
ง่ายๆ ฮิปๆ ฮาร์เลม
....เพ็ญแข
ใต้ดวงตะวันนี้ไม่มีอะไรใหม่ที่สุด ทุกอย่างหมุนวนถูกนำมาทำซ้ำ ด้วยวิธีการและส่วนผสมที่แปลกต่างออกไป นั่นคือ ความจริงที่ไม่ยกเว้นแม้แต่ในวงการดนตรี
และเมื่อได้ฟังอัลบั้มนี้
“ท่าจะเป็น เดอะ ราโมนกลับชาติมาเกิด!!!” ผู้สูงวัยซึ่งมีโอกาสได้ใช้ชีวิตวัยรุ่นในทศวรรษ 1970 ให้ความเห็น “ฮาร์เลม” เป็นวงน้องใหม่ของวงการอินดี้ร็อกในอเมริกา ก่อตั้งโดย ไมเคิล คูเมอร์ และเคอร์ติส โอมารา ทั้งสองเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่วัยเด็ก สมัยเรียนไฮสกูลเคยตั้งวงเล่นดนตรีพังก์ด้วยกัน กระทั่งเรียนจบจึงแยกย้ายสลายตัวไปหาประสบการณ์ชีวิตอยู่พักหนึ่ง แต่แล้วก็กลับมาเจอกัน เล่นดนตรีและแต่งเพลงด้วยกัน แล้วจึงได้เซ็นเข้าสังกัดมาทาดอร์ในต้นปี 2010 และมีอัลบั้มนี้ออกมาเป็นชุดแรกเรื่องราวของพวกเขาจะเป็นมาเป็นไปแบบง่ายๆ คล้ายๆ กับลักษณะบทเพลงของพวกเขา
เพลงของฮาร์เลม สั้นๆ กระชับๆ 16 แทร็กกับเวลา 40 นาที เป็นลักษณะงานของยุคสมัยนี้ที่ไม่ต้องเยิ่นเย้อ แต่ให้รวบรัดตัดความ
แต่ละเพลงไม่ซับซ้อน เป็นการาจร็อก ที่ให้อารมณ์เหมือนการแสดงสด ทั้ง 16 เพลงเป็นผลงานการเขียนรวมทั้งร้องนำของ ไมเคิล และเคอร์ติส เพลงของ ไมเคิล มักจะแปลกๆ และถ่ายทอดด้วยเสียงแบบ
“รมณ์เสีย” ขณะที่เพลงของ เคอร์ติส ออกจะคุ้นเคยได้มากกว่า เพราะเป็นเพลงอินดี้ร็อกในแบบมาตรฐานที่เคยได้ยินได้ฟังกันอยู่ทั้งอัลบั้มดูเหมือนจะไม่มีเพลงโดดเด่นที่สุด หรือน่าจะฮิตที่สุด ทุกเพลงมาในแบบง่ายๆ เหมือนพวกเขาไปนั่งเล่นให้เพื่อนๆ ฟังในปาร์ตี้ส่วนตัว แต่ก็น่าประทับใจ ฟังแบบไม่ต้องคิดมาก สนุกไว้ก่อนพรรคพวก
อาจจะเรียกว่าเป็น
“เพลงสูตร” ที่ไม่ได้ทำให้เราต้องคาดเดาทิศทาง ทั้งไม่ได้มีอะไรใหม่ แต่ก็เป็นเพลงสูตรที่ครบถ้วนด้วยรสชาติ และแสดงถึงความสามารถของเจ้าของได้เป็นอย่างดี เป็นเพลงร็อกสนุกๆ สั้นๆ กับคอร์ดสามคอร์ด แต่มีพลังแบบที่ใครๆ จะชื่นชอบได้ง่ายๆ ขณะที่เนื้อหานั้นเล่าเรื่องราวของคนหนุ่มที่มีความสุขและช่วงเวลาดีๆอิทธิพลของวงดนตรีกรันจ์อย่าง เนอร์วานา มีให้คนฟังได้สัมผัสอยู่บ้างในบทเพลงของ ฮาร์เลม บางเพลงมีความหม่น ขณะที่บางเพลงก็แจมกันอย่างเมามัน
หากสิ่งใหม่ๆ คือ เรื่องท้าทาย อัลบั้มนี้อาจจะไม่ท้าทายคุณ (สักเท่าไหร่) แต่ถ้าคุณก็คิดเหมือนๆ กันว่า ไม่มีอะไรใหม่อีกแล้วในโลกนี้ ทุกอย่างหมุนวนถูกนำมารีไซเคิลใหม่ ด้วยวิธีการและส่วนผสมที่แปลกต่างออกไปบ้าง คุณก็น่าจะได้เปิดใจฟังอัลบั้มชุดนี้
และอาจจะเห็นเหมือนกัน (อีกว่า) ของเก่าๆ ที่นำมาเสนอให้ถูกยุค เหมาะกับช่วงเวลาก็กลายเป็นอะไร
“ฮิปๆ” ได้อยู่เหมือนกัน






