posttoday
‘ดร.วิภากร’ นักวิจัยไทยในญี่ปุ่น กับนวัตกรรมเพื่อโลกอนาคต

‘ดร.วิภากร’ นักวิจัยไทยในญี่ปุ่น กับนวัตกรรมเพื่อโลกอนาคต

29 มีนาคม 2557

การวิจัยและพัฒนาคือหัวใจสำคัญของการคิดค้นให้เกิดนวัตกรรม ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างอเมริกา

โดย...จารุพันธ์ จิระรัชนิรมย์

การวิจัยและพัฒนาคือหัวใจสำคัญของการคิดค้นให้เกิดนวัตกรรม ซึ่งประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ขณะที่ไทยแม้จะให้ความสำคัญแต่ก็ยังน้อยอยู่เมื่อเทียบกับต่างแดน

ด้วยข้อจำกัดนี้เองจึงเป็นแรงผลักดันให้นักวิจัยของไทยที่มีความสามารถ แต่ขาดแคลนโอกาสในประเทศ ออกไปค้นคว้าหาแหล่งที่มีความเพียบพร้อมด้านอุปกรณ์และงบประมาณสำหรับทำงานวิจัย เพื่อทำความฝันของตัวเองที่ต้องการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยมีในโลกให้เป็นจริง

วิภากร จีวะสุวรรณ หรือ ฝ้าย ดอกเตอร์สาวในวัย 32 ปี เป็นผู้หญิงไทยคนแรกที่ญี่ปุ่นได้คัดเลือกให้เป็นนักวิจัย ข้าราชการประจำสังกัดสถาบันวิจัยแห่งชาติของหน่วยงานที่เปรียบเสมือนกระทรวงศึกษาธิการ (National Institute of Materials ScienceNIMS) เพราะเล็งเห็นความสามารถด้านการวิจัยตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ที่เธอได้ทำงานเป็นนักวิจัยสัญญาจ้างชั่วคราวให้กับ 2 โครงการสำคัญของสถาบันวิจัยแห่งชาติ สังกัดหน่วยงานที่เป็นเหมือนกระทรวงอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น (National Institute of Advanced Industrial Science and TechnologyAIST)

งานวิจัยที่ วิภากร ดูแลนั้น เกี่ยวข้องกับเรื่องนาโนอิเล็กทรอนิกส์ หากพูดเป็นภาษาง่ายๆ ก็คือการวิจัยสร้างวงจรอิเล็กทรอนิกส์ให้มีขนาดเล็กลง เพื่อนำมาใช้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันให้มีขนาดเล็กลงตามไปด้วย โดยเธอหวังลึกๆ ว่าการก้าวเข้ามาเป็นนักวิจัยข้าราชการประจำในญี่ปุ่นจะเป็นช่องทางที่มีประโยชน์กับประเทศไทย เพราะมีโอกาสประสานงานสถาบันวิจัยในไทย พัฒนานวัตกรรมร่วมกันได้ ช่วยแสดงให้เห็นศักยภาพของนักวิจัยไทยให้ทั่วโลกได้รับรู้ว่าไม่ได้แพ้ชาติใดในโลกเหมือนกัน

‘ดร.วิภากร’ นักวิจัยไทยในญี่ปุ่น กับนวัตกรรมเพื่อโลกอนาคต

 

“ญี่ปุ่นมีนโยบายส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเพื่อนำไปสู่การออกนวัตกรรมที่ผลิตขายทั่วโลกได้จริง และมีนโยบายรับนักวิจัยหญิงจากต่างชาติเข้ามา เพราะต้องการสร้างความร่วมมือกับนานาชาติ โดยมีนักวิจัยต่างชาติเป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือให้ได้งานวิจัยที่มีคุณภาพ สร้างนวัตกรรมที่น่าสนใจให้กับโลก” วิภากร กล่าว

เดิมที วิภากร ไม่เคยมีความตั้งใจที่จะมาทำงานเป็นนักวิจัยให้ต่างประเทศ แต่ด้วยข้อจำกัดด้านการวิจัยและพัฒนาในไทย ที่มีปริมาณความต้องการตำแหน่งงานด้านนี้น้อยเมื่อเทียบกับจำนวนนักวิจัยที่เรียนจบออกมา ประกอบกับไทยไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือมากเพียงพอจะใช้ในการทำวิจัยในสิ่งที่สนใจ ซึ่งนักวิจัยคนไทยอีกหลายๆ คน ก็เผชิญภาวะเดียวกัน จึงต้องไปสมัครงานเป็นนักวิจัยในต่างประเทศ

พื้นที่เป้าหมายสำหรับนักวิจัยก็คือ สหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น เพราะเป็นกลุ่มประเทศที่ทุ่มเทงบประมาณด้านการวิจัยอย่างหนัก อีกทั้งกลุ่มประเทศเหล่านี้มักจะประสานงานกันเพื่อแลกเปลี่ยนความคืบหน้าในการวิจัยในแต่ละเรื่อง นำไปสู่การทำแผนแม่บทพัฒนาแต่ละด้านร่วมกัน ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งโลก

เมื่อมีจังหวะที่โครงการวิจัยของญี่ปุ่นเปิดรับสมัครนักวิจัย จึงทดลองสมัคร เพื่อเติมเต็มความฝันที่ต้องการสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ สำหรับอนาคตด้วยตัวเองให้เป็นจริง

‘ดร.วิภากร’ นักวิจัยไทยในญี่ปุ่น กับนวัตกรรมเพื่อโลกอนาคต

 

ขณะที่ ยาสึดะซัง หัวหน้าหน่วยงานวิจัยโครงการพัฒนานาโนอิเล็กทรอนิกส์ ที่กำลังศึกษาการพัฒนาอุปกรณ์คอมพิวเตอร์สำหรับใช้ในอนาคต ก็เลือกเธอเข้ามาเป็นหนึ่งในทีมนักวิจัย เพราะได้อ่านงานวิจัยสมัยเรียนปริญญาเอกที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้รับรางวัลจากค่ายเอเชีย นาโนเทค ปี 2552 ซึ่งจัดขึ้นที่ไต้หวัน

งานวิจัยดังกล่าวเป็นเรื่องที่เธอศึกษาเกี่ยวกับการสร้างโครงสร้างนาโนใหม่ที่มีคุณสมบัติไปพัฒนาลดขนาดคอมพิวเตอร์ในอนาคตให้เล็กลงได้ พร้อมมีระบบปฏิบัติการที่รวดเร็วขึ้นต่างจากระบบปฏิบัติการที่ใช้ในปัจจุบัน จึงสนใจเชื้อเชิญให้มาร่วมงานด้วย

“การสร้างระบบความจำในคอมพิวเตอร์แบบใหม่ เดิมทีคอมพิวเตอร์รับคำสั่งสำหรับประมวลผลปฏิบัติการ โดยใช้รหัสแอสกี ซึ่งแทนด้วยตัวเลข 01010101 ในการประมวลผลออกมาเป็นคำสั่งดำเนินการ แต่งานวิจัยที่ทำสมัยเรียนปริญญาเอก คือ การสร้างระบบโครงสร้างความจำในคอมพิวเตอร์ใหม่ เพื่อสนับสนุนการใช้งานเครื่องมือคอมพิวเตอร์ในอนาคต ให้คอมพิวเตอร์ในอนาคตประมวลผลได้รวดเร็วกว่าปัจจุบัน” ดร.วิภากร กล่าว

โครงการวิจัยที่เข้าร่วมทำนี้ ทำให้เธอได้ย้อนเข้าไปศึกษาโครงสร้างอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่มีใช้อยู่ในปัจจุบัน เพื่อทดลองพัฒนาไปสู่การมีอุปกรณ์ที่ขนาดเล็กลงกว่านี้ในอนาคต เหมือนทำให้เธอได้เข้าสู่การทดลองนำความรู้ที่ศึกษาสมัยเรียนปริญญาเอกมาประยุกต์ใช้ ซึ่งหลังการวิจัยพัฒนา ทางบริษัทญี่ปุ่นก็นำข้อมูลเหล่านี้ไปประยุกต์สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกขายทั่วโลก ถือเป็นความภูมิใจลึกๆ ของนักวิจัยไทยตัวเล็กๆ ที่อย่างน้อยก็ได้มีส่วนร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรมให้โลกใบนี้

กว่าที่จะก้าวมาสู่การเป็นนักวิจัยทุกวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย จุดเริ่มต้นมาจากการเข้าเรียนชั้นปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และทำให้ค้นพบตัวเองว่าชื่นชอบด้านเทคโนโลยีไฟฟ้ามากๆ จึงมีความใฝ่ฝันในใจว่า อยากทำให้เทคโนโลยีที่ยังไม่เคยเห็นในชีวิตจริง เกิดขึ้นได้จริง จากนั้นจึงเลือกศึกษาต่อปริญญาโท ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาวิศวกรรมไฟฟ้า เจาะลึกลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงปริญญาเอก

สำหรับการไปใช้ชีวิตนักวิจัยในต่างแดนนั้น แรกๆ ก็ต้องปรับตัวรับกับสภาพอากาศ และการใช้ชีวิตของคนในญี่ปุ่น แต่ด้วยความโชคดีที่คนญี่ปุ่น เป็นคนทำอะไรตามกฎระเบียบ และภายในที่ทำงานก็ไม่มีการเล่นการเมืองแย่งชิงอำนาจกัน อีกทั้งคนในองค์กรที่ทำงานด้วย ก็ใช้เหตุและผลในการทำงาน ทำให้ทำงานได้อย่างมีความสุข ไม่มีปัญหาว่าต้องไปรองรับอารมณ์และความรู้สึกของใครในที่ทำงาน

วิภากร ยอมรับว่า อาจเกิดความรู้สึกคิดถึงเมืองไทย หรือเหงาบ้างบางเวลา แต่ส่วนใหญ่แล้วชีวิตประจำวันในญี่ปุ่น ก็อยู่ในห้องวิจัยเกือบทั้งวัน แต่ละวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว จึงมีช่วงเวลาว่างให้เกิดความรู้สึกเหงาน้อย อีกทั้งระหว่างที่เป็นนักวิจัย ต้องออกไปนำเสนอผลงานต่อหน้าสาธารณชนในงานประชุมสัมมนาที่จัดขึ้นหลายๆ จังหวัดในญี่ปุ่น ก็ได้โอกาสนี้ในการไปท่องเที่ยวตามสถานที่สวยงามด้วย เหมือนเป็นกำไรชีวิตที่ได้ทำงานที่รักพร้อมกับการท่องเที่ยว

หากใครต้องการเป็นนักวิจัยเหมือนกันก็ไม่ยาก เคล็ดลับง่ายๆ เพียงแค่สำรวจตัวเองให้พบว่า มีความฝันต้องการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ สามารถอดทนทำสิ่งเดิม ซ้ำๆ กันหลายรอบ และต้องเป็นคนที่ชอบการนำเสนอผลงานต่อหน้าสาธารณชน เพราะเป็นสิ่งที่นักวิจัยต้องทำเมื่องานวิจัยออกมา เพียงเท่านี้ก็ไม่ต้องรั้งรอที่จะลุยกับสายงานนี้แล้ว

เชื่อว่าคนไทยที่มีความรู้ความสามารถด้านงานวิจัยสูงๆ มีอยู่ไม่น้อยที่ขาดโอกาสในการแสดงความสามารถออกมาได้อย่างเต็มที่ หากไทยมีงบประมาณและเครื่องมือมากเพียงพอจะสนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่มากกว่านี้ก็คงมีนักวิจัยไทยมือฉมังแบบ ดร.วิภากร ที่พร้อมจะช่วยประเทศในการพัฒนานวัตกรรมสู่สายตาชาวโลกได้แน่นอน

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร