
อวัศยา ไชยสงวนมิตต์ ใช้ทุกเสี้ยววินาทีของชีวิตให้คุ้มค่า
ใครจะรู้ว่า จากเด็กผู้หญิงที่วิ่งเล่นในโรงงานผลิตหลอดไฟ ช่วยคุณพ่อจ่ายเงินเดือนพนักงานมาตั้งแต่เด็กๆ มาวันนี้ ดิวอวัศยา ไชยสงวนมิตต์
โดย...พุสดี สิริวัชระเมตตา ภาพ กิจจา อภิชนรจเรข
ใครจะรู้ว่า จากเด็กผู้หญิงที่วิ่งเล่นในโรงงานผลิตหลอดไฟ ช่วยคุณพ่อจ่ายเงินเดือนพนักงานมาตั้งแต่เด็กๆ มาวันนี้ ดิว-อวัศยา ไชยสงวนมิตต์ จะกลายมาเป็นผู้บริหารสาวแห่งโครงการ เดอะ ไบรท์ ไลฟ์สไตล์มอลล์แห่งใหม่บนถนนพระราม 2
มองภายนอก เส้นทางของธุรกิจผลิตหลอดไฟไม่น่าจะมาบรรจบกับธุรกิจไลฟ์สไตล์มอลล์ได้ แต่สำหรับครอบครัว “ไชยสงวนมิตต์” ทุกอย่างเป็นไปได้ เพราะหากอยากสู่ทางแยกสำคัญของธุรกิจหลอดไฟแลมป์ตัน ดิว บอกว่า เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ต้องตัดสินใจ และเมื่อคำตอบคือ การแตกไลน์ธุรกิจออกไปให้กว้างกว่าการเป็นหลอดไฟที่ใช้ในบ้าน มาสู่โคมไฟหลากหลายประเภท ทั้งใช้ในอาคารและนอกอาคาร ดังนั้นเพื่อให้แสดงความเป็นมืออาชีพให้ลูกค้าเห็น ได้เห็นสินค้าจริงโชว์ในโชว์รูม แลมป์ตันจึงต้องมองหาพื้นที่ใหม่เพื่อใช้เป็นโชว์รูม
“ตอนนี้เราได้ที่ตรงพระราม 2 มา พื้นที่ 10 ไร่ ซึ่งใหญ่มากสำหรับโชว์รูม เราเลยคิดกันว่าจะใช้พื้นที่ตรงนี้อย่างไรดี ตอนนั้นมีหลายไอเดียมาก จะทำเป็นสนามบอล ทำเป็นศูนย์กระจายสินค้า แต่สุดท้ายมาลงตัวที่ไลฟ์สไตล์มอลล์ เพราะในฐานะเป็นคนในพื้นที่พระราม 2 มาเป็นสิบปี เรารู้ว่าสิ่งที่ย่านนี้ขาดคือ แหล่งพบปะสังสรรค์ สำหรับนัดกินข้าวกับเพื่อน หรือนัดคุยธุรกิจ เลยคิดว่าอยากสร้างแลนด์มาร์คแห่งใหม่เพื่อเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจให้ผู้คนย่านนี้ คอนเซปต์เราคือ ยกความเป็นเมืองมาไว้ที่นี่”
จากจุดเริ่มต้นที่อิงจากความรู้สึกคนในพื้นที่นี้เอง ในที่สุดได้ก่อร่างขึ้นเป็นโครงการ เดอะ ไบรท์ โดยดิวเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการนี้อย่างเต็มตัวในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด โครงการ เดอะ ไบรท์ ควบคู่ไปกับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แลมป์ตัน ไลท์ติ้ง เทคโนโลยี
“เพราะเป็นการแตกไลน์ธุรกิจใหม่ที่เราไม่เคยทำ เพราะฉะนั้นโครงการนี้เราเน้นการทำวิจัยเยอะมาก เพื่อให้เข้าใจธุรกิจนี้จริงๆ เราทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญทุกสาขาในการทำงาน พอเราทำกันแบบจริงจัง ทุกครั้งที่มาประชุมงาน ดิวเลยไม่รู้สึกเบื่อหรือเครียด แต่สนุกทุกครั้ง ได้ความรู้ใหม่กลับไป อย่างตอนนี้เป็นช่วงก่อสร้าง ก็ได้ความรู้เรื่องการก่อสร้าง การออกแบบที่ไม่เคยรู้ไปในตัว”
ย้อนไปสู่เส้นทางก่อนจะก้าวมาเป็นผู้หญิงทำงานอย่างเต็มตัว ดิว ในวัย 32 ปี บอกว่า สนใจด้านการตลาดมาก่อน เลยเรียนมาด้านนี้โดยตรง แต่เธอไม่เคยคิดว่าจะกลับมาทำงานที่บ้านเลย เพราะที่บ้านก็ไม่ได้บังคับ คุณพ่อของเธอก็อยากให้ออกไปหาประสบการณ์การทำงานกับองค์กรใหญ่ๆ ก่อน แต่สุดท้ายโชคชะตากลับทำให้สามพี่น้องต้องกลับมาทำงานที่บ้านแบบไม่ตั้งใจ
“ดิวกับพี่ชายเรียนจบช่วงเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว เราก็ไปสมัครงานแต่ก็ไม่เจอที่โดน เพราะเราตั้งสเปกว่าอยากได้บริษัทที่ตรงกับใจ เพราะอยากทำงานหาประสบการณ์นาน แต่พอไม่ได้สักที ระหว่างรอ คุณพ่อเลยบอกว่าให้มาช่วยที่บ้านไปก่อน ปรากฏว่าช่วยไปช่วยมายาวมา 5 ปีแล้ว”
ดิวบอกว่า งานด้านตลาดสนุก เพราะไม่หยุดนิ่ง ปรับเปลี่ยนตลอดเวลา คุณครูที่สอนเธอได้เป็นอย่างดีในโลกธุรกิจคือคุณพ่อของเธอนั่นเอง คำสอนของคุณพ่อที่ดิวประทับใจคือ ทำอะไรต้องมีความอดทน ไม่มีธุรกิจไหนประสบความสำเร็จได้ในระยะเวลาสั้นๆ ที่สำคัญต้องเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ไม่คิดเอาเปรียบลูกค้าฝ่ายเดียว
“คำสอนที่ดิวเก็บไว้ในใจเสมอ คือ ให้ใช้ทุกเวลาให้คุ้มค่า อย่าปล่อยเวลาให้สูญเปล่า ทุกวันนี้ดิวคิดเสมอว่า เวลาทำอะไร จะต้องทำให้ดีที่สุด ถึงจะไม่สำเร็จก็ไม่เสียใจ เพราะอย่างน้อยเราได้ทำ ได้ลองพยายามแล้ว แต่จะเสียใจกว่า ถ้าเราปล่อยเวลาให้ผ่านไป แล้วไม่ทำ”
ส่วนอนาคต ผู้บริหารสาวขอแค่ประสบความสำเร็จในสายงาน เป็นผู้หญิงทำงานที่มีความสามารถ มีมาสเตอร์พีซของตัวเอง ที่ให้คนพูดถึง หรือรับรู้ในสิ่งที่เธอทำ
การศึกษา
เริ่มการศึกษาที่โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จากนั้นศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยนานาชาติมหิดล และไปศึกษาต่อด้านการบริหารจัดการโลจิสติกส์บนพื้นฐานการวิเคราะห์เชิงปริมาณที่มหาวิทยาลัยวอร์ริก ประเทศอังกฤษ และได้รับปริญญาโทวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิตด้านการบริหารจัดการโลจิสติกส์บนพื้นฐานการวิเคราะห์เชิงปริมาณในปีถัดมา
ได้เดินทางไปศึกษาการใช้ภาษาจีนที่เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน และได้รับประกาศนียบัตรความสามารถทางภาษาจีนจากมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้เจียวทง ประเทศจีน
งานอดิเรก : พักจากเรื่องงานไปหาความบันเทิง ด้วยการเข้าโรงหนัง ถ้ามีเวลาก็ดูแทบทุกสัปดาห์ ตีกอล์ฟ เดินทางท่องเที่ยว
ของสะสม : ขวดน้ำที่เป็นลิมิเต็ด เอดิชั่น และโมเดลแปลกๆ เก๋ๆ







