
ชีวิตคนเกิดมา “พร้อม”
....หนูดี-วนิษา เรซ
เคยอยากรู้ไหมคะว่า ชีวิตคนที่เกิดมาเก่ง เกิดมาร่ำรวย เกิดมาดูได้เปรียบกว่าคนอื่นๆ นั้น จริงๆ แล้วเขามีชีวิตที่ดี เพียบพร้อม และมีความสุขเท่าๆ กับคนอื่นๆ หรือไม่ หรือหากเขาเกิดมาพร้อมแล้ว โอกาสที่เขาจะประสบความสำเร็จมากกว่าคนอื่นเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ปัจจัยอะไรบ้างจะทำให้เขาคงชีวิตที่ดีอย่างนั้นไปได้ตลอดอายุขัยไม่ใช่แค่คนทั่วไปเท่านั้นหรอกค่ะที่อยากรู้ นักวิจัยก็อยากรู้มากเหมือนกัน และในปี 2473 มูลนิธิวิลเลียม ที แกรนท์ ก็ได้ให้ทุนนักวิจัยในการติดตามดูชีวิตของคนที่เกิดมาเพียบพร้อมและมีมันสมองระดับแนวหน้า เพื่อจะเรียนรู้ว่าอะไรคือปัจจัยแห่งความสำเร็จ สุขภาพ และความสุขในชีวิตของพวกเขา
นักวิจัยตัดสินใจเลือกผู้ถูกวิจัยมาจากห้องเรียนมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด 5 ห้อง ผู้ถูกเลือกจะต้องมีสุขภาพร่างกายยอดเยี่ยมและมีอัจฉริยภาพในเชิงวิชาการและเชิงมนุษยสัมพันธ์ คือ ต้องฉลาดและบุคลิกดีด้วย จากการตรวจสอบและทดสอบอย่างละเอียด นักวิจัยได้เลือกนักศึกษาจำนวน 200 คน ซึ่งเป็นปริมาณเพียง 5% ของนักเรียนทั้งหมดเพื่อทำการศึกษาวิจัย ปัจจุบันนี้นักศึกษากลุ่มนี้อายุประมาณเกือบ 100 ปีแล้ว และได้ถูกทำวิจัยอย่างหนักและต่อเนื่องมาถึง 50 ปี
ตอนนี้ ผลงานวิจัยสามารถออกมาสู่สายตามวลชนเป็นที่เรียบร้อย อยากทราบไหมคะว่า ชีวิตพวกเขาเป็นอย่างไรกันบ้าง
และที่สำคัญ อะไรคือ ดัชนี้ชี้วัดความสุขและความสำเร็จในวันนี้ ที่พวกเขาเข้าสู่บั้นปลายชีวิตกันหมดแล้ว
สิ่งที่นักวิจัยพบอันดับแรกก็คือ
“ความร่ำรวยในวัย 20 ไม่ได้ประกันความสุข ความสำเร็จ และสุขภาพที่ดีในวัย 70 ปี” บุคคลเหล่านี้มีอัตราส่วนการพบกับเรื่องไม่ดี เรื่องผิดหวังเฉลี่ยแล้วเท่ากับคนทั่วๆ ไปในสังคม ทั้งเรื่องการหย่าร้าง การล้มละลาย ความผิดหวัง การฆ่าตัวตาย การหัวใจล้มเหลวก่อนวัยอันควร การติดเหล้า และหนึ่งในกลุ่มนี้ถูกลอบสังหารอีกด้วยคำถามต่อมาก็คือ แล้วถ้าเช่นนั้น อะไรกันเล่าที่จะประกัน 3 สิ่งที่มนุษย์ส่วนใหญ่ต้องการ
นักวิจัยค้นพบว่า
“วิธีที่พวกเขารับมือกับความผิดหวัง” เป็นดัชนีชี้วัดที่ดีอันดับต้นๆ ตัวหนึ่ง พวกเขาพบว่าวิธีรับมือนั้นถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักๆ ในผู้ถูกวิจัย คือ1.วิธีรับมือกับความผิดหวังด้วยกระบวนการคิดแบบมีวุฒิภาวะทางอารมณ์
คือ เมื่อคนกลุ่มนี้ผิดหวัง เขาจะปลอบตัวเองด้วยอารมณ์ขัน หรือด้วยความเข้าใจว่า โลกนี้ก็เป็นอย่างนี้เอง ไม่ใชทุกคนจะได้ทุกสิ่งที่ต้องการในทุกเวลาที่เขาต้องการ การผิดหวังก็เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์ รวมถึงคนกลุ่มนี้จะมีเมตตาสูงมาก มักจะเห็นใจ
“ฝ่ายศัตรู” อยู่เสมอๆ ไม่ค่อยเก็บกด โกรธแค้นใครได้นาน2.วิธีรับมือกับความผิดหวังด้วยกระบวนการคิดแบบไม่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์
เมื่อคนกลุ่มที่ 2 นี้ผิดหวัง เขาจะเลือกคิดเข้าข้างตัวเองแบบไม่ดูความเป็นจริง โทษอีกฝ่าย โวยวาย ตีโพยตีพาย หรือใช้วิธีการไม่ยอมรับความเป็นจริงในทุกกรณี ยอมรับไม่ได้ว่าตัวเองจะพบกับเรื่องผิดหวัง
จริงๆ แล้วไม่ว่าใคร เก่งกาจแค่ไหน ก็ไม่ได้จะหนีไปจากเรื่องผิดหวังได้ทั้งชีวิต ยิ่งคนเก่งมาก ประสบความสำเร็จมาก ก็ยิ่งมีโอกาสพบพานเรื่องเหล่านี้มากกว่าคนทั่วๆไป เพราะเขามักหวังไว้สูง บินสูง แรงเสียดทานก็เยอะกว่าเป็นธรรมดา ดังนั้น ในชีวิตๆหนึ่ง หากต้องคอยแบ่งเวลามาตีโพยตีพายทุกครั้งที่ชีวิตไม่เป็นไปดั่งใจ ก็คงกินเวลามากมายน่าดู ตัวเวลาตรงนี้ดูเหมือนนิดๆหากดูแยกเป็นเหตุการณ์ แต่ถ้าดูกันทั้งชีวิตจริงๆ คำนวณไปเรื่อยๆ ก็เป็นเวลาไม่น้อยเลยทีเดียวค่ะ น่าคิดนะคะ
อีกสิ่งหนึ่งที่นักวิจัยพบว่ามีผลอย่างมากไม่แตกต่างกับตัวแรกก็คือ
“ศักยภาพในการมองโลกแง่บวก” ของคนเหล่านี้ เพราะเมื่อติดตามดูผลแล้ว ก็พบว่าการมองโลกแง่บวกมีผลกับความสำเร็จในชีวิตและสุขภาพมากมายทีเดียว ผู้ชายในงานวิจัยนี้เกือบทั้งหมดต้องถูกส่งไปรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อพวกเขากลับมา สิ่งแรกที่นักวิจัยขอให้เขาทำ คือ “เขียนรายงานเหตุการณ์และความรู้สึกระหว่างสงคราม” มาส่งเป็นจำนวนหลายหน้ากระดาษ และเมื่อได้มาแล้ว นักวิจัยก็นำมาวิเคราะห์ว่า ใครบ้างอยู่ในกลุ่มมองโลกแง่ดี หรือกลุ่มมองโลกแง่ร้ายคนกลุ่มมองโลกแง่ร้าย จะมีความคิดเห็นกับสิ่งที่เกิดขึ้นในแบบโทษคนอื่นและดูถูกคน เช่น
“เรือของเราถูกยิงจม เพราะกัปตันเรือของเราโง่” หรือ “ฉันเข้ากับใครไม่ได้เลย เพราะทุกคนอิจฉาที่ฉันเรียนจบจากฮาร์วาร์ด”สิ่งที่นักวิจัยพบก็คือ ระหว่างอายุ 2045 ปีนั้น การคิดบวกหรือคิดลบไม่มีผลใดๆ ต่อสุขภาพเลย คนทั้งสองกลุ่มมีสุขภาพดีใกล้ๆ กัน แต่เมื่ออายุพวกเขาพ้น 45 ปีไปแล้ว จะเห็นได้ชัดเลยว่า คนกลุ่มมองโลกในแง่ร้ายเริ่มเป็นโรคร้ายแรงต่างๆ ด้วยอัตราที่เร็วกว่ามาก และเมื่อเอาตัวแปรอื่นๆ ใส่เข้าไปด้วย เช่น วิธีรับมือกับความผิดหวัง ลักษณะสุขภาพดั้งเดิม สุขภาพจิตของเขา ก็ยังคงพบว่าการมองโลกในแง่ดีเป็นตัวแปรที่มีค่าสูงมากเมื่อเทียบกับตัวอื่นๆ
เวลาเราอ่านเรื่องพวกนี้ น่าสนใจมากนะคะ เพราะมันทำให้เรามีความหวังว่า แม้เราเริ่มต้นชีวิตแบบไม่พร้อม หรือมีอะไรไม่เท่ากับคนอื่นๆ ที่ดูพร้อมกว่ามากมาย แต่ปัจจัยที่มีผลกับความสุข ความสำเร็จ และสุขภาพ กลับเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ยากเกินไปและอยู่ในความควบคุมของเราโดยสิ้นเชิง
ตอนนี้หนูดีขอเปิดบ้าน Facebook ให้ทุกท่านเข้ามาพบ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตั้งคำถาม พูดคุยกันเป็นประจำได้ที่ facebook.com/ mindbrain หรือที่ twitter.com/nudi_vanessa นะคะ แล้วพบกันค่ะ







