
โจเซ มูรินโญ ผู้ชนะ
...ทีมข่าวกีฬา
สิ้นเสียงนกหวีดสุดท้ายที่คัมป์นูเมื่อวันพุธที่แล้ว โจเซ มูรินโญ ชูสองมือขึ้นฟ้าต่อหน้าแฟนบอลอินเตอร์ มิลาน กลุ่มเล็ก ไม่มีรอยยิ้ม มีเพียงความภาคภูมิใจและความทระนงบนใบหน้า และเป็นการกลับมาของ เดอะ สเปเชียล วัน ที่ทุกคนต้องหันมอง
หลังจากที่อินเตอร์ขึงเกมรับด้วยผู้เล่นที่มีอยู่เพียง 10 คน พวกเขาพลาดท่าเสียเพียงประตูเดียวให้กับยอดทีมเกมบุกอย่างบาร์เซโลนา ก่อนที่มูรินโญและลูกทีมจะลอยลำเข้ารอบชิงชนะเลิศฟุตบอลยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ได้สำเร็จด้วยประตูรวมที่เหนือกว่า 32
ไม่ใช่ค่ำคืนของเกมลูกหนังธรรมดาๆ แต่มูรินโญบอกว่าเป็นความปราชัยอันหอมหวานที่สุดซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกับความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
เพราะความสำคัญของมันมีมากกว่าเหตุผลเรื่องฟุตบอล
แบบวินวิน
ย้อนเวลากลับไปตั้งแต่ปี 2005 มูรินโญโดนตราหน้าว่าเป็นพวกขี้แพ้ชวนตี หลังจากที่เขาพาเชลซีบุกไปแพ้บาร์เซโลนา 12 ในเกมที่ ดิดิเยร์ ดร็อกบา โดนไล่ออก
จากนั้นมูรินโญออกมากล่าวหาว่า แฟรงก์ ไรจ์การ์ด กุนซือบาร์ซาชุดนั้น พยายามจะบุกเข้าไปกดดันผู้ตัดสินถึงห้องพักในช่วงพักครึ่งเวลา แน่นอนมูรินโญโดนยูฟ่าสับเละไม่มีเหลือ ตรงกันข้าม ไรจ์การ์ดได้รับเหรียญยกย่องจาก เบนนาร์ต โยฮันส์สัน สำหรับการแสดงพฤติกรรมได้สมศักดิ์ศรีในสถานการณ์ดังกล่าว
ดูเหมือนว่าบาร์เซโลนาไม่ได้เหนือกว่าทีมอื่นๆ เพราะพวกเขาเล่นฟุตบอลได้เก่งกว่าทีมอื่นๆ เท่านั้น แต่พวกเขายังเป็นสโมสรที่อยู่ในชนชั้นเหนือกว่าทีมอื่นๆ ด้วย เพียงแต่ตอนนั้นผู้แพ้อย่างมูรินโญจะพูดอะไรได้
เวลาผ่านไป 5 ปี มูรินโญเอาคืนทั้งต้นทั้งดอก
ไม่เพียงแต่จะเขี่ยยักษ์ใหญ่จากสเปนตกรอบเท่านั้น แต่แฟนบอลทั่วโลกยังเห็นแล้วว่าบาร์เซโลนาไม่ได้แมนอย่างที่คิด
เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา บาร์ซาต้องอาศัยประตูปัญหาของ เคราร์ด ปิเกต์ เฉือนชนะอินเตอร์ 10 (ซึ่งก็ไม่เพียงพอ) ที่เหลือผู้เล่นเพียงแค่ 10 คน ตั้งแต่ 28 นาทีแรก ในจังหวะที่ ติอาโก มอตตา โดนไล่ออก
ยอมรับเถอะว่า แซร์จิโอ บุสเกตส์ แกล้งเจ็บหน้า ทั้งยังแอบส่งสายตาเจ้าเล่ห์แบบหลบกล้องถ่ายทอดสดไม่พ้นเสียด้วย
แต่การตกเป็นรองเรื่องตัวผู้เล่นไม่ใช่อะไรใหม่สำหรับมูรินโญอีกต่อไป ในฤดูกาลนี้เขาต้องบริหารลูกทีมที่เหลืออยู่ในสนามเพียง 10 คนมาแล้ว 6 นัด และแพ้เพียงนัดเดียว
นอกจากนี้ ตลอด 180 นาทีในรอบรองชนะเลิศทั้ง 2 นัด บาร์เซโลนายังมีจังหวะขึ้นมาได้เปรียบอินเตอร์เพียง 29 นาทีเท่านั้น ส่วนอินเตอร์ขึ้นนำถึง 132 นาที ส่วนอีก 19 นาทีทั้งสองทีมเสมอกัน
“
เราใฝ่ฝันถึงการคว้าแชมป์แชมเปียนส์ลีก ซึ่งสำหรับบาร์เซโลนาแล้วมันเป็นความหมกมุ่น มันต่างกันนะครับ ความฝันมันใสบริสุทธิ์กว่าความหมกมุ่น ในความฝันจะมีความภาคภูมิใจอยู่ทุกหนทุกแห่งในโลก” มูรินโญ กล่าวชายผู้หยุด ลิโอเนล เมสซี
หากจะมีใครสักคนบนโลกใบนี้
“หยุด” ลิโอเนล เมสซีได้ ก็ต้องเป็นมูรินโญคนนี้เชลซี แพ้ บาร์เซโลนา 12 วันที่ 22 ก.พ. 2006
บาร์เซโลนา เสมอ เชลซี 11 วันที่ 7 มี.ค. 2006
เชลซี ชนะ บาร์เซโลนา 10 วันที่ 18 ต.ค. 2006
บาร์เซโลนา เสมอ เชลซี 22 วันที่ 31 ต.ค. 2006
อินเตอร์ มิลาน เสมอ บาร์เซโลนา 00 วันที่ 16 ก.ย. 2009
อินเตอร์ มิลาน ชนะ บาร์เซโลนา 31 วันที่ 20 เม.ย. 2010
บาร์เซโลนา ชนะ อินเตอร์ มิลาน 10 วันที่ 28 เม.ย. 2010
ฟุตบอลยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก คนละนัด คนละโอกาส ทั้ง 7 เกมนี้มีบางสิ่งบางอย่างที่เหมือนกัน คือ คู่ต่อสู้ของบาร์เซโลนาทั้งหมดมีมูรินโญเป็นแม่ทัพใหญ่ และเมสซีไม่สามารถเจาะแผงหลังของลูกทีมมูรินโญเข้าไปได้เลย
ในขณะที่ผู้จัดการทีมชั้นนำมากมายจนปัญญาจะหาหนทางปราบฤทธิ์ของนักเตะที่เก่งที่สุดในโลกคนหนึ่งอย่างเมสซี มูรินโญรับหน้าที่นี้ได้ดีกว่าใคร วิธีการน่ะหรือ ส่งผู้เล่นลงไปจัดการแบบตัวต่อตัว (ต้องมั่นใจว่าลูกทีมจะทำหน้าที่นี้ได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยนะ) บวกกับโชคช่วยอีกเล็กน้อย
“
จริงๆ ก็ไม่มีเคล็ดลับหยุดเมสซีอะไรหรอกครับ เพราะว่าจะควบคุมให้อยู่หมัดอย่างสิ้นเชิงเนี่ยเป็นไปไม่ได้เลย คุณต้องมีโชคช่วยนิดหน่อยเวลาเผชิญหน้ากับเขา” มูรินโญ กล่าวหลังเกมที่ลูกทีมของเขาบุกแพ้บาร์เซโลนา 01 เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมานั่นคือเกมล่าสุด แต่ก่อนหน้านั้นในเกมที่อินเตอร์ไล่ถลุงบาร์ซา 31 ฟอร์มฮอตสังหารอาร์เซนอลคนเดียวเสีย 4 ประตูของเมสซี โดน เอสเตบัน คัมบิอัสโซ ดับซ่าเสียสนิท ขณะที่เกมในรอบแบ่งกลุ่มเมื่อเดือน ก.ย.ปีที่แล้ว ต้องยกความดีความชอบให้กับ คริสเตียน คิวู
ไม่เพียงแต่หยุดฟอร์มอันร้อนแรงของเมสซีเท่านั้น มูรินโญยังสามารถสะกิดภาพลักษณ์
“ดาวเจิดจรัส” ผู้เป็นขวัญใจแฟนบอลทั่วโลกให้กลายเป็นยอดแข้งนักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์อีกด้วยในเกมที่บาร์เซโลนาเสมอเชลซี 22 เมื่อปี 2006 มีผู้เล่นโดนใบเหลืองถึง 10 คนในเกมนี้ และเป็นเชลซีถึง 6 คน มูรินโญซึ่งยังรับหน้าที่อยู่ในถิ่นสแตมฟอร์ดบริดจ์ในตอนนั้นบอกว่า
“
การทำหน้าที่ของผู้ตัดสินไม่ง่ายเลยเมื่อต้องตกอยู่ภายใต้แรงกดดันของพวกนักเตะที่ชอบล้มกลิ้งไปกับพื้นสนาม”เช่นเดียวกับเกมที่สแตมฟอร์ดบริดจ์เมื่อปี 2006 มูรินโญกล่าวโทษเมสซีว่า
“เป็นนักแสดงและขี้โกง”ชนะใจสื่อ
“
ฮีโร่” “มหากาพย์” “เกียรติยศ” คือพาดหัวข่าวบนหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์ในอิตาลีฉบับเช้าวันพฤหัสบดี แน่นอนพวกเขายกความดีความชอบให้กับมูรินโญ กุนซือที่สื่ออิตาเลียนไม่ชอบขี้หน้าเอามากๆ“
ในการเผชิญหน้ากับอินเดียนแดง 11 คน ผู้หลงใหลการจู่โจมด้วยการยิงลูกธนูเข้าใส่ โจเซ มูรินโญ ส่งทหารม้าประจำอยู่หน้าป้อมปราการ 10 คน สองมือล้วงกระเป๋า และเขาก็ป้องกันไว้ได้สำเร็จ” หนังสือพิมพ์ลา รีพุบลิกา กล่าวสดุดีตลอด 2 ปีของการคุมทีมในอิตาลี มูรินโญเป็นไม้เบื่อไม้เมากับสื่อมวลชนและแฟนบอลทีมอื่นๆ มาโดยตลอด ไม่แตกต่างอะไรกับสมัยที่เขาขยันสร้างศัตรูอยู่ที่อังกฤษ
แต่ความสำเร็จครั้งนี้ทำให้สื่อในอิตาลีต่างพากันประโคมข่าวครึกครื้น เป็นการเฉลิมฉลองที่แฟนบอลบาร์ซาก็เหมือนกับนายทวาร บิกตอร์ บัลเดส ของพวกเขาได้แต่รำคาญนักหนาว่ามันจะหยุดลงเมื่อใด
“
ง่ายๆ เลย เราก็เปิดน้ำสิ” คือวาทะเด็ดจากรีพุบลิกาเจ้าเก่าประเด็น
“น้ำ” นี้มีที่มาระหว่างการเฉลิมฉลองในค่ำคืนนั้น เจ้าหน้าที่ทีมบาร์เซโลนาคนหนึ่งได้ฉีดน้ำเข้าใส่พื้นสนามบริเวณฝั่งที่ทีมเยือนจากอิตาลียืนอยู่ (เพื่อ?) ขณะที่ก่อนหน้านั้นมูรินโญบอกว่า โรงแรมที่พักของเขาโดนแฟนบอลบาร์ซาจุดดอกไม้ไฟรบกวนจนถึงตี 4
ไม่บ่อยนักที่สื่ออิตาลีออกมาปกป้องกุนซือชาวโปรตุเกสผู้ประกาศก้องว่า
“
นี่คือชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาชีพของผม”และมันก็เกิดขึ้นทั้งในและนอกสนาม
‘
เด็กฝึก’ ของฟาน กัลการเผชิญหน้ากันระหว่างอินเตอร์ มิลาน กับ บาเยิร์น มิวนิก ในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก ในวันที่ 22 พ.ค.นี้ ไม่ได้เต็มไปด้วยความเกลียดชังหรือความรู้สึกเป็นอริระหว่างกันเหมือนกับทีมคู่ต่อสู้รายอื่นๆ ของมูรินโญ
มันเป็นการพบกันของเพื่อนเก่า ของศิษย์อาจารย์ มันเป็นการพบกันของมูรินโญ กับ หลุยส์ ฟาน กัล
มูรินโญเคยร่วมงานกับฟาน กัล มานานถึง 13 ปี จากตำแหน่งล่ามสู่การเป็นผู้ช่วยกุนซือ และทั้งสองฝ่ายอ้าแขนรับการพบกันครั้งนี้อย่างเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก
“
เราจะกอดกันก่อนเกมแล้วก็หลังเกมด้วย แต่ตลอด 90 นาทีเราคือฝั่งตรงข้ามกัน” มูรินโญ กล่าวขณะที่ ฟาน กัล บอกว่า นี่คือโอกาสที่จะได้เจอเพื่อน และพวกเขาทั้งคู่อาจเปิดแถลงข่าวร่วมกันเลยก็เป็นได้
จากความสัมพันธ์ระหว่างล่ามกับกุนซือ เกมที่เบอร์นาบิวเดือนหน้านี้จะเป็นการชิงแชมป์ยุโรปสมัยที่ 2 ของแต่ละฝ่าย หลังจากมูรินโญเคยพาปอร์โตคว้าแชมป์เมื่อปี 2004 ส่วน ฟาน กัล เคยพาอาแจกซ์ครองเจ้ายุโรปเมื่อปี 1995 ไม่ว่าแชมป์นี้จะเป็นของใคร ผู้นั้นจะกลายเป็นผู้จัดการทีมเพียงคนที่ 3 เท่านั้นที่สามารถคว้าแชมป์ยุโรปกับ 2 สโมสร
จะเป็นครู ฟาน กัล สั่งสอนศิษย์ หรือว่าเขาจะได้เห็นลูกน้องของตัวเองประสบความสำเร็จ
อนาคตไว้ก่อน ตอนนี้ต้อง 3 แชมป์
แน่นอนว่าโค้ชเก่งๆ ย่อมเป็นที่ต้องการ และบทสัมภาษณ์ ของมูรินโญเมื่อไม่นานมานี้ทำให้หลายสโมสรใหญ่ในยุโรปต้องหูผึ่ง
“
เรื่องนี้มันไม่ซับซ้อนเลยครับ ผมมีความสุขดีที่อินเตอร์ และไม่มีความสุขกับฟุตบอลอิตาเลียน เพราะว่าผมไม่ชอบมัน แล้วมันก็ไม่ชอบผมด้วย”เมื่อสำรวจความต้องการของตลาดลูกหนัง พบว่าทีมที่เก้าอี้กุนซือเริ่มสั่นคลอน ได้แก่ เอซี มิลาน ของเลโอนาร์โด ยูเวนตุส ของอัลแบร์โต ซักเคโรนี ลิเวอร์พูล ของราฟาเอล เบนิเตซ และเรอัล มาดริด ของมานูเอล เปเยกรินี
ข่าวลือที่กระพือแรงสุดคือการเดินทางกลับสู่ศึกพรีเมียร์ลีกอังกฤษ เพื่อไปรับหน้าที่ในถิ่นแอนฟิลด์ ดินแดนที่เป็นปรปักษ์กับเขาเหลือเกิน เนื่องจากว่าผลงานของเบนิเตซ ผู้จัดการทีมคนปัจจุบันไม่สู้ดีนัก พร้อมกับที่ยูเวนตุสตกเป็นข่าวว่าต้องการตัวอย่างสุดๆ
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาความต้องการส่วนตัวของมูรินโญ ทางเลือกนี้อาจจะเป็นไปได้ยากอยู่สักหน่อย ไม่เพียงแต่มูรินโญกับลิเวอร์พูลเกลียดกันจะตายชัก แต่ยังเป็นเพราะเป้าหมายของเขาคือการคว้าแชมป์ลีกยักษ์ใหญ่ในยุโรปให้ได้ครบ 3 แห่งเสียก่อน หลังจากที่พาเชลซีคว้าแชมป์ที่อังกฤษ และพาอินเตอร์ มิลานคว้าแชมป์เซเรีย อา มาครองแล้ว
ความท้าทายที่เบอร์นาบิวถิ่นมาดริดจึงมองข้ามไปไม่ได้
แต่หากไปถามเจ้าตัวก็คงจะได้คำตอบมาว่า
“
ตอนนี้คิดถึงแต่เกมนัดต่อไปที่สำคัญมากๆ กับลาซิโอ ยังไม่มีการติดต่อใดๆ เข้ามา ยังไม่ถึงเวลาน่ะครับ” แหล่งข่าวผู้ใกล้ชิดกล่าวแหงล่ะ จะคิดถึงทีมอื่นๆ ไปทำไม ในเมื่อตอนนี้ทีมของเขามีลุ้นถึง 3 แชมป์ใหญ่เลยทีเดียว







