
‘ซัมติง ซิมเพิล’ ธุรกิจกระเป๋าสองสาวพี่น้อง
การกอดคอกันของสองสาวพี่น้องสุดน่ารักอย่างใบตอง และใบตาล (ลลิตา และ อภิญญา ลือชาพัฒนาพร)
โดย...ณัฐดนัย คุณกมุท-กองทรัพย์ ภาพ : นนทณากรณ์ เทพสา
การกอดคอกันของสองสาวพี่น้องสุดน่ารักอย่างใบตอง และใบตาล (ลลิตา และ อภิญญา ลือชาพัฒนาพร) ที่ตกลงใจจะสร้างแบรนด์กระเป๋าผ้าแสนเก๋ชื่อ ซัมติง ซิมเพิล (Something Simple) ขึ้นเมื่อเกือบ 3 ปีที่แล้ว ตอนนี้แบรนด์ของพวกเธอกำลังถูกพูดถึงและเป็นที่นิยมมากแบรนด์หนึ่งในโลกออนไลน์ ดูได้จากยอดผู้ติดตามในอินสตาแกรมที่ทะลุหลักหมื่น และไม่เพียงเฉพาะในประเทศไทย แต่ ซัมติง ซิมเพิล ยังถูกอกถูกใจชาวต่างชาติ ล่าสุดกับการเป็นตัวแทนสินค้าไทยไปเฉิดฉายในฮ่องกง แฟชั่น วีก อีกด้วย
ความนิยมทั้งหมดมีจุดเริ่มต้นจากใบตองคนพี่ ที่อยากทำกระเป๋าในแบบของตัวเองขึ้นมา เริ่มจากการเย็บมือเป็นกระเป๋าผ้าธรรมดา ยังไม่มีลวดลายหรือฟังก์ชั่นการใช้งานที่ซับซ้อนมากนัก แต่เธอพบว่ามีคนที่ชอบแบบเดียวกับเธอจำนวนหนึ่ง เริ่มจากกลุ่มเพื่อนและคนใกล้ตัว ประจวบเหมาะกับตลาดในโซเชียลมีเดียกำลังบูม จึงใช้เป็นช่องทางการขาย เพราะไม่ต้องลงทุน จึงเริ่มจากนำภาพกระเป๋าไปโพสต์ในอินสตาแกรม เฟซบุ๊ก เมื่อกระแสนิยมเริ่มมากขึ้นจึงสร้างเว็บไซต์ หลังจากใบตาลเรียนจบจึงเข้ามาช่วยอีกแรงหนึ่ง
แม้ทั้งคู่จะไม่ได้จบการตลาดหรือออกแบบโดยตรง แต่ก็ได้รับการปลูกฝังด้านการค้าขายจากครอบครัวมาตั้งแต่เด็ก “เราจะแบ่งหน้าที่กันค่ะ ของใบตองหลักๆ จะคุมด้านการเงิน งานออกแบบและงานผลิตเป็นหลัก ด้วยความที่มีทักษะด้านการออกแบบอยู่บ้าง ตาลจะดูแลด้านโซเชียลมีเดีย ติดต่อลูกค้าทั้งในประเทศกับต่างประเทศ ดูการตลาด ใช้หลักทางด้านนิเทศศาสตร์ที่เราจบมา” ใบตาล สาวคนน้อง อธิบายตาหยี
ขณะที่ใบตองบอกว่าจุดยืนของแบรนด์ซัมติง ซิมเพิล คือการออกแบบเอง มีความเป็นธรรมชาติ และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ราคาเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเป็นนักศึกษาและคนเริ่มทำงาน
“สิ่งที่เรายึดเป็นมาตรฐานและเป็นจุดยืนของเราก็คือ ไม่ว่าเราจะมีการพัฒนาขึ้นไปถึงระดับไหน กระเป๋าทุกใบก็จะต้องผ่านการตรวจสอบจากเราทั้งสองคน เราออกแบบและเลือกวัสดุเองทั้งหมด ควบคุมการผลิตตั้งแต่แรกจนถึงมือลูกค้า
จุดเด่นอยู่ที่เนื้อผ้าที่ใช้เป็นผ้าคอตตอนแคนวาสอย่างดี ใช้ผ้าที่สีไม่ตก ส่วนหนังเราจะเลือกที่ย้อมด้วยสีธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมี เรียกว่าการย้อมฟอกฝาด ที่สำคัญเรามีลูกเล่นให้กับกระเป๋ามากมาย โดยเพิ่มตัวเลือกในการใช้งานให้หลากหลาย สามารถปรับใช้ได้ในหลายรูปแบบ หลายสถานการณ์ โดยรูปแบบทั้งหมดนี้เป็นการปรับเปลี่ยนมาจากการคุยและรีวิวจากลูกค้าเป็นสำคัญ ลูกค้าส่วนใหญ่มีความจำเป็นไปในทิศทางไหน และเพิ่มให้ตรงกับความต้องการ ไม่ใช่ตามเทรนด์ แต่ปรับให้เข้ากับความเป็นเราทั้งลายและสี”
เมื่อถามถึงการเปิดตัวในฐานะแม่ค้าครั้งแรกของทั้งสอง ซึ่งถือเป็นเวทีแจ้งเกิดของ ซัมติง ซิมเพิล คืองานศิลป์ พีระศรี ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่สาวใบตองเรียนอยู่ ทั้งคู่นำเสื้อและกระเป๋าไปขายทั้งหมด 20 กว่าใบ ปรากฏว่าขายหมดเกลี้ยง ทำให้ทั้งคู่ภูมิใจกับเงินก้อนแรกที่หามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรง เงินก้อนนั้นจึงเป็นทุนที่นำมาต่อยอดธุรกิจจนถึงทุกวันนี้
“เราไม่ได้ขายดีตลอดเวลา ออกงานครั้งที่สองเราก็ขายได้แค่ใบเดียว ที่เป็นแบบนี้เพราะแรกๆ เราไม่ได้ศึกษาตลาดว่าช่วงไหนจะขายดี ช่วงเดือนไหนจะขายไม่ได้ พอครั้งแรกขายได้ก็เลยคิดว่าจะขายได้ตลอด แต่หลังจากนั้นเราก็เริ่มศึกษาจริงจัง คิดว่าไปงานไหนที่เราจะขายได้ คนเดินเป็นใคร ทำเลเป็นยังไง ลูกค้ามีกำลังซื้อหรือเปล่า แบรนด์เราก็ค่อยๆ โต เรียกว่าโตไปพร้อมๆ กับเราสองคน” ใบตอง อธิบาย
แต่ผลของโซเชียลมีเดียบวกกับการออกบูธ ทำให้ ซัมติง ซิมเพิล ได้รับการต้อนรับที่ดีจากลูกค้า จนได้รับการติดต่อจากร้านค้าชั้นนำของเมืองไทยอย่าง Loft ให้นำสินค้าไปวางขาย ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของแบรนด์ ทำให้ทั้งคู่ตัดสินใจก้าวออกจากโลกโซเชียล พัฒนาและผลักดันแบรนด์ให้ออกสู่ตลาดมากขึ้น
“มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะวางของเข้าห้างสรรพสินค้า ครั้งแรกมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นบ้างในด้านเอกสารหรือการปรับตัวเอง ทำให้ทั้งคู่ต้องเรียนรู้อย่างมาก เราสองคนไปเรียนเพิ่มเติมทั้งการออกแบบ ฝึกจัดระบบระเบียบการผลิต เราเรียนรู้เรื่องการผลิตกระเป๋าออกมาเป็นคอลเลกชั่นแทนการออกสินค้าเป็นรุ่น ซึ่งช่วยลดปัญหาเรื่องสินค้าสต๊อกบวม เราได้แนวคิดนี้จากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ทำให้มีระบบการผลิตที่ดีขึ้น ต้นทุนลดลง สินค้าไม่ค้างสต๊อก” ใบตาล เล่าถึงอุปสรรคของเด็กสายศิลป์สองคนที่ต้องเรียนรู้ระบบธุรกิจ
กลุ่มลูกค้าของ ซัมติง ซิมเพิล จะเริ่มตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา วัยเริ่มทำงาน วัยครอบครัว รวมถึงมีชาวต่างชาติ ซึ่งส่วนมากจะติดต่อผ่านโซเชียลมีเดีย กลุ่มหลักเป็นชาวฮ่องกงและสิงคโปร์ ส่วนเวียดนาม อินโดนีเซีย ก็เริ่มมีเข้ามาเรื่อยๆ “ในอนาคตเราสองคนวางแผนไว้ว่าอยากแตกไลน์การผลิตสินค้าอื่นๆ ที่เราชอบ เช่น เสื้อผ้า รองเท้า ที่มีจุดยืนเหมือนกระเป๋า คือไม่ตามแฟชั่นจนเกินไป มีความเป็นธรรมชาติ ใช้ได้ทุกวัน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ส่วนกระเป๋าเราอยากมีหน้าร้านเป็นของตัวเอง เพื่อเป็นช่องทางติดต่อกับลูกค้าที่อยากเห็นสินค้าจริง โดยเฉพาะชาวต่างชาติ บางทีในโซเชียลเห็นแค่รูปภาพ ไม่ใช่ของจริง การตัดสินใจซื้ออาจจะยากกว่าการเห็นของจริง” ใบตาล พูดถึงเป้าหมายในอนาคต
สองพี่น้องฝากทิ้งท้ายถึงคนรุ่นใหม่ที่กำลังจะเริ่มธุรกิจในลักษณะนี้ว่า “จริงๆ แล้วการทำธุรกิจแบบนี้สามารถสร้างวินัยได้อย่างดี เพราะไม่มีใครมาปลุกไปทำงาน ต้องกระตุ้นและพัฒนาตัวเองตลอดเวลา รู้จักเรียนรู้กับปัญหาและประสบการณ์ที่ได้รับ ถ้าคุณจะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง คุณต้องหนักแน่นและชัดเจนกับสไตล์ของตัวเอง ถ้ามันไม่ออกมาจากตัวเราเอง เราจะหลุดออกจากมันได้ง่าย แต่ถ้าเป็นตัวเองจะอยู่กับมันได้นาน เราจะค่อยๆ โตไปกับงานของเรา”
จากกระเป๋าเย็บมือแค่ 20 ใบ เกือบ 3 ปีผ่านไป กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 600 ใบ/เดือน ซึ่งการันตีความสำเร็จได้ระดับหนึ่ง แต่ถึงอย่างไรทั้งคู่ก็ไม่หยุดพัฒนาตัวเอง ส่วนใครที่รอคอยสำหรับคอลเลกชั่นใหม่ของ ซัมติง ซิมเพิล อีกไม่นานเกินรอ รับรองว่าต้องถูกใจนักเดินทางด้วยสีและรูปแบบการใช้งานที่หลากหลาย สามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ www.somethingsimpleshop.net รวมถึงอินสตาแกรมและเฟซบุ๊ก somethingsimple.shop







