
ไม่มีสังกัด...โชว์ได้ไร้กรอบ
เรื่อง เสน่ห์จันทร์ / วิชช์ญะ / ภาพ รูปเจมณฑล ถ่ายโดย ณัฏฐ์ฐิติ อำไพวรรณ ที่เหลือไม่มีเครดิต
ช่างหอมหวานเสียจริ๊งจริง วงการมายา (ไทย) นั่นน้า ใครๆ ก็อยากจะเข้ามาสัมผัสคนสวยคนหล่อเดินสวนกันให้ควั่ก แต่ใช่ว่าจะมีงานเข้าทุกคนซะเมื่อไหร่ ไม่เด่นไม่ดัง ไม่ใช่ตัวขาย ยากกกก!!! จ้างให้ก็ไม่มีใครเรียกใช้
ยิ่งคนที่ไร้ค่ายไร้สังกัด ซ้ำร้ายไร้ผู้จัดการคอยดูแล อันนี้ต้องขยันหมั่นหางานให้ตัวเอง (นะจ๊ะ) ถ้าคนไหนเจ๋งนั่นแหละถึงเข้าตา ไม่ว่าจะอยู่แห่งหนไหนก็มีคนพร้อมเซอร์วิสตลอดเวย์ เพราะของเขาน่ะคุณภาพเน็ตๆ
มีให้เห็นก็มากมาย ที่ดวงเฮงเอาๆ แฟนคลับยังไม่เลิกกรี๊ด งานเข้าไม่ขาด เรตติ้งไม่เคยหล่น ผลงานก็ดังกระจุยเป็นดาวกระจาย เรียกว่า
“ไม่แคร์แม้ไร้สังกัด” สักนิดส์ชาคริต แย้มนาม พระเอกแถวหน้าและเป็นต้นแบบที่ใครๆ มักเอ่ยอ้างยามนึกถึงดาราไร้สังกัด แต่กลับมีงานต่อเนื่อง เพราะเขาสามารถเล่นได้ทุกช่อง ทุกค่าย แถมบทยังโดดเด้งเป็นพระเอก ไม่มีร่วงเป็นตัวรองอีกต่างหาก และไม่ว่าจะโยกไปเล่นช่องไหน ก็มีกลุ่มตามไปดูเพิ่มเรตติ้งให้ตลอด แบบนี้ผู้จัดจะไม่เรียกใช้ได้อย่างไร (ไหว) ซิตคอม
“เป็นต่อ” ทางช่อง 3 ก็ยังฮิต ละคร “ไฟอมตะ” ทางโมเดิร์นไนน์ ก็น่าชม ล่าสุด “คู่แค้นแสนรัก” ละครวิกหมอชิต ถูกใจคนเลิฟชาคริต เลือกดูได้สบายใจเฉิบเชียวละค้า...คุณขาที่ชอบทำตัว เอ๊ย! ชอบเป็นนักแสดงอิสระ ต้องยกให้ออยธนา สุทธิกมล แม้ผลงานจะเข้าตา เคยถูกเรียกเซ็นสัญญากับค่ายใหญ่ๆ แต่เจ้าตัวก็ไม่อาว...ไม่เอาท่าเดียว เพราะเคยรู้รสการมีค่ายมานานถึง 9 ปี ตั้งแต่ยังสดซิงอยู่อาร์เอสนู่นแน่ะ พอเป็นอิสระก็เลยถูกจริต ตีปีกพึ่บๆ เพราะดีกว่ากันตั้งแยะ แสดงละครช่องไหนก็ได้ ไปช่อง 3 ข้ามช่อง 7 เด็ดสุดคือ มีโอกาสได้เล่นบทบาทที่หลากหลาย ข่าวแว่วว่าค่ายเอ็กแซ็กท์ก็ทำทีสนใจอยากได้ตัวไปร่วมงานซะด้วย
ส่วนสาวสวยคมเข้ม มะหมี่นภคปภา นาคประสิทธิ์ ก็ไร้สังกัด แต่ได้ดีที่โกอินเตอร์ร่วมงานกับต่างชาติมาหลายเรื่องละ เช่น หนังอังกฤษ Butterfly Man (ปี 2002) แถมเธอยังคว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมมาครอง จากเทศกาลหนังอิสระ Slamdunk Film Festival 2003 ประเทศสหรัฐอเมริกา The Coffin หรือ โลงต่อตาย หนังร่วมทุนเกาหลีใต้ ไทย สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา มะหมี่ก็โชว์ฝีมือในบทผี ปะทะกับซูเปอร์สตาร์เอเชีย
“คารเน ม็อค” และตอนนี้ผลงานที่กำลังเข้าฉายในบ้านเราคือหนังร่วมทุน ไทยอเมริกัน Bitter Sweet “ข้ามฟ้าหาสูตรรัก” ที่เธอรับบทเด่นไปเต็มๆ คู่หนุ่มมะกันตาซึ้ง “คิป พาร์ดู” (Remember the Titans)“
ไม่มีสังกัดก็ได้อย่างเสียอย่าง สมัยนี้ดาราเยอะ เวลาเขาจะเลือกใช้ก็เลือกเด็กในสังกัดก่อน ผู้ใหญ่จะป้อนงานให้ ตลอดปีหนึ่งมีสองสามเรื่อง ประชาชนก็ได้เห็นหน้าตลอดเวลา แต่ของมะหมี่อาจจะปีหนึ่งมีเรื่องหนึ่งแล้วหายไป แต่เราไม่ซีเรียสมะหมี่คิดว่าคนเราถ้ามีความสามารถเขาก็ต้องการเราทำงาน ซึ่งตรงนี้สำคัญกว่าการมีค่ายไม่มีค่าย ช่วงที่ไม่มีงานเราสามารถไปทำอย่างอื่นได้ ไปหาความรู้ให้ตัวเองเตรียมพร้อมสำหรับโอกาสที่จะมาถึง อย่างไปเรียนยิงปืน ขี่ม้า ไปกำกับหนังสั้น ไปทำงานเบื้องหลังกองหนังต่างประเทศ เช่น กองแรมโบ้ และการได้ร่วมงานกับต่างประเทศก็เป็นโอกาสที่ดีของเรา”เหตุผลที่เธอไม่ยอมเซ็นสัญญากับที่ใด แม้แต่ค่ายในต่างประเทศที่ติดต่อขอดูแลคิว ก็เพราะมะหมี่กังวลเรื่องการจัดการดูแลงาน
“
ในเรื่องของผลประโยชน์ก็มีส่วนสำคัญ แต่ไม่ได้หมายความว่าเรางก แต่ต้องดูว่าที่เราให้ไปนั้นคุ้มกับสิ่งที่เขาดูแลเรากลับมาได้มากน้อยแค่ไหน ตรงนี้แหละที่ไม่ลงตัว จะหักค่าตัวเรากี่เปอร์เซ็นต์มะหมี่ไม่มายด์นะคะ ถ้าหางานให้เราเยอะและดูแลเราดี”ฟากดาวร้ายสุดเซ็กซี่ ไอซ์อภิษฎา เครือคงคา ที่ดีกรีความฮอตไม่ซาง่ายๆ ยังยอดนิยม (ทรมาน) ใจหนุ่มด้วยหุ่นสะบึ้ม ก็ย้ำชัดๆ ไม่อ้อมแอ้มว่า ไม่ขอเป็นเด็กมีสังกัด
“
ไอซ์ยืนยันและมั่นใจเลยว่า ยังไงก็ไม่เป็นเด็กช่องไหนแน่นอน ถ้าจะเซ็นให้นางเอกเขาเซ็นไปเถอะค่ะ เราเป็นนางร้ายไม่จำเป็นเลย ที่ผ่านมาไอซ์เคยเซ็นมาแล้ว แต่เราเป็นคนเอาแต่ใจ อยากทำอะไรก็ทำ เลยไม่เหมาะกับการมีสังกัด มันห่วงอะไรเยอะ ตอนนี้ห่วงแต่ภาพลักษณ์ของครอบครัวพอ ไม่ต้องมีผู้ใหญ่หรือใครมาติง”อดีตนางสาวไทย นุ้ยสุจิรา อรุณพิพัฒน์ ก็กำลังมีความสุขกับการไร้สังกัด เพราะได้เรียนรู้การทำงานจากหลายที่ทำให้มีประสบการณ์ที่หลากหลายมาพัฒนาตัวเอง เหตุผลที่ไม่จำกัดขีดความสามารถของตัวเอง ก็เลยจะเคยถูกจีบให้เป็นดาราในสังกัด แต่สุดท้ายเธอก็เซย์โนๆๆๆ ไม่อยากเป็นเด็กค่ายไหนจ้า (เป็นเด็กพี่ปอนด์คนเดียวก็อบอุ่นแล้วละซี้ คริ...คริ)
นี่ก็อีกรายที่มีชื่อติดโผอยู่ในลิสต์คนไร้ค่าย พระเอกหนุ่มหน้าใส เจมณฑล จิรา ที่เพิ่งสบโอกาสได้หวนกลับคืนจอเงิน ด้วยหนังคอมมิดี เรียลเลิฟ
“เรา สองสามคน” (กำกับโดย กิตติกร เลียวศิริกุล)เข้ามาวงการแรกๆ เจก็เป็นเด็กค่ายเหมือนกัน ตอนนั้นเขาสังกัดโพลีแกรม ในฐานะนักร้องวัยรุ่น แต่เพียง 2 ปีสัญญาสิ้นสุด เจจึงตัดสินใจเติบใหญ่แบบไร้ค่ายไร้สังกัด ไม่ขอพึ่งแบ็กอัพ เพื่อหวังสร้างความฮอตให้กับตัวเอง
“
ก็มีคุยกับหลายค่ายครับ เพลงก็คุย ละครก็คุย แต่เงื่อนไขมันไม่โอเค เพราะสำหรับผมนะค่ายตอนนี้มันไม่จำเป็นเลย ผมว่าค่ายมันเป็นวิธีการทำงานแบบเก่าไปแล้วละ” เจ ย้ำน้ำเสียงมุ่งมั่นจากคนเคยมีค่าย แต่จู่ๆ วันหนึ่งก็ไม่มีค่าย(ซะงั้น) ชีวิตเปลี่ยนไปขนาดไหน?
“
แน่นอนครับพอไม่มีค่าย มันสบายใจ มันอิสระมาก (หน้าตาตื่นเต้น) ไม่นะ ไม่กดดันเลย แต่อาจจะยากและเหนื่อยตรงที่การโปรโมตตัวเอง หรือหาแฟนพันธุ์แท้ที่ชอบผลงานเราจริงๆ ผมก็พยายามคิดหาวิธีใหม่อยู่นะ แต่ยังไม่ลงตัว คงไม่ใช่ไปออกอีเวนต์ ไปออกรายการทีวี แล้วเล่นดนตรีโชว์ หรือไปนั่งคุยกับดีเจ เพราะผมว่ามันคือ โอลด์ สกูล ฟอร์แมต ที่ค่ายยังยึดถือกัน และผมเองก็ไม่ชอบด้วย”จะมีค่าย หรือไม่มีค่าย ได้อย่างเสียอย่าง เป็นเรื่องธรรมดา เจยอมรับอย่างนั้น แม้กระทั่งเรื่องข่าวฉาวกับสาวทรงโต
“ตั๊กบงกช คงมาลัย” ที่เขาเจอมาหยกๆ ถ้ากรณีเขาเป็นเด็กค่าย น่าจะได้เห็นการออกมานั่งแถลงข่าวเพื่อแสดงความจริงใจบริสุทธิ์ใจ หรืออะไรที่นำมาซึ่งภาพลักษณ์ที่ดีต่อสายตาแฟนๆ แต่นี่เพราะเจไม่ได้สังกัดค่ายบิ๊กเบิ้ม เป็นแค่นักดนตรีที่แปะยี่ห้อ “สมุทรปราการซาวด์” ที่เขากับเพื่อนซี้ “จอนนี่ อันวา” ปลุกปั้นขึ้น เรื่องก็เลยจบลงด้วยปริศนาอันคลุมเครือหัวใจว่าตกลงใครขี้จุ๊ (กันหว่า?)ไม่พูดถึงงานเข้ากับเม็ดเงินก็คงไม่ได้ คนมีค่ายงานถี่เป็นว่าเล่น รับทรัพย์เป็นอาจิณ แล้วคนไม่มีค่ายละ เป็นยังงั้นป๊ะ
“
ถ้าเป็นเรื่องเงินนี่ ได้เต็มๆ ครับ (หัวเราะเสียงดัง) เพราะไม่ต้องผ่านใคร เงินเข้ามือแบบเห็นๆ แต่การมีค่ายงานอาจจะเยอะกว่า ซึ่งผมก็ขอเลือกงานน้อยแต่เน้นๆ ดีกว่า หรืออย่างการติดต่อกับต่างประเทศ ผมว่ามันง่ายนะ เพราะผ่านเราโดยตรง ไม่ต้องรอขั้นตอนจากค่าย บางทีก็คุยกันรู้เรื่องเลย เพราะได้คุยกับคนที่ทำงานจริงๆ ชอบไม่ชอบอะไรว่ามา”จะมีค่าย หรือไม่มีค่าย ได้อย่างเสียอย่าง เรื่องธรรมดา อยู่ที่ว่าคุณอยากเป็นแบบไหนต่างหาก เช่นที่นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ลั่นวาจาไว้กับ เจ้ยอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล เจ้าของรางวัลปาล์มทองคำ จากหนัง
“ลุงบุญมีระลึกชาติ” เทศกาลหนังนานาชาติเมืองคานส์ ที่เข้าพบนั่นละวงการศิลปะของไทยยังมีเรื่องผลประโยชน์ ความขัดแย้งหลายอย่างที่ยังสูงอยู่ ซึ่งเป็นข้อจำกัด และที่เห็นได้ชัดคือ ค่ายศิลปินหลักๆ ได้กลายเป็นข้อจำกัดให้กับคนที่จะคิดนอกกรอบ คิดพัฒนา แต่ปัจจุบันก็ได้มีคนรุ่นใหม่พยายามทำงานที่เป็นอิสระมากขึ้น







