
ลายแทงแห่งความร่ำรวย ตอนที่ 3
โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย
โดย...ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย
มีกัลยาณมิตร หมายถึง การคบคนดีที่เป็นบัณฑิต คบคนมีสติปัญญา หรือการมีเพื่อนคู่คิดมีมิตรที่ปรึกษาทั้งทางสังคมและทางการเงินที่ดี เพราะหากใครก็ตามมีเงินล้นฟ้า แต่ไม่มีที่ปรึกษาทางสังคมหรือทางการเงินที่ดี ที่รอบรู้ ที่เชี่ยวชาญในการบริหารจัดการเงินมาช่วยให้คำปรึกษาในการลงทุน การบริหารจัดการเงิน หรือการบริจาคเพื่อสงเคราะห์สังคมที่เราเรียกว่า สังคมสงเคราะห์ หรือ CSRCorperate Social Responsibility เงินทองที่มีมากมายก็จะถูกใช้ไปอย่างไม่ฉลาด ไม่คุ้มค่า ไม่คุ้มการลงทุน เงินที่ใช้อย่างไม่ฉลาดปราศจากการวางแผนการเงินที่รัดกุม ในเวลาไม่นานก็จะร่อยหรอ หรือล้มละลายกลายเป็นศูนย์ในชั่วพริบตา ด้วยเหตุนี้มหาเศรษฐีทั้งหลายจึงมีทีมที่ปรึกษาทางการเงิน การลงทุนเก่งๆ ไว้ใกล้ตัวอยู่เสมอ ก่อนจะใช้เงินแต่ละบาทก็คิดกันแล้วคิดกันอีก เมื่อมองเห็นจุดคุ้มทุน หรือมองเห็นลู่ทางที่เงินจะงอกเงยเป็นร้อยเป็นพันเท่า จึงนำเงินไปลงทุน เงินทองของเศรษฐีที่ใช้เงินเป็น บริหารเงินเก่ง จึงเพิ่มพูนทุกคืนทุกวัน จนเศรษฐีบางคนกล่าวว่า “ทุกวันนี้ ผมไม่ได้ทำงานอีกต่อไปแล้ว เพราะผมใช้เงินให้ทำงานแทนผมก็เพียงพอแล้ว”
อย่างไรก็ตาม คำว่า “กัลยาณมิตร” ย่อมไม่ได้มีความหมายแคบๆ ว่าเป็นเพียงที่ปรึกษาทางการเงินเท่านั้น ในความหมายอย่างกว้าง กัลยาณมิตร ย่อมหมายรวมถึง คนดี คนมีศีลธรรม คนมีสติปัญญาที่สามารถทำหน้าที่เป็นผู้นำทางปัญญา ผู้แนะแนวทางการใช้เงินใช้ชีวิต ผู้โน้มน้าวให้เราแต่ละคนรู้จักดำเนินชีวิตอยู่บนหนทางแห่งความถูกต้อง สมาทานความดีหลีกหนีความชั่ว หากมองในแง่นี้ กัลยาณมิตรที่พึงคบหาสมาคมด้วยย่อมมีหลายประเภท กัลยาณมิตรเหล่านี้เมื่อคบแล้วย่อมจะได้ผลดีทั้งแก่การดำเนินชีวิต แก่การงาน แก่การเงิน แต่ละประเภทมีรายละเอียดอย่างไร มีปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก ดังนี้
คนที่จะคบหา (มิตรแท้มิตรเทียม)
การคบเพื่อนเป็นสิ่งสำคัญ มีผลต่อความเจริญก้าวหน้าและความเสื่อมของชีวิตอย่างมาก จึงควรทราบหลักธรรมที่เกี่ยวกับเรื่องมิตรที่เป็นข้อสำคัญๆ ไว้ จะแสดงเรื่องคนที่ควรคบกับคนที่ไม่ควรคบและหลักปฏิบัติต่อกันระหว่างมิตรสหายดังต่อไปนี้
ก.มิตรเทียม พึงรู้จักมิตรเทียม หรือศัตรูในร่างของมิตร (มิตรปฏิรูปก์) 4 ประเภทดังนี้
1.คนปอกลอก ขนเอาของเพื่อนไปถ่ายเดียว มีลักษณะ 4
1.1 คิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว
1.2 ยอมเสียน้อย โดยหวังจะเอาให้มาก
1.3 ตัวมีภัย จึงมาช่วยทำกิจของเพื่อน
1.4 คบเพื่อน เพราะเห็นแก่ประโยชน์
2.คนดีแต่พูด (วจีบรม) มีลักษณะ 4
2.1 ดีแต่ยกหมดของหมดแล้วมาปราศรัย
2.2 ดีแต่อ้างของยังไม่มีมาปราศัย
2.3 สงเคราะห์ด้วยสิ่งที่หาประโยชน์มิได้
2.4 เมื่อเพื่อนมีกิจ อ้างแต่เหตุผลขัดข้อง
3.คนหัวประจบ (อนุปิยภาณี) มีลักษณะ 4
3.1 จะทำชั่วก็เออออ
3.2 จะทำดีก็เออออ
3.3 ต่อหน้าสรรเสริญ
3.4 ลับหลังนินทา
4.คนชวนฉิบหาย (อปายสหาย) มีลักษณะ 4
4.1 คอยเป็นเพื่อนดื่มน้ำเมา
4.2 คอยเป็นเพื่อนเที่ยวกลางคืน
4.3 คอยเป็นเพื่อนเที่ยวดูการเล่น
4.4 คอยเป็นเพื่อนไปเล่นการพนัน
ข.มิตรแท้ พึงรู้จักมิตรแท้ หรือมิตรด้วยใจจริง (สุหทมิตร) 4 ประเภท ดังนี้
1.มิตรอุปการะ (อุปการก์) มีลักษณะ 4
1.1 เพื่อนประมาท ช่วยรักษาเพื่อน
1.2 เพื่อประมาท ช่วยรักษาทรัพย์สินของเพื่อน
1.3 เมื่อมีภัย เป็นที่พึ่งพำนักได้
1.4 มีกิจจำเป็น ช่วยออกทรัพย์ให้เกินกว่าที่ออกปาก
2.มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ (สมานสุขทุกข์) มีลักษณะ 4
2.1 บอกความลับแก่เพื่อน
2.2 รักษาความลับของเพื่อน
2.3 มีภัยอันตรายไม่ละทิ้ง
2.4 แม้ชีวิตก็สละให้ได้
3.มิตรแนะนำประโยชน์ (อัตถักขายี) มีลักษณะ 4
3.1 จะทำชั่วเสียหาย คอยห้ามปราบไว้
3.2 แนะนำสนับสนุนให้ตั้งอยู่ในความดี
3.3 ให้ได้ฟัง ได้รู้ สิ่งที่ไม่เคยได้รู้ ได้ฟัง
3.4 บอกทางสุข ทางสวรรค์ให้
4.มิตรที่มีใจรัก (อนุกัมปี) มีลักษณะ 4
4.1 เพื่อนมีทุกข์ พลอยไม่สบายใจ (ทุกข์ๆ ด้วย)
4.2 เพื่อนมีสุข พลอยแช่มชื่นยินดี (สุขๆ ด้วย)
4.3 เขาติเตียนเพื่อน ช่วยยับยั้งแก้ไข
4.4 เขาสรรเสริญเพื่อน ช่วยพูดเสริมสนับสนุน
ค.มิตรต่อมิตร พึงสงเคราะห์อนุเคราะห์กัน ตามหลักปฏิบัติในฐานะที่เป็นเสมือนทิศเบื้องซ้าย ดังนั้น พึงปฏิบัติต่อมิตรสหาย ดังนี้
1.เผื่อแผ่แบ่งปัน
2.พูดจามีน้ำใจ
3.ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
4.มีตนเสมอ ร่วมสุขร่วมทุกข์ด้วย
5.ซื่อสัตย์จริงใจ
มิตรสหายอนุเคราะห์ตอบ ดังนี้
1.เมื่อเพื่อนประมาท ช่วยรักษาป้องกัน
2.เมื่อเพื่อนประมาท ช่วยรักษาทรัพย์สมบัติของเพื่อน
3.ในคราวมีภัย เป็นที่พึ่งได้
4.ไม่ละทิ้งในยามทุกข์ยาก
5.นับถือตลอดถึงวงศ์ญาติของมิตร
ใช้ชีวิตพอเพียง หมายถึง รู้จักประมาณในการใช้เงิน เช่น บริหารเงินให้รายรับ รายจ่าย สมดุลกัน จะกิน จะใช้ จะจับจ่ายใช้สอย รู้จักคำนึงคำนวณอย่างรอบคอบรอบด้าน ระมัดระวัง ไม่ให้เป็นการสร้างภาระทางการเงินที่ไม่จำเป็นโดยใช่เหตุ ไม่ถึงทีกู้ อย่ากู้ ไม่ถึงทียืม อย่ายืม เพราะการกู้หนี้ยืมสิน เป็นจุดเริ่มของความทุกข์ที่จะกัดกร่อนทั้งทางกายและทางใจไปอย่างยาวนาน กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า
ทุกครั้งที่จะใช้เงิน จงใช้เงินให้เกิดประโยชน์สูงสุด อย่างน้อยขอให้ถือคติดังต่อไปนี้เป็นแนวทางปฏิบัติก่อนการใช้เงินทุกครั้ง เป็นต้นว่า
“อย่าจ่ายเงินเกินหน้าตัก” หรือ “จงจับจ่ายใช้สอย อย่ามุ่งแต่จับจ่ายใช้สวย” หรือ “รายได้ต่ำ อย่ามีรสนิยมสูง” หรือมิเช่นนั้น ทุกครั้งก่อนจะใช้เงินก็ให้คำนึงถึงสูตรการใช้เงินของเศรษฐีที่ว่า “ผู้ที่ทำตัวรวย วันหนึ่งจะจน ผู้ที่ทำตัวจน วันหนึ่งจะรวย” และ/หรือ “จ่ายเกินได้ ใช้เกินมี ถึงเป็นเศรษฐี ก็จะยากจน, รู้จักหา รู้จักเก็บ รู้จักบริหาร ไม่ช้าไม่นานจะเป็นเศรษฐี” หรือมิเช่นนั้นก็ปฏิบัติตามที่กวีแต่โบราณท่านเตือนว่า
“มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท
อย่าให้ขาดสิ่งของต้องประสงค์
มีน้อยใช้น้อยค่อยบรรจง
อย่าจ่ายลงให้มากจะยากนาน”
คำสอนเหล่านี้ ล้วนมีสาระสำคัญตรงที่ท่านต้องการเตือนให้รู้จักใช้เงินอย่างมีสติ ใช้เงินอย่างสมดุล ใช้เงินอย่างรู้จักประมาณทั้งสถานภาพทางการเงินและทางสังคมของผู้ใช้เงินนั้น ไม่ให้สุดโต่งมากเกินไปข้างใดข้างหนึ่ง หรือไม่ให้ใช้เงินมือเติบ ใจเติบ ไม่ให้ใช้เงินอย่างสุรุ่ยสุร่ายแต่ควรใช้เงินอย่างเป็นนาย ใช้เงินอย่างมีเหตุผล ใช้เงินอย่างมีการวางแผนทางการเงินมาเป็นอย่างดี และสำคัญที่สุด ก็คือ ใช้เงินให้คุ้มค่าของเงินทุกบาททุกสตางค์โดยไม่ยอมให้เงินกลายเป็นงูพิษที่แว้งกลับมากัดเจ้าของ หรือใช้เงินอย่างเป็นนายไม่ใช่เป็นทาส เป็นผู้ใช้เงิน ไม่ใช่ถูกเงินใช้ เป็นผู้ได้คุณภาพชีวิตจากเงิน ไม่ใช่ปล่อยให้เงินริบเอาคุณภาพชีวิตไปเสีย







