
หยุดคอร์รัปชั่นอย่างถาวร
จากกรอบแนวคิดการปราบทุจริตดัดหลังคนโกงบ้านเมืองของพรรคคนไทย โดยอาศัยกฎหมายที่มีอยู่มาปรับแก้
โดย...อุเทน ชาติภิญโญ
จากกรอบแนวคิดการปราบทุจริตดัดหลังคนโกงบ้านเมืองของพรรคคนไทย โดยอาศัยกฎหมายที่มีอยู่มาปรับแก้ เช่น พระราชบัญญัติเงินตรา พ.ศ. 2501 โดยการเปลี่ยนสี เปลี่ยนลักษณะของเงินที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และให้ประชาชนนำเงินเก่ามาแลกภายในเวลาที่กำหนด โดยไม่มีการขยายเวลารับแลกหรือรับเปลี่ยนคืนไม่ว่ากรณีใดๆ “ถ้าไม่นำมาแลกเงินเก่าเหล่านั้นก็จะนำมาใช้ชำระหนี้ตามกฎหมายไม่ได้
“ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าสามารถทำได้จริงหรือไม่ เมื่อผมได้ตามไปดูในพระราชบัญญัติดังกล่าวแล้วก็เห็นว่าเป็นเช่นนั้นจริงและสามารถทำได้ตามตัวบทกฎหมายที่มีอยู่แล้ว เนื่องจากตามพระราชบัญญัติเงินตรา พ.ศ. 2501 มาตรา 13 ทวิ (สำหรับเหรียญ) และมาตรา 20 (สำหรับธนบัตร)
โดยทั้งสองมาตรามีเนื้อหาสาระเดียวกันว่า “เมื่อเห็นสมควร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีอำนาจถอนคืนเหรียญหรือธนบัตรที่ออกใช้อยู่ ชนิดและราคาใดๆ โดยให้นำมาแลกกับเหรียญหรือธนบัตรอื่นได้ โดยให้ออกเป็นกฎกระทรวงในแต่ละครั้ง” ซึ่งในกฎกระทรวงต้องมีสาระสำคัญไม่น้อยกว่า 3 ข้อ ดังนี้ 1) ชนิด ราคา ของเหรียญหรือธนบัตรที่ถอนคืน ในกรณีของเหรียญต้องระบุลักษณะของเหรียญที่ถอนคืนด้วย 2) ระยะเวลาในการนำส่งเหรียญหรือธนบัตรที่ถอนคืน ซึ่งต้องกำหนดไม่น้อยกว่า 1 ปี นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา 3) พนักงานเจ้าหน้าที่และสถานที่รับถอนคืน
จากตัวบทกฎหมายดังกล่าวก็แสดงให้เห็นว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสามารถออกกฎกระทรวงให้ถอนคืนเหรียญหรือธนบัตรได้ คำว่า “ถอนคืนหมายความว่าให้นำมาคืนแล้วแลกเปลี่ยนกับเหรียญหรือธนบัตรที่ออกใช้ใหม่ไปแทน”
ผลที่ตามมาสำหรับเหรียญหรือธนบัตรที่ถูกถอนคืนและเจ้าของไม่นำมาแลกภายในระยะเวลาที่กำหนด กฎหมายก็ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 13 ตรี วรรคสอง สำหรับเหรียญ กำหนดว่าเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาที่กำหนดให้นำส่งเหรียญที่ถอนคืน เหรียญที่ถอนคืนแล้วไม่เป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย และมาตรา 21 สำหรับธนบัตรกำหนดว่าเมื่อพ้นระยะเวลาที่กำหนดให้นำส่งธนบัตรที่ถอนคืน ธนบัตรที่ถอนคืนแล้วไม่เป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย
“แต่สำหรับธนบัตรนั้นกฎหมายยังเปิดช่องให้ธนาคารแห่งประเทศไทยยังสามารถรับแลกเปลี่ยนกับธนบัตรอื่นได้ภายในสองปี” หมายความว่าแม้ใช้ชำระหนี้ไม่ได้แล้ว แต่ก็สามารถนำไปแลกกับธนบัตรที่ยังสามารถใช้ชำระหนี้ได้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้อีก
เท่าที่ดูตัวบทกฎหมายนี้ ผมขอสรุปว่า เพื่อจะดัดหลังคนโกงด้วยการเปลี่ยนสีธนบัตร และให้นำธนบัตรเดิมมาแลกธนบัตรแบบใหม่ สามารถทำได้จริงตามตัวบทกฎหมายที่เปิดช่องไว้ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น และผมมีความเห็นต่อไปว่า ถ้าจะให้การบังคับใช้เรื่องนี้เห็นผลอย่างมีประสิทธิภาพ ก็สมควรปรับปรุงพระราชบัญญัติเงินตราเสียใหม่ด้วย เช่น การที่กำหนดให้ระยะเวลาในการถอนคืนไม่น้อยกว่า 1 ปี ผมเห็นว่าเป็นระยะเวลาที่ยาวนานเกินไปให้ระยะเวลา 3-4 เดือนก็เพียงพอ
ส่วนตัวบทที่ยังเปิดโอกาสให้นำธนบัตรที่ไม่ได้นำมาแลกภายในกำหนดสามารถนำไปแลกที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้อีกครั้ง ตรงนี้ผมเห็นว่า “เป็นการเปิดช่องขยายระยะเวลาให้คนโกงค่อยๆ ทยอยนำธนบัตรมาแลก” ควรยกเลิกไปเสียไม่ต้องมีการขยายระยะเวลาให้อีก
ถ้ามีการประกาศยกเลิกธนบัตรแบบเดิมและออกธนบัตรใหม่ เช่น ยกเลิกธนบัตรชนิดใบละ 1,000 บาท แบบเดิมทั้งหมด และประกาศใช้ธนบัตรชนิดใบละ 1,000 บาท เสียใหม่เป็นสีใหม่ แบบใหม่ คราวนี้คนที่ทุจริตคอร์รัปชั่นไปแล้วเก็บเงินไว้กับตัว อย่างเช่นที่เคยเป็นข่าวมีว่ามีโจรขึ้นบ้านข้าราชการระดับสูงท่านหนึ่ง แล้วเอาเงินสดๆ ไปได้หลายร้อยล้านบาท ก็ถึงคราวที่คนเหล่านั้นจำเป็นต้องเอาเงินออกมาแลก และก็คงต้องชี้แจงกันยาวหน่อยแล้วนะครับว่า ท่านข้าราชการหรือนักการเมือง เงินเดือนเท่านี้แต่มีเงินเป็นหลายร้อยล้านกันได้ยังไง
ถ้าชี้แจงไม่ได้ ไม่มีหลักฐานที่มาของเงินก็ต้องถูกริบเงินและดำเนินคดีกันต่อไป และหากใครกลัวว่าจะชี้แจงไม่ได้ จึงไม่นำเงินมาแลก ก็ไม่เป็นไรครับ ดีเสียอีกเพราะเงินเหล่านั้นก็จะตกเป็นของหลวง เป็นรายได้ของแผ่นดินทันที เพราะตามมาตรา 22 กำหนดให้บรรดาธนบัตรที่ถอนคืนและไม่มีคนนำมาแลกคืน ให้ถือเป็นธนบัตรที่ถอนคืนแล้วจากธนบัตรออกใช้ และจะโอนทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่งที่มีค่าเท่ากัน ซึ่งถือไว้เป็นทุนสำรองเงินตราให้เป็นรายได้ของแผ่นดินก็ได้
แปลความว่า ตามปกติเพื่อรักษาเสถียรภาพของเงินตรา ประเทศต้องมีกองทุนหนึ่งเรียกว่า “กองทุนสำรองเงินตรา” การจะออกใช้ธนบัตรใดๆ ต้องคำนึงถึงทรัพย์สินในกองทุนสำรองเงินตราด้วย ว่าง่ายๆ ก็คือหากจะออกใช้ธนบัตรมากก็ต้องมีเงินทุนสำรองมากนั่นเอง
ดังนั้น ถ้ามีการถอนคืนธนบัตรและไม่มีคนนำมาแลกคืน “ส่วนที่ไม่มีคนนำมาแลกคืนนั้นก็สามารถถือเป็นรายได้ของแผ่นดินได้เลย” โดยการโอนทรัพย์สินจากกองทุนสำรองเงินตราในมูลค่าเท่ากันไปเป็นรายได้ของแผ่นดิน แบบนี้สะดวกดีครับ ไม่ต้องเสียเวลาเสียทรัพยากรบุคคลไปตามฟ้องยึดทรัพย์จากคนโกงให้ตกเป็นของแผ่นดินแต่อย่างใด
วิธีการง่ายๆ แบบนี้เป็นการดัดหลังคนโกงที่ทุจริตคอร์รัปชั่นที่ทำง่ายและเห็นผลเร็ว แต่ที่ผ่านมาไม่มีรัฐบาลไหนกล้านำมาใช้เลยสักรัฐบาลเดียว
ผมเชื่อว่าถ้าทำอย่างนี้จริงประกอบกับกลไกอื่นของรัฐที่มีอยู่แล้ว เช่น การเปิดเผยและยื่นบัญชีทรัพย์สิน หรือการดำเนินคดีที่เด็ดขาด ก็จะช่วยส่งเสริมกันให้ประเทศไทยปลอดการทุจริตคอร์รัปชั่นได้อย่างถาวร จึงขอฝากไปถึงรัฐบาล คสช.ด้วย







