posttoday
สุกัญญา ก้าวสัมพันธ์ ออกแบบชีวิตด้วยสองมือ

สุกัญญา ก้าวสัมพันธ์ ออกแบบชีวิตด้วยสองมือ

28 ตุลาคม 2558

ช่วงวัยรุ่น สำหรับอิง-สุกัญญา ก้าวสัมพันธ์ คือช่วงวัยว้าวุ่นที่เธอยังหาตัวเองไม่เจอ

โดย...พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน

ช่วงวัยรุ่น สำหรับอิง-สุกัญญา ก้าวสัมพันธ์ คือช่วงวัยว้าวุ่นที่เธอยังหาตัวเองไม่เจอ ยังนึกภาพอนาคตข้างหน้าของตัวเองไม่ออก เธอจึงเลือกเรียนคณะเภสัช ด้วยความที่ทางบ้านเปิดร้านขายยาอยู่ที่เชียงใหม่ หลังจากเรียนจบเธอตัดสินใจมากรุงเทพฯ เพื่อมาหาความก้าวหน้า ใครจะรู้ว่าการเดินทางมากรุงเทพฯ จะเปิดโลกอีกใบให้กับผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง จนวันนี้เธอกลายเป็นเจ้าของแบรนด์รองเท้าเทย์เลอร์เมด และร้านสปาของตัวเอง

อิงเล่าว่า เธอเริ่มต้นงานแรกด้วยการเป็นเภสัชกรประจำร้านบู๊ทส์ แต่ทำได้เพียง 6 เดือน เธอตัดสินใจย้ายไปทำงานเป็นโปรดักต์ สเปเชียลลิสต์ หรือพูดง่ายๆ คือเป็นเซลส์ขายยาที่บริษัทยาแห่งหนึ่งถึง 6 ปี ก็มาถึงจุดอิ่มตัว ที่เธออยากจะมองหาอะไรใหม่ๆ ให้ชีวิต

สุกัญญา ก้าวสัมพันธ์ ออกแบบชีวิตด้วยสองมือ

“ตอนแรกอิงตั้งใจทำงานนี้ 5 ปี แต่สุดท้ายก็ทำเกินจากที่ตั้งใจไว้ จุดที่ทำให้อิงรู้สึกอิ่มตัวกับงานนี้ทั้งที่มีรายได้เลี้ยงตัวเองได้เลย เพราะอิงเริ่มอยากทำอะไรที่เป็นของตัวเอง ได้ทำงานที่อิสระกว่างานที่ทำอยู่ บวกกับมีอยู่วันหนึ่ง อิงขับรถอยู่แล้วเกิดหลับใน ถึงจะโชคดีไม่ได้เกิดเหตุร้าย แต่วูบนั้นก็ทำให้อิงคิดได้ว่าชีวิตคนเรามันมีค่าเหลือเกิน ทำไมเราต้องเอาชีวิตตัวเองมาเสี่ยงขนาดนี้ ที่บอกว่าเสี่ยงเพราะงานของอิงเป็นเซลส์ขายยาตามต่างจังหวัด เราต้องขับรถไปนู่นไปนี่ตลอดเวลา”

เหตุการณ์นั้นเหมือนเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของอิง ที่ทำให้เธอค้นพบตัวเองว่าแท้จริงแล้วอนาคตที่เธอหวังคือ การมีธุรกิจของตัวเอง คำถามคือจะทำอะไรดี?

สุกัญญา ก้าวสัมพันธ์ ออกแบบชีวิตด้วยสองมือ

 

“ช่วงที่อิงยังทำงานเป็นเซลส์ ด้วยความที่อิงชอบใส่รองเท้าส้นสูงมาก แต่หาแบบที่สบายเท้าไม่ได้ เลยตัดสินใจไปเรียนตัดรองเท้า เข้ากูเกิลหาที่เรียน แล้วก็ไปเรียนตั้งแต่ทำอะไรไม่เป็น โชคดีที่พอมีพื้นฐานขีดๆ เขียนๆ บวกกับความตั้งใจ เลยเรียนจบสามารถตัดรองเท้าใส่เองด้วย ช่วงแรกๆ อิงก็ตัดใส่เอง ตัดให้เพื่อนบ้าง ปรากฏว่าหลายคนที่ได้ใส่รองเท้าที่อิงตัดก็ถูกใจ เชียร์ให้อิงทำขาย อิงเลยตั้งแบรนด์ฮักชูส์ (Hug Shoes) ทางหน้าเฟซบุ๊ก รับออร์เดอร์ทำเป็นงานอดิเรก”

หลังจากทำได้ประมาณ 4-5 เดือน กระแสตอบรับของแบรนด์ค่อนข้างดีเธอจึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาทำแบรนด์รองเท้าเทย์เลอร์เมดของตัวเองเต็มตัว หลังจากเปิดตัวมา 2 ปี กระแสความนิยมของแบรนด์ดีขึ้นเรื่อยๆ มีลูกค้าบอกปากต่อปาก ส่วนใหญ่ลูกค้าเป็นคุณหมอที่ต้องใส่ส้นสูง ยืนวันละหลายชั่วโมง ทุกวันนี้เธอรับออร์เดอร์ในการทำรองเท้าเทย์เลอร์เมดได้เดือนละ 20 คู่ ส่วนที่เหลือเป็นรองเท้าที่เธอออกแบบ และสั่งทำแบบสำเร็จรูปตอบโจทย์ผู้ที่อยากได้รองเท้าใส่สบายและไม่ได้มีปัญหาเกี่ยวกับสรีระของเท้า เช่น เท้าทั้งสองข้างไม่เท่ากันจนต้องใช้รองเท้าที่สั่งตัดพิเศษ

สุกัญญา ก้าวสัมพันธ์ ออกแบบชีวิตด้วยสองมือ

 

ในอนาคตใกล้ๆ นี้ อิงบอกว่าอาจจะเปิดหน้าร้านของแบรนด์ฮักชูส์ที่เชียงใหม่ และถ้ามีกำลังผลิตเพียงพอ ก็หวังจะพาแบรนด์เข้าไปวางขายตามห้างสรรพสินค้า นอกจากธุรกิจแรกที่ปลุกปั้น เร็วๆ นี้อิงยังจะเปิดอีกธุรกิจ นั่นคือสปาดูแลผิวหน้าแบบรายบุคคล

“อิงเป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบอาศัยเทคโนโลยีหรือการฉีดอะไรบนใบหน้า ชอบอะไรที่สวยแบบธรรมชาติ จนได้มีโอกาสไปเรียนศาสตร์ยกกระชับหน้าจากสถาบันแห่งหนึ่ง แล้วก็กลับมาลองนวดให้คุณแม่ ให้เพื่อน ทุกคนก็ชอบ เพราะเหมือนเป็นการช่วยให้ผิวหน้าออกกำลังกาย พอเรียนจบอิงเลยเริ่มทำธุรกิจดูแลผิวหน้าให้เป็นรายบุคคล ซึ่งลูกค้าก็ชอบ แต่บางกลุ่มยังมีปัญหาเรื่องสถานที่ไม่อำนวย เพราะเราไม่มีหน้าร้าน ลูกค้าก็ไม่สะดวกให้ไปที่บ้าน อิงเลยตัดสินใจเปิดหน้าร้านมาตอบโจทย์ แต่ก็ไม่สามารถรับลูกค้าได้มาก เพราะอิงเป็นเทอราปิสต์คนเดียว”

นอกจากจะเปิดเป็นสปาให้บริการดูแลผิวหน้าแล้ว อิงยังอยากเอาศาสตร์ความรู้ที่มีมาถ่ายทอด โดยเธอเริ่มเปิดคอร์สสอนสำหรับผู้ที่สนใจให้เอาไปนวดกระชับผิวหน้าตัวเองหรือเป็นรายได้เสริมด้วย

สุกัญญา ก้าวสัมพันธ์ ออกแบบชีวิตด้วยสองมือ

ในวัย 32 ปี อิงบอกว่า เธอคาดหวังว่าอีก 5 ปี ธุรกิจของเธอจะแข็งแกร่งพอจะเลี้ยงตัวเองได้ หลังจากนั้นก็ถึงเวลาที่เธอจะไปใช้ชีวิตที่ฝัน

“ทุกวันนี้ อิงทุ่มเทให้กับงาน คนที่เป็นเจ้าของธุรกิจจะรู้เลยว่าการทำธุรกิจของตัวเองเหนื่อยกว่าเป็นลูกจ้าง เพราะไม่มีใครมาบอกเราว่าต้องเข้างานเลิกงานกี่โมง ต้องคิดเองทั้งหมด ถ้าไม่ทำก็เท่ากับศูนย์ จริงๆ แล้ว อิงเป็นคนขี้เกียจนะ แต่เราอาจจะขี้เกียจแบบรู้เวลา เมื่อไหร่ควรขยัน เมื่อไหร่ควรขี้เกียจ อย่างช่วงนี้เราอาจต้องขยันเพื่อสร้างรากฐานให้ชีวิต จะได้ขยายเวลาขี้เกียจในอนาคตของเราให้นานขึ้น”

อิงบอกว่า มาถึงวันนี้มีหลายคนถามว่าไม่เสียดายวิชาชีพเภสัชที่เรียนมาเหรอ เจอคำถามนี้ทำให้อิงนึกถึงคำพูดของคนรู้จักคนหนึ่งที่บอกว่า ถ้าเรามัวเสียดายเวลา 4-5 ปีที่เรียนมาแล้วทนทำในสิ่งที่เราไม่ชอบ แล้วเราไม่เสียดายเวลาในชีวิตอีก 40-50 ปีที่เราต้องอยู่กับมันหรือ

“ทุกวันนี้อิงจะถามตัวเองตลอดว่า อยากมีชีวิตแบบไหนในอนาคต แล้วพยายามออกแบบเส้นทางเดินชีวิตของตัวเองให้ไปสู่จุดนั้น” อิง กล่าวทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่