posttoday
วิกฤตโรคหัวใจ

วิกฤตโรคหัวใจ

09 สิงหาคม 2559

โรคหัวใจเป็นโรคที่คร่าชีวิตคนไทยมากที่สุดติดอันดับ 1 ใน 3 ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องหลีกเลี่ยงตั้งแต่วันนี้ ถ้าคุณไม่อยากเป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตจากโรคที่คนไทยควรกลัวที่สุด คำแนะนำที่จะช่วยให้เข้าใจโรคหัวใจและข้อปฏิบัติที่จะช่วยให้ทุกคนห่างจากโรคร้าย ใครอยากรู้ตามมาเลย

โรคหัวใจเป็นโรคที่คร่าชีวิตคนไทยมากที่สุดติดอันดับ 1 ใน 3 ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องหลีกเลี่ยงตั้งแต่วันนี้ ถ้าคุณไม่อยากเป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตจากโรคที่คนไทยควรกลัวที่สุด คำแนะนำที่จะช่วยให้เข้าใจโรคหัวใจและข้อปฏิบัติที่จะช่วยให้ทุกคนห่างจากโรคร้าย ใครอยากรู้ตามมาเลย

โรคหัวใจแบ่งได้หลายชนิด ลองมาทำความรู้จักกับโรคหัวใจแต่ละชนิดกันก่อน

1.โรคลิ้นหัวใจและผนังกั้นห้องหัวใจ

อาจเป็นแต่กำเนิด มักไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน เชื่อว่าการติดเชื้อไวรัสและการได้รับสารเคมีหรือยาบางชนิดระหว่างตั้งครรภ์ ซึ่งความผิดปกติเหล่านี้ส่วนมากสามารถผ่าตัดแก้ไขได้ หรือมาเป็นภายหลังก็ได้ มักเกิดจากการติดเชื้อคออักเสบและไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง จึงเกิดการอักเสบของลิ้นหัวใจ และส่งผลให้ลิ้นหัวใจตีบ รั่ว หรือภาวะลิ้นหัวใจรั่วที่เกิดจากการเสื่อมของลิ้นหัวใจเอง

2.โรคกล้ามเนื้อหัวใจ

กล้ามเนื้อหัวใจทำงานผิดปกติ หรือกล้ามเนื้อหัวใจหนากว่าปกติ โรคที่พบบ่อยคือ กล้ามเนื้อหัวใจหนา เนื่องจากความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้รับการรักษามาเป็นเวลานานๆ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือกล้ามเนื้อหัวใจตายจากหลอดเลือดหัวใจตีบตัน สาเหตุที่พบบ่อยคือการสะสมของไขมันที่ผนังหลอดเลือด การแก้ไขภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายหรือขาดเลือด คือการขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนแล้วใส่ Stent และการผ่าตัด By pass

3.โรคเยื่อหุ้มหัวใจ

เป็นโรคที่ไม่พบบ่อย ส่วนใหญ่เกิดการอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือเชื้อวัณโรค ส่วนใหญ่รักษาได้

4.โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ

กลุ่มนี้มีหลายชนิดทั้งอันตรายและไม่อันตราย สาเหตุเกิดจากระบบไฟฟ้าในหัวใจทำงานผิดปกติไป อาการผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอก หอบ เหนื่อยง่าย ใจสั่น วูบ ในรายที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวอาจพบว่ามีขาบวมร่วมด้วย

หลักการปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยงก่อนเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

หลักสำคัญของการปฏิบัติตนเพื่อลดความเสี่ยง คือหลัก 3 อ. ได้แก่ อาหาร ออกกำลังกาย และอารมณ์ ร่วมกับ 2 ส.คือ ไม่สูบบุหรี่ และลดการดื่มสุรา ขออธิบายง่ายๆ ดังนี้

1.อ.อาหาร รับประทานพอดี

รับประทานพอ คือ รับประทานอาหารครบทุกหมู่ มากน้อยให้พอดีกับความต้องการของร่างกาย และสมดุลกับการออกแรงในแต่ละวัน

รับประทานดี คือ รับประทานอาหารให้หลากหลายชนิด ไม่กินซ้ำ ไม่กินจำเจซ้ำอยู่อย่างหนึ่งอย่างใด ลดอาหารหวาน มันเค็ม เพิ่มผักผลไม้ โดยควรเลือกรับประทานผลไม้ที่มีรสหวานน้อย

รับประทานเหมาะ(สม) คือ การรับประทานอาหารแบบควบคุมหรือไม่ให้เกินพอดีไป ประกอบด้วย การกินเนื้อสัตว์ในเกณฑ์ที่เหมาะสม การกินผักสดผลไม้ให้ได้ตามส่วน ระมัดระวังในส่วนของน้ำมัน น้ำตาลและเกลือ ไม่ควรรับประทานน้ำตาลเกินวันละ 4-6 ช้อนชา ไม่ควรรับประทานเกลือโซเดียม หรือเกลือแกง ไม่ควรรับประทานเกินวันละ 1 ช้อนชา เพราะเสี่ยงต่อภาวะความดันโลหิตสูง

ชนิดและปริมาณอาหารที่เหมาะสมสำหรับคนไทย เปรียบเทียบส่วนของกลุ่มอาหารและพลังงานที่ต้องการตามเพศและวัย คุณอยู่ในกลุ่มไหนกินไม่ให้เกินเพดานที่กำหนด โดยพลังงานวันละ 1,600 กิโลแคลอรี เหมาะสำหรับเด็กอายุ 6-13 ปี หญิงวัยทำงานอายุ 25-60 ปี และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป สำหรับพลังงานวันละ 2,000 กิโลแคลอรี เหมาะสำหรับวัยรุ่นหญิงชายอายุ 14-35 ปี ชายวัยทำงาน 25-60 ปี ส่วนพลังงานวันละ 2,400 กิโลแคลอรี เหมาะสำหรับหญิงชายที่ใช้พลังงานมากๆ เช่น เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน นักกีฬา

2.อ.ออกกำลังกาย พอเพียง

 การออกกำลังกายจะช่วยเพิ่มสมรรถภาพร่างกาย ความทนทานของหัวใจ ช่วยควบคุมน้ำหนัก ลดไขมันในเลือด ส่งเสริมกระบวนการน้ำตาล ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตได้ประมาณ 8-10 มิลลิเมตรปรอท ลดความเครียด (เพิ่มระดับฮอร์โมนความสุข เอนดอร์ฟิน) และทำให้สามารถประกอบกิจวัตรประจำวันและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 3.อ.อารมณ์ ผ่อนคลายไม่เครียด

 ความเครียดจะส่งผลให้เกิดความผิดปกติทางร่างกาย จิตใจและพฤติกรรม

 กรณีความผิดปกติทางร่างกาย ได้แก่ อาการปวดศีรษะ ไมเกรน ท้องเสียหรือท้องผูก นอนไม่หลับ หรือง่วงเหงาหาวนอน ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เบื่ออาหารหรือรับประทานมากกว่าปกติ ท้องอืดเฟ้อ อาหารไม่ย่อย ประจำเดือนไม่มา เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ มือเย็นเท้าเย็น เหงื่อออกตามมือตามเท้า ใจสั่น ผิวหนังเป็นผื่นคัน เป็นหวัดบ่อย แพ้อากาศง่าย เป็นต้น

 กรณีความผิดปกติทางจิตใจ ได้แก่ ความวิตกจริต คิดมาก คิดฟุ้งซ่าน หลงลืมง่าย หงุดหงิด โกรธง่าย ใจน้อย เบื่อหน่าย ซึมเศร้า เหงาว้าเหว่ หมดความรู้สึกสนุกสนานตื่นเต้น เป็นต้น

 กรณีความผิดปกติทางพฤติกรรม ได้แก่ สูบบุหรี่ ดื่มสุรามากขึ้น ใช้สารเสพติด ใช้ยานอนหลับ จู้จี้ขี้บ่น ชวนทะเลาะ มีเรื่องขัดแย้งกับผู้อื่นบ่อยๆ ดึงผม กัดเล็บ กัดฟัน ผุดลุกผุดนั่ง เงียบขรึม เก็บตัว เป็นต้น

*ขอบคุณข้อมูล ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลหัวเฉียว

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่