มีทางลัด ต้องฝึกทุกวัน อย่างน้อยวันละ 5-10 นาที กำหนดกฎตายตัวที่จะเจริญสติเป็นอย่างน้อยหรืออย่างมากในเวลาที่กำหนด วิธีนี้จะช่วยบำรุงสติให้กล้าแข็งขึ้น
3.ขณะเดียวกันก็ใช้สตินั่นเอง ทำความเข้าใจต่อโทษของความโกรธ ถ้ากลัวจนเกิดทุกข์ได้ก็จะดี เพราะจะได้เกิดแรงบันดาลใจ เกิดความเพียร อยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง อยากเลิกเป็นคนขี้โกรธ คนโกรธเมื่อเหลียวกลับไปดูอดีต ยังเสียวไส้ตัวเอง บางคนถึงขั้นเคี้ยวแก้ว เตะประตูจนตัวเองขาหัก ปากฉีก ชกเสาบ้านเลือดท่วมหมัด กลัวมั้ย?
4.ใช้สติกำกับตนให้หลีกเลี่ยงหรือหลีกให้ห่างบรรยากาศหรือสถานการณ์ของความโกรธ ไม่ต้องรอให้เกิดสถานการณ์ขึ้น แต่ถ้ามองการณ์ไปแล้วจะเกิดเหตุแน่ พึงฉากหลบออกจากสถานการณ์เสียให้ทันที
5.ระบายความโกรธอย่างมีสติ ความโกรธนั้นมีทุกคน แต่ไม่ทุกคนที่ระบายออกได้อย่างมีวุฒิภาวะ ขอให้หัดตัวเองในเรื่องนี้เพราะเป็นสิ่งจำเป็นต่อการใช้ชีวิตของทุกคน อย่าเก็บหรือกดไว้ หากให้ระบายออกอย่างเหมาะสม เช่น การออกกำลังกาย การเล่นกีฬา หางานอดิเรกที่ชอบ เดินทางท่องเที่ยว พูดคุยเพื่อผ่อนคลายอารมณ์อย่างสร้างสรรค์ เป็นต้น
6.ท้าทายตัวเองในเรื่องของการฝึกตน การฝึกสตินั้นมีมากมายหลายแบบ ลองค้นหาวิธีที่เหมาะสมกับตัวเอง จะเกิดสัมปชัญญะ ที่ไม่เพียงจะกำหนดความโกรธและรู้เท่าทันความโกรธเท่านั้น หากยังจะเกิดผลดีเป็นคุณูปการต่อชีวิตในทุกทาง
7.เจริญสติแล้วต่อด้วยการเจริญเมตตา เพราะเมตตานั้นเองจะทำให้โกรธน้อยลง โกรธแต่มีเหตุบรรเทาโทษด้วยเมตตาธรรม นึกให้เห็นซึ่งอกเขาอกเรา สิ่งที่เราโกรธเขาเป็นความปกติของมนุษย์ที่ย่อมมีความบกพร่องบ้าง ตัวเราเองก็คงทำบางอย่างให้ผู้คนเคยโกรธมาบ้างเหมือนกันไม่มากก็น้อย เราเองยังมีข้อบกพร่อง ก็ทำไมจะให้อภัยซึ่งความบกพร่องเราเขาไม่ได้
8.โกรธมาก อาฆาตแค้นรุนแรงจนไม่อาจสงบ คุณภาพชีวิตตกต่ำด้วยความขุ่นข้อง จิตใจว้าวุ่นมีระแวง อาจปรึกษาแพทย์ ปัจจุบันมีการบำบัดความโกรธด้วยการใช้ยาหรือช็อกไฟฟ้า ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยลืมเหตุการณ์ที่ทำให้โกรธ และลดความระแวง ปล่อยวางทางอารมณ์ได้ดีขึ้น
ขึ้นชื่อว่าความโกรธแล้ว ไม่ดีทั้งสิ้น กลัวตัวเองจะโกรธจนทำเรื่องไม่ดีหรือบานปลายถ่ายถอน ก็พึงระลึกสติ ใช้สติเป็นผู้กำกับอารมณ์ของตน ดูอารมณ์โกรธให้เห็นเหมือนกับกำลังดูผู้กำกับการแสดงภาพยนตร์ที่กำกับตัวละครให้มีอารมณ์ความรู้สึกตามที่ต้องการ







