
เคล็ดลับเลือก ‘‘หยก’
การซื้อขายหยก มักคิดเป็นราคาต่อชิ้น ขึ้นกับความพอใจและการเจรจาตกลงกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย
โดย...สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์กรมหาชน)
การซื้อขายหยก มักคิดเป็นราคาต่อชิ้น ขึ้นกับความพอใจและการเจรจาตกลงกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย โดยทั่วไปหยกที่มีขนาดใหญ่กว่า หนากว่า เจียระไนหรือแกะสลักแบบที่ทำได้ยากกว่า มักมีราคาสูงกว่าหยกในคุณภาพสีเดียวกัน ที่มีขนาดเล็กกว่า บางกว่า เจียระไนแบบที่ง่ายกว่า
หลักเกณฑ์ในการเลือกซื้อหยก
1.สี หยกสีเขียว เช่น สีเขียวมรกต เขียวแอปเปิ้ล เขียวแกมเหลือง เขียวแกมเทา ควรมีความเข้มของสีปานกลางหรือกึ่งเข้ม สีสม่ำเสมอกันทั่วทั้งเม็ด ไม่มีจุดแต้มหรือรอยด่างของสี บริเวณที่มีสีเขียวเข้มดำ มักจะแกะสลักหรือเจียระไนให้บางมากที่สุดเพื่อช่วยให้มีความโปร่งใสขึ้น สวยงามมากขึ้น และอาจขายได้ในราคาที่สูงเกินความเป็นจริง ซึ่งเทคนิควิธีการเจียระไนและการเข้าตัวเรือน อาจทำให้ยากต่อการสังเกตและตรวจสอบ
2.ความโปร่งใส เนื้อหยกควรมีลักษณะโปร่งแสง กึ่งโปร่งใส และโปร่งใส ขึ้นกับปริมาณของแสงว่าส่องผ่านทะลุได้มากน้อยเพียงใด ควรเลือกซื้อหยกที่มีความโปร่งใสมากกว่าในกรณีที่หยกมีสีเดียวกัน แต่เมื่อเปรียบเทียบระหว่างหยกที่มีสีสดสวย กับหยกที่มีความโปร่งสูง แต่มีสีไม่ค่อยสวย ควรจะเลือกซื้อหยกที่มีสีสวยกว่า
3.ความวาว เหมือนขี้ผึ้งหรือน้ำมัน มองดูนุ่มนวลเหมือนปุยนุ่น ซึ่งเป็นลักษณะทั่วไปของหยกเนื้อละเอียดที่มีความโปร่งใสบ้าง แต่หากมีความวาวเหมือนแก้ว จะถือเป็นหยกคุณภาพดี เนื้อละเอียด มีความโปร่งใสสูง ซึ่งค่อนข้างหาได้ยาก
4.ความสะอาด พิจารณาจากตำหนิ มลทินต่างๆ เช่น ลักษณะรอยแตกร้าว รอยปะ รอยขีดข่วนต่างๆ ลักษณะจุดสี หย่อมสีหรือรอยด่างของสี (ขาวหรือดำ) เป็นต้น หยกที่มีตำหนิมลทินต่างๆ มาก จะทำให้ความสวยงามลดลง
5.การเจียระไน ขัดมัน และการแกะสลัก ดูความคงทนถาวร ความกลมกลืน ความสมบูรณ์ของรูปแบบ สัดส่วน ความสมดุลและความมีเอกภาพ ซึ่งอาจขึ้นกับรสนิยมของแต่ละบุคคลแต่ละยุคสมัยด้วย
ปัจจุบัน มีวิธีการปรับปรุงคุณภาพหยกในเรื่องของสีเป็นส่วนใหญ่ เช่น ย้อมสี อัดเคลือบสารโพลีเมอร์ หรือทั้งย้อมสีและเคลือบสารโพลีเมอร์ เป็นต้น การย้อมสีหยกมีเทคนิคต่างๆ ที่ทันสมัย ซึ่งอาจให้สีที่คงทนถาวรหรือไม่ก็ได้ ในตลาดค้าหยกจะเรียกหยกที่ผ่านการย้อมสีว่า Cjade ซึ่งยากเกินกว่าที่จะตรวจสอบได้ด้วยตาเปล่า ส่วนการอัดเคลือบสารโพลีเมอร์ ทำให้เนื้อสะอาดขึ้นและมีผิวมันวาวสวยงาม ในตลาดจะเรียกว่า Bjade การตรวจสอบด้วยตาเปล่าทำได้ค่อนข้างยากเช่นกัน ส่วนหยกธรรมชาติที่ไม่ผ่านการปรับปรุงคุณภาพใดๆ จะเรียกว่า Ajade
นอกจากนี้ ยังมีหยกเทียมเป็นพลอยหรือวัตถุอื่นที่มีลักษณะคล้ายหยก โดยการตรวจสอบหยกเทียมต่างๆ เหล่านี้ อาจต้องใช้ความรู้ทางอัญมณีศาสตร์ช่วย







