
เที่ยวตลาดน้ำ สบายใจใกล้กรุง
ตลาดน้ำเดี๋ยวนี้เรียกได้ว่ากลายเป็นตลาดแห่งของกินก็ว่าได้ ซึ่งผมก็ว่าเหมาะกับนิสัยของนักท่องเที่ยวคนไทยนั่นแหละครับ ไปที่ไหนก็ขอช็อปของกินไว้ก่อน เรียกว่าเที่ยวแบบปากมันเลยก็ว่าได้
ตลาดน้ำเดี๋ยวนี้เรียกได้ว่ากลายเป็นตลาดแห่งของกินก็ว่าได้ ซึ่งผมก็ว่าเหมาะกับนิสัยของนักท่องเที่ยวคนไทยนั่นแหละครับ ไปที่ไหนก็ขอช็อปของกินไว้ก่อน เรียกว่าเที่ยวแบบปากมันเลยก็ว่าได้
โดย...นิธิ ท้วมประถม
เฮ้อ...แม้ว่าช่วงนี้เหตุการณ์บ้านเมืองจะเริ่มสงบนิ่งลงไปบ้าง ควันไฟในกรุงเทพฯ เริ่มเบาบางลง สยามสแควร์เริ่มกลับกลายมาเป็นสวรรค์สำหรับขาช็อปทั้งหลายเหมือนเดิม แม้ว่าจะไม่มีห้างเซ็นทรัลเวิลด์ก็ตาม แต่ก็ยังดีกว่าช่วงที่สยามสแควร์ถูกปิดตายก็ตาม
แต่ผมเองก็ยังไม่มีโอกาสที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวตามที่ใจอยากจะไป เพราะงานรัดตัวเสียเหลือเกินครับ ก็ต้องอาศัยเที่ยวใกล้ๆ กรุงเทพฯ ไปพลางๆ ก่อน จะไม่ให้เที่ยวเลยก็ใจจะขาด ขอเที่ยวใกล้ๆ ก็ยังดีครับ
แหล่งท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ ที่ผมจะพาไปในสัปดาห์นี้ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ผมอยากแนะนำให้ท่านผู้อ่านได้ใช้เวลาว่างไปเที่ยวกันบ้างครับ เพราะได้ทั้งความสนุกเพลิดเพลิน แถมยังได้ความอิ่มหนำสำราญพ่วงไปด้วย นั่นคือตลาดน้ำทั้งหลายนั่นเองครับ ก็แหม... ตลาดน้ำเดี๋ยวนี้เรียกได้ว่ากลายเป็นตลาดแห่งของกินก็ว่าได้ ซึ่งผมก็ว่าเหมาะกับนิสัยของนักท่องเที่ยวคนไทยนั่นแหละครับ ไปที่ไหนก็ขอช็อปของกินไว้ก่อน เรียกว่าเที่ยวแบบปากมันเลยก็ว่าได้
ตลาดน้ำแห่งแรกที่ผมจะพาไปนั้นเป็นตลาดน้ำเล็กๆ ครับ ซึ่งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะมองข้ามไป หารู้ไม่ว่ากำลังมองข้ามความอร่อยไปอย่างน่าเสียดาย ตลาดน้ำที่ว่านี้ก็คือ ตลาดน้ำคลองบางน้อย ครับ
ตลาดน้ำคลองบางน้อยนั้นเป็นตลาดริมน้ำขนาดเล็ก อยู่เลยตลาดน้ำอัมพวาที่แสนจะสุดฮิตไปอีกประมาณ 5 กิโลเมตรครับ ไม่ต้องกลัวหลงครับ ขับตามถนนไปเรื่อยๆ มีป้ายบอกตลอดครับ ตลาดนี้เปิดทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่ 9 โมงเช้า-บ่าย 3 โมง ไม่ต้องเร่งรีบออกจากกรุงเทพฯ แต่เช้ามืดก็ไปทันครับ
ออกจากกรุงเทพฯ ประมาณ 7 โมงเช้าก็เหลือเฟือครับ ตลาดนี้เขาเปิดเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ครับ ส่วนวันธรรมดาไม่ต้องมา เพราะมาก็ไม่เจออะไร จะมีก็แต่ตลาดนัดบริเวณลานจอดรถในช่วงเย็น
จะว่าไปแล้ว สาเหตุที่ผมดั้นด้นมาถึงตลาดน้ำบางน้อยนี่ก็เพราะพี่ๆ จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. เป็นคนจุดประกายในเรื่องของกุ้งแม่น้ำครับ ว่าที่ตลาดน้ำบางน้อยนั้นเขามีกุ้งแม่น้ำเผาแสนอร่อย ที่ตกขึ้นมาจากแม่น้ำแม่กลองกันเลย ไม่มีย้อมแมวเอากุ้งเลี้ยงตามกระชังมาปนเปื้อนให้เสียลิ้นแต่อย่างใด
แหม... เมื่อเป็นอย่างนั้น เอาของกินมาล่ออย่างนี้ก็ต้องไปเสียหน่อยครับ เดี๋ยวจะเสียน้ำใจ
เริ่มออกเดินทางกันดีกว่า ไปดูของดีตลาดริมน้ำแม่กลองแห่งนี้ดูเสียหน่อยว่าเป็นยังไง
ใช้เวลาไม่นานหรอกครับ ชั่วโมงกว่าๆ ก็มาถึงแล้วครับ เลยตลาดอัมพวามานิดเดียวเท่านั้นก็ถึงแล้ว ที่จอดรถก็มีพอเหลือเฟือครับ เพราะนักท่องเที่ยวยังไม่ค่อยเดินทางมาเที่ยวที่นี่กันมากนัก ยังคงกระจุกตัวกันที่ตลาดอัมพวา ค่ายบางกุ้ง กันเสียมาก
ตลาดน้ำบางน้อย แม้ว่าจะเป็นชุมชนริมน้ำเก่าแก่ถึงขนาดที่ว่ามีหลักฐานปรากฏในพระราชหัตถเลขาของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในครั้งที่พระองค์ท่านเสด็จประพาสเมืองสมุทรสงครามในปี พ.ศ. 2452 โดยได้ตรัสถึงสภาพคลองบางน้อยในตอนหนึ่งว่า วันที่ 30 สิงหาคม ร.ศ. 182 เวลาบ่าย 2 โมง เรือล่องตามแม่น้ำเลี้ยวเข้าคลองบางน้อยฝั่งตะวันออกคลองนี้ เป็นคลองเก่าลึกและกว้าง สายน้ำเชี่ยวแรง ตามลำคลองเป็นสวนหมาก มะพร้าว ผลไม้หนาแน่น มีเรือพายซื้อขายจนถึงคลองบางน้อย
แสดงให้เห็นว่าชุมชนนี้มีมาแต่เก่าก่อน แต่เพิ่งถูกพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเมื่อไม่นานมานี้เอง ยังถือว่าเป็นน้องใหม่ในบรรดาตลาดน้ำทั้งหลาย ซึ่งหากจะหากลิ่นอายของความเก่านั้นคงหาไม่เจอแน่ครับ แต่หากมองหาร้านค้าเก๋ๆ ก็จะมีร้านกาแฟที่ชื่อ “บางน้อยคอยรัก” ก็ดูเก๋ๆ เก่าๆ หน่อย ก็พอสร้างบรรยากาศได้ครับ
นอกจากนี้ ก็จะมีสินค้าประเภทผลไม้จากในสวนบริเวณนั้น ทั้งมะม่วง กล้วย ส้มโอ มาวางขายแบบไม่ต้องไปหาให้เมื่อยนัก และยังมีผลิตภัณฑ์อาหารโอท็อปอย่าง มะนาวดอง ที่ขึ้นชื่อลือชาว่าอร่อยนักหนาอีกด้วย แต่น่าเสียดายที่ผมเองไม่นิยมทานมะนาวดอง แม้ว่าจะเอาไปปรุงเป็นอาหารอะไรก็ตาม ก็เลยขอยกยอดไปดีกว่าครับ
แต่หากท่านผู้อ่านคนใดเลิฟๆ ทำอาหารประเภท ต้มๆ ตุ๋นๆ ละก็ ลองซื้อหาดูได้ครับ
ตลาดแห่งนี้มีขนาดไม่ใหญ่มากครับ สภาพโดยทั่วไปก็เป็นร้านค้าที่ตั้งอยู่ริมน้ำสะอาดสะอ้านตาดีครับ หากตั้งใจเดินจริงๆ ประมาณ 1 ชั่วโมงก็น่าจะทั่ว แต่ต้องใจแข็งไม่นั่งทานขนมหรืออาหารต่างๆ ที่ขายกันเรียงรายตามร้านริมน้ำ ซึ่งมีให้เลือกทั้งอาหารคาวและขนมหวานที่แสนล่อตาเหลือเกิน
ส่วนผมนั้นใจแข็งครับ ไม่วอกแวก เดินหน้ามุ่งสู่ร้านขายกุ้งแม่น้ำที่อยู่ลึกเข้ามาในคลองบางน้อย ที่ต้องเดินข้ามสะพานมาอีกฟากหนึ่งของตลาด แล้วก็มาเจอครับกับร้านขายกุ้งแม่น้ำที่เจ้าของร้านยืนยันว่าขายเฉพาะกุ้งแม่น้ำเท่านั้น ซึ่งกุ้งที่นำมาขายนั้น สามีสุดที่รักจะออกเรือไปตกทุกคืน ซึ่งบางคืนก็ได้บ้างไม่ได้บ้าง ตามแต่ความเมตตาของธรรมชาติ
เมื่อได้กุ้งมาแล้ว ก็จะเอามาขังไว้ที่บ่อหลังบ้าน เพื่อรอขายให้กับลูกค้า ซึ่งราคาเจ้ากุ้งแม่น้ำนั้นเฉลี่ยอยู่ที่กิโลกรัมละ 400-600 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดของกุ้งครับ
โอ้โห... ผมเจอแล้วครับ กุ้งแม่น้ำ ตัวเบ้อเริ่มเลย ก้ามสีน้ำเงินยาวเชียว เห็นอยู่หลายตัวเหมือนกัน ถามเจ้าของร้านได้ความว่า ตกอยู่หลายวันกว่าจะได้มากขนาดนี้
แหม...มาถึงขนาดนี้แล้ว กุ้งก็มีแล้ว ก็ต้องถามไถ่เสียหน่อย ถ้าซื้อแล้วทำอาหารให้ได้เลยหรือเปล่า เพราะไม่เห็นโต๊ะเก้าอี้ตั้งอยู่ ถามอย่างนี้ก็เข้าทางทางร้านเลยครับ เพราะหันหลังกลับไปยกตั้งแต่เตาย่างกุ้ง ถ่านมาติดเตาพร้อมย่างกุ้งทันที แถมยังบอกเมนูอื่นๆ ให้อีก ไม่ว่าจะเป็นกุ้งทอดกระเทียม กุ้งอบวุ้นเส้น และต้มยำกุ้ง ให้เลือกอีกด้วย
ส่วนที่นั่งนั้นก็นั่งมันริมคลองนั่นแหละครับ ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไร หุหุ เมื่อทุกอย่างพร้อมอย่างนี้ แล้วผมจะรออะไรอีก เมนูกุ้งทุกเมนูถูกสั่งมาทันที ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ราคาแล้วครับ แต่อยู่ที่ว่ามีกุ้งแม่น้ำพอหรือเปล่ามากกว่า
พอกุ้งเผาตัวสีส้มๆ มาตั้งอยู่ตรงหน้าเท่านั้นแหละครับ มือใครเป็นมือใครก็แยกไม่ออกเสียแล้ว คว้ากันหมุบหมับ แกะเปลือกกุ้งออก เอาเนื้อจิ้มลงไปในถ้วยน้ำจิ้มกระเทียม พริก มะนาว ตำแบบหยาบๆ ซึ่งที่ร้านทำให้เสร็จสรรพ แล้วเอาขึ้นมางับทั้งตัว อร่อยอย่าบอกใคร เนื้อกุ้งแม่น้ำนี่แน่นเหนียวนุ่มจริงๆ ไม่เละๆ นิ่มๆ เหมือนกุ้งเลี้ยง
ส่วนหัวกุ้งห้ามทิ้ง แกะให้ดี อย่าให้มันกุ้งไหลเลอะเทอะ แล้วเทลงไปในข้าว ตักน้ำจิ้มราดให้ชุ่ม สวรรค์ของลิ้นจริงๆ อย่าเพิ่งไปห่วงตัวเลขไขมันดี ไขมันเลว อะไรครับตอนนี้ เพราะที่ผมเห็นคือไขมันดีแน่ๆ คือมันอร่อยครับ
เผลอแป๊บเดียว กุ้งแม่น้ำสิบกว่าตัวจากสารพัดเมนู ก็อันตรธานหายไปจากจานแบบไม่น่าเชื่อครับ อูยยยย อยากบอกแต่ว่า อร่อยจริงๆ แต่ต้องบอกไว้ก่อนนะว่า ไม่ใช่ว่ามาทุกครั้งจะมีกุ้งแม่น้ำให้ได้ทานทุกครั้งนะครับ เพราะขึ้นอยู่กับว่าตกได้หรือเปล่า ถ้าจะให้ดีโทร.เช็กก่อนดีกว่าครับ จะได้ไม่ผิดหวัง แล้วก็อย่าหวังว่าจะซื้อได้ทีละ 5 กิโลกรัม 10 กิโลกรัมนะครับ เพราะส่วนใหญ่จะมีแค่ 2-3 กิโลกรัมเท่านั้น ต้องจองล่วงหน้าครับ ที่ร้านคุณต้อย กุ้งแม่น้ำเผา 034-738-265
หรือถ้ายังอยากอินกับกุ้งแม่น้ำอยู่ จะลองแปลงกายเป็นพรานล่ากุ้งแม่น้ำด้วยการเช่าเรือพร้อมอุปกรณ์ตกกุ้งออกไปล่ากุ้งกันตามริมแม่น้ำแม่กลองก็น่าสนใจไม่น้อย ค่าเรือไม่ถึงพันบาท แต่ต้องตกช่วงกลางคืนตั้งแต่หัวค่ำยันรุ่งสาง เพราะจะได้ผลดีที่สุดครับ ลองเสี่ยงกับยุงและความง่วงนอนเพื่อแลกกับบรรยากาศแสนมืดมิดกับเรือลำน้อยๆ ที่ลอยไปตามริมแม่น้ำ ก็น่าเป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำไม่น้อยนะครับ ก็ติดต่อที่ร้านคุณต้อยได้เหมือนกัน
ออกจากตลาดน้ำบางน้อยแล้ว ผมเลยผ่านตลาดอัมพวามาแบบไม่สนใจ เพราะนักท่องเที่ยวล้นหลามเหลือเกิน เรียกว่าไม่ต้องเดินแล้วครับ ใช้ไหลไปตามแรงดันของนักท่องเที่ยวกันเองดีกว่า
เมื่อเป็นอย่างนั้นกลับกรุงเทพฯ ดีกว่า ยังมีตลาดน้ำก่อนถึงกรุงเทพฯ อยู่อีกแห่งที่น่าแวะไป แถมยังอยู่ใกล้กรุงเทพฯ นิดเดียวเอง
ตลาดน้ำที่ผมว่าคือ ตลาดน้ำบางน้ำผึ้งครับ อยู่แถวพระประแดงนี่เอง ทางผ่านเข้ากรุงเทพฯ พอดี เลยขอเลี้ยวไปเที่ยวอีกนิดดีกว่า ดูสิว่าจะมีอะไรน่าเที่ยวน่าซื้อบ้าง
ตลาดบางน้ำผึ้งนั้นถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวของ ต.บางน้ำผึ้ง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ซึ่งจะว่าไปแล้วชื่อของ อ.พระประแดง นั้นผมจะคุ้นว่าในสมัยก่อนที่นี่เป็นแหล่งเที่ยวช่วงเทศกาลสงกรานต์สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเล่นน้ำในแบบถึงเนื้อถึงตัว แต่ในสมัยนี้ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง
เส้นทางไปตลาดบางน้ำผึ้งไปไม่ยากครับ คือเข้าไปทาง อ.พระประแดง แล้วก็ไปตามทางเรื่อยๆ จะมีป้ายบอกทางเป็นระยะครับ ไม่มีหลงแน่นอน แต่เมื่อขับมาเรื่อยๆ ให้สังเกตทางเข้าวัดบางน้ำผึ้งใน ซึ่งก็คือซอยเพชรหึงส์ 26 ครับ เลี้ยวเข้าไปในซอยได้เลย เดี๋ยวก็เจอทางเข้าวัดครับ ที่จอดรถกว้างขวาง มีคนคอยโบกรถให้ด้วย แถมถ้าต้องจอดรถไกล มีรถรับส่งถึงตลาดน้ำอีกด้วย แจ่มจริงๆ
ตลาดน้ำบางน้ำผึ้งนั้นจะแตกต่างจากตลาดน้ำอื่นๆ คือไม่มีบ้านเรือนอยู่ริมตลาดน้ำ แต่จะเป็นซุ้มขายสินค้าต่างๆ ยาวเรียบไปกับลำคลองเล็กๆ ไม่น่าจะต่ำกว่า 2 กิโลเมตรครับ แต่เดินได้เรื่อยๆ ดีครับ สบายดี
จุดเด่นของตลาดน้ำบางน้ำผึ้งผมว่าน่าจะเป็นเรื่องของสินค้าที่ขายครับ เพราะกว่า 90% ของสินค้าจะเป็นอาหารการกินมากกว่าสินค้าประเภทอื่น
ดังนั้น ผมขอเตือนไว้ก่อนนะครับว่า หากจะไปเที่ยวตลาดน้ำบางน้ำผึ้งละก็ อย่าปล่อยให้ตัวเองหิว เพราะไม่อย่างนั้นจะตกเป็นเหยื่อของร้านขายอาหารแถวนั้นอย่างยากที่จะหลีกเลี่ยง
ขนาดผมเองไม่หิว ยังหมดเงินไปไม่น้อยเลยครับ แถมมีให้เลือกหลากหลายเหลือเกิน ผมประเดิมตั้งแต่ขนมครกแล้วครับ ซึ่งผมเองก็งงเหมือนกันว่าซื้อทำไม แต่ก็ควักตังค์ไปแล้ว ยังดีที่ขายแค่กระทงละ 10 บาท เลยไม่ต้องคิดอะไรมาก แต่ที่สงสัยคือ ร้านขนมครกทำไมต้องบอกพ่วงท้ายว่า ขนมครกโบราณ แล้วมันโบราณตรงไหนกันหว่า
สงสัยมั้ยครับ ว่าทำไมเดี๋ยวนี้ร้านขายอาหารต้องพ่วงคำว่า โบราณ เข้าไปด้วย อย่างก๋วยเตี๋ยว ก็ต้องก๋วยเตี๋ยวโบราณ กวยจั๊บโบราณ หอยทอดโบราณ ไม่เข้าใจจริงๆ
แล้วถ้าเปลี่ยนจากคำว่า โบราณ เป็น โมเดิร์น จะขายได้มั้ย อย่างก๋วยเตี๋ยวโมเดิร์น ขนมครกโมเดิร์น อะไรอย่างนั้น จะขายได้หรือเปล่า น่าคิดเหมือนกันนะครับ แต่ผมก็หลงคารมคำว่า โบราณ ไปหลายเจ้าแล้วเหมือนกัน
ตลาดน้ำบางน้ำผึ้งนี่เดินเพลินมากครับ ถ้าใครเป็นพวกชอบซื้ออาหารและขนมแล้วละก็ ไม่ผิดหวังแน่นอน ละลานตาไปหมด มีตั้งแต่ทอดมัน ห่อหมกปลาช่อนแบบไร้ก้างที่ใส่ไว้ในกระบอกไม้ไผ่ หน้าตาน่าเอ็นดู แต่ราคาก็น่าใจหายอยู่เหมือนกัน หรือถ้าอยากได้ห่อหมกแบบหน้าตาธรรมดาใส่กระทงธรรมดา ก็มีให้เลือกครับ ราคาไม่กี่สิบบาท
ขนมครกหอยทอด ก็มีให้ได้ลิ้มลองกันดูว่าจะต่างจากขนมครกจานใหญ่อย่างไร แต่ที่แน่ๆ คือขนมครกหอยทอดนั้นทุกคำที่เรากินมีหอยอยู่แน่นอน ไข่ปลาหมึกย่างเสียบห่อใบตองไม้ละ 5 บาท ก็ดูน่ารักน่าชิมไม่น้อย
เดินเล่นที่นี่สบายดีครับ อากาศไม่ร้อนเท่าไหร่ แถมยังร่มอีกด้วย ลมก็พัดเย็นสบาย เพราะด้านข้างๆ เป็นคลองเล็กๆ ที่แยกออกมาจากแม่น้ำเจ้าพระยา น้ำในคลองยังใสเห็นตัวปลาตัวน้อยว่ายวนเวียนไปมา เห็นแล้วชื่นใจจริงๆ
นอกจากนี้ ยังมีขนมที่แสนน่ารักอย่างสังขยาเรือโบราณ ที่ใส่เรือดินเผาลำจิ๋ว กับหม้อแกงที่ใส่หม้อดิน และข้าวเหนียวตัดที่ใส่เรือดินเผาลำน้อยเหมือนกัน น่ากินเหลือเกิน แถมไม่แพงด้วย แค่ลำละ 20 บาทเท่านั้นเองครับ
เห็นอย่างนี้แล้วใครที่เป็นแฟนเฟซบุ๊ก หรือทวิตเตอร์ทั้งหลายน่าจะชอบใจ ที่จะถ่ายรูปผ่านมือถือแล้วอัพเดตทันที ก็เก๋ไม่น้อย แล้วถ้าจะให้ดีต้องบนเครือข่ายของ เอไอเอส ครับ เร็วทันใจไม่น้อยทีเดียว
เดี๋ยวนี้ใช้มือถือถ่ายรูปแล้วขึ้นเฟซบุ๊กแบบทันตาเห็นได้ก็เก๋ไม่น้อยครับ ดูอินเทรนดี้เหมือนกัน
เดินเมื่อยๆ แล้วหากอยากนั่งพัก ไม่มีปัญหาครับ มีที่นั่งริมน้ำให้เลือกเพียบครับ แถมด้วยเรือขายอาหารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นก๋วยเตี๋ยว กวยจั๊บ ส้มตำ หอยทอด กุ้งเผา ไก่ย่าง ขนมจีนแกงต่างๆ
เก้าอี้ไม้เตี้ยๆ พร้อมโต๊ะขนาดกะทัดรัด คือสวรรค์สำหรับนักชิมในตอนนี้เลยครับ อยากทานอะไรตะโกนสั่งกันได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ เดี๋ยวเดียวอาหารก็มาอยู่ตรงหน้าแล้ว ผมชอบที่อัธยาศัยของพ่อค้าแม่ค้าที่นี่ยิ้มแย้มเป็นมิตรดีครับ
ทานอาหารรองท้องแล้ว ก็เดินต่อไปเรื่อยๆ ก็จะพบกับพืชผักและผลไม้ที่ชาวบ้านเอามาขาย อย่างหมากนี่ก็มีขายอยู่หลายร้านเหมือนกัน เห็นแล้วอดคิดถึงคุณยายไม่ได้
มะนาวสวนลูกไม่โต แต่น้ำเยอะ ก็มีคุณยายแก่ๆ มานั่งขาย ซึ่งก็ได้ผล เพราะผมก็ควักเงินซื้อมะนาวจากคุณยายไปอีก 10 ลูก เฮ้อ...แพ้คนแก่จริงๆ
ส่วนใครที่ชอบต้นไม้อาจจะไม่สมหวังมากนักครับ เพราะผมไม่ค่อยเห็นร้านขายต้นไม่มากนัก จะมีก็แต่มะพร้าวน้ำหอมพันธุ์เตี้ยอยู่ไม่กี่ต้น มีขายปลากัดด้วยครับ แต่ก็ไม่มากนัก ก็ดูคละๆ กันไปดีเหมือนกัน
จะว่าไปแล้ว ตลาดน้ำบางน้ำผึ้งนั้น เป็นตลาดน้ำที่คนในชุมชนร่วมกันจัดการค่อนข้างดีทีเดียวครับ ดูแล้วน่าสนับสนุนให้ไปเที่ยวกันเยอะๆ และถ้าให้ดี ต้องไปแบบท้องว่างๆ หน่อยครับ รับรองกระเพาะครากกลับมาแน่ๆ







