
ปิดตำนาน 'จุมพิต' สะท้านโลก เมื่อรสจูบ 'เขาและเธอ' เจือจางไปกับกาลเวลา
สาวใหญ่ผมบลอนด์ในชุดสีฟ้าจางก้าวเดินพร้อมรอยยิ้มสู่อ้อมแขนของผู้เป็นสามี และทันทีที่เธอเข้าสู่อ้อมกอดของเขา ทั้งคู่ก็บรรจงประกบริมฝีปากกันและกัน
เป็นการแสดงความรักในนาทีแห่งความสุข โดยที่ประชาชนทั้งสหรัฐจับจ้อง พร้อมกับประชากรโลกอีกจำนวนมากต้องอิจฉาตาร้อน และกลายเป็นภาพความรัก และ
“รอยจูบอันตราตรึง” ที่เป็นที่กล่าวขวัญถึง เมื่อครั้งนึกถึงนาทีแห่งความรักและความสำเร็จของคู่รักคนสำคัญของสหรัฐวันนี้ภาพที่ทุกคนจดจำถูกนำกลับมารื้อฟื้น แผ่หลาให้ทุกคนได้เห็นอีกครั้ง
แต่อยู่ภายใต้คำบรรยายของสิ่งที่เรียกว่า
“เพียงความทรงจำ” เท่านั้นเพราะวันนี้คู่รักระดับตำนานคู่นั้นได้สร้างปรากฏการณ์
“ช็อก” ปิดฉากความสัมพันธ์ของทั้งคู่ลงแล้วอดีตรองประธานาธิบดี อัล กอร์ และภรรยา ทิปเปอร์ ประกาศสะบั้นชีวิตคู่ที่ยืนยาว 40 ปี
ทั้งคู่ส่งอีเมลไปยังเพื่อนๆ ด้วยใจความสำคัญว่า
“
เราทั้งคู่กำลังจะประกาศในวันนี้ หลังจากที่เราได้คิดพูดคุย และไตร่ตรองมาเป็นอย่างดีแล้วว่า เราตัดสินใจที่จะแยกทางกัน และขอให้เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของเราและครอบครัว”สื่อหลายแห่งถึงกับใช้คำว่า นี่เป็น
“ปรากฏการณ์ที่ไม่ธรรมดา” เลยครอบครัวและชีวิตคู่ของกอร์ถือเป็นหนึ่งในคู่รักนักการเมืองที่ยาวนานและหนักแน่นมากที่สุดคู่หนึ่งในสหรัฐเลยก็ว่าได้
ยิ่งเมื่อคู่นี้ถูกหยิบยกไปเทียบกับคู่รักที่ตกเป็นข่าวระหองระแหงอย่างคู่ของประธานาธิบดี บิล คลินตัน และนางฮิลลารี แล้ว
“
ฉันช็อกมาก” ลอร์รา ซาบาโต ผู้อำนวยการศูนย์การเมืองศึกษาของมหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย กล่าว“
สิ่งที่ฉันทำเป็นสิ่งแรกคือ ฉันทวีตข้อความว่า ‘คุณเชื่อหรือเปล่าว่าชีวิตการแต่งงานของคลินตันจะยืนยาวกว่ากอร์’”ซาบาโต กล่าวแต่เกมรักของทั้งคู่กลับพลิกผัน....
“
ภาพของครอบครัวพวกเขาเป็นภาพของครอบครัวอเมริกันที่เพอร์เฟกต์” คลิฟ เวบบ์ ผู้อ่านหนังสือพิมพ์การ์เดียนของอังกฤษ จากมหาวิทยาลัยซัสเซก กล่าวนายและนางกอร์มีลูกด้วยกัน 4 คน และโตๆ กันจนหมดแล้ว โดยทั้งคู่กลายเป็นคุณปู่ คุณย่า ที่มีหลานห้อมล้อมแล้วถึง 3 คน
ที่ผ่านมา ความหวานของทั้งคู่ได้รับการเติมเชื้อให้หอมหวนและกลายเป็นข่าวคราวอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะกับเรื่องอารมณ์โรแมนติกของอดีตรองประธานาธิบดีกอร์ ที่ครั้งหนึ่งเคยมอบของขวัญเซอร์ไพรส์ผู้เป็นภริยาในวันวาเลนไทน์ เป็นรถมัสแตงรุ่นปี 1967 รถยนต์ที่ทั้งคู่เคยเป็นพาหนะกระชับความหวานเมื่อครั้งออกเดตในวัยเรียน
หนำซ้ำก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่เดือน ทั้งคู่เพิ่งจะควักกระเป๋าซื้อบ้านหลังงามมูลค่ากว่า 8.8 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 286.79 ล้านบาท) ร่วมกันในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งห่างจากบ้านเดิมที่อยู่ในรัฐเทนเนสซีราว 2,000 ไมล์
ใครคือเพชฌฆาตที่โผเข้ามาประหารความสัมพันธ์ของทั้งคู่?
นั่นเป็นเรื่องที่สื่อต่างชาติและขาเมาท์ทั่วโลกสงสัยใคร่รู้
เพื่อนสนิทของทั้งคู่ยืนยันหนักแน่นว่าไม่มีเรื่องของมือที่สามเข้ามาเกี่ยวข้องกับการหย่าในครั้งนี้
แต่สิ่งที่ทุกคนจับได้ก็เพียงภาวะที่เรียกว่า
“คลั่งงาน” เท่านั้นที่เป็นต้นเหตุหนังสือพิมพ์การ์เดียนของอังกฤษ อ้างคำพูดของเพื่อนสนิทคนหนึ่งของทั้งคู่ว่า กอร์มักจะทิ้งบ้านและเอาชีวิตไปผูกติดกับงานด้านสิ่งแวดล้อมและโปรเจกต์ต่างๆ มากมาย ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นชี้ให้เห็นว่า การใช้ชีวิตของทั้งคู่ไปไกลเกินกว่าสถานะของการแยกทางกันแล้วด้วยซ้ำ
ซานดรา โชเบียรัช เวสต์ฟอลล์ จากพีเพิล แมกกาซีน ให้สัมภาษณ์หลังการประกาศแยกทางของทั้งคู่ ว่า ทั้งคู่ไม่เพียงแต่มีเวลาที่ห่างเหินไปคนละทิศละทางมากขึ้นเท่านั้น แต่ทิปเปอร์รักชีวิตและต้องการที่จะสนุกกับการใช้ชีวิต ในขณะที่กอร์ยังคงเป็นผู้ชายที่ขับเคลื่อนชีวิตด้วยโครงการมากมาย และมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ต้องทำในคราวเดียวกัน
สรุปให้ง่ายกว่านั้นว่า ปรากฏการณ์ช็อกโลกครั้งนี้ อาจจะเกิดจากสาเหตุของชีวิตที่ยุ่งและเวลาที่ถูกดูดกลืนไปกับการ
“รักษ์โลก” จนไม่มีเวลาที่จะ “รั้งภรรยา” ไว้ทั้งนี้ รักร้างของอดีตรองประธานาธิบดี กอร์ วัย 62 และภรรยาวัย 61 กลายเป็นคำถามที่น่าเคลือบแคลงใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตคู่ของคนสูงวัยในสหรัฐ เพราะตัวเลขจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า อัตราการหย่าร้างของชาวอเมริกันลดลงอย่างมากในทุกๆ ช่วงวัย ยกเว้นก็เพียงกลุ่มคนที่อายุมากกว่า 60 ปีเท่านั้น
ด้าน เบลิซา วรานิซ นักจิตวิทยา ระบุว่า ช่วงฤดูใบไม้ผลินี่เองที่เป็นช่วงที่คลาสสิกที่สุด ซึ่งมักจะเห็นคู่รักจำนวนมากประกาศแยกทางมากที่สุด หลังจากใคร่คิดไตร่ตรองมาช่วงหนึ่ง
“
ความคิดที่ต้องการจะแยกทางอาจจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูใบไม้ร่วง แต่คุณอาจจะไม่อยากที่จะทำลายช่วงเวลาของวันหยุดพักผ่อน และไม่อยากปล่อยให้คู่ของคุณอยู่เพียงลำพังในความมืดครึ้มท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บในช่วงฤดูหนาว” วรานิซ กล่าวกลับกันกับช่วงฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งไม่ได้เป็นช่วงเวลาวันหยุดพักผ่อนของครอบครัว และคนส่วนมากอาจจะรู้สึกว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่สบายๆ และมักจะมองไปข้างหน้าเพื่อค้นหาสิ่งใหม่ๆ
“
เราอาจจะเห็นการแยกทางกันมากของครอบครัวที่มีลูกแล้วในช่วงฤดูใบไม้ผลิ พวกเขาพยายามที่จะดึงความสัมพันธ์ไว้จนกระทั่งลูกๆ ปิดเรียน และทุกคนก็จะแยกย้ายออกไปใช้เวลาในช่วงซัมเมอร์ ซึ่งเป็นช่วงที่สะดวกสำหรับเด็กๆ” แมรี โจราพินี ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ กล่าวนาทีนี้คงได้แต่หวนนึกถึงช่วงเวลาแห่งความสุขของทั้งคู่ และสิ่งที่เราเรียนรู้ได้จากความสัมพันธ์ของคนคู่นี้ คงเป็นเรื่องของความไม่แน่นอน แม้ความรักที่เรียกว่าเป็นความมั่นคง และสิ่งที่ทุกคนมองว่าเป็นสิ่งที่ยั่งยืนที่สุด ก็ยังถึงวันที่
“สิ้นสุด” และ “เปลี่ยนแปลง”






