
ไฟฉายแห่งความมืด
เด็กกลัวความมืด ! จะเด็กเฮี้ยว เด็กซน เด็กกล้าแค่ไหนแต่พอไฟดับ ความมืดมาเยือนเป็นได้ต้องวิ่งหาพ่อ หาแม่ หรือหาเพื่อนเกาะกันไว้แน่น
โดย...วีรณัฐ โรจนประภา [[email protected]] ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์
เด็กกลัวความมืด ! จะเด็กเฮี้ยว เด็กซน เด็กกล้าแค่ไหนแต่พอไฟดับ ความมืดมาเยือนเป็นได้ต้องวิ่งหาพ่อ หาแม่ หรือหาเพื่อนเกาะกันไว้แน่น หรือหากหาใครไม่เจอก็หาผ้าห่มมุดคลุมโปงกัน จะบอกว่าเด็กกลัวผีก็ไม่ใช่ เพราะเด็กบางคนเกิดมายังไม่เคยได้ยินเรื่องผีเลย จะว่าไปเด็กบางคนอาจนึกว่าผี (ถ้ามีและเจอ) เป็นเพื่อนหรือตุ๊กตาแสนน่ารักด้วยซ้ำ
“ถ้าเด็กยังกลัวผีไม่เป็น แล้วทำไมเด็กต้องกลัวความมืด?” คำตอบคือเด็กกลัวความ “ไม่รู้” ครับเขาเพิ่งเกิดมาทุกสิ่งบนโลกล้วนเป็นของใหม่ เขาต้องค่อยๆ สะสมความรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ค่อยๆ เรียนรู้ว่าอะไรปลอดภัย อะไรอันตราย เขายังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะบอกได้ว่าเหตุการณ์ต่อไปอะไรจะเกิด ดังนั้นเมื่อมืดมิดหมดแสง ความกลัวที่มาจากความไม่รู้นี้จึงเกิดขึ้น ขณะที่ผู้ใหญ่ผ่านมืด ผ่านสว่างมามากจนรู้แล้วว่าในความมืดก็ไม่มีอะไร เพียงเปิดไฟมีแสงมาทุกอย่างก็กลับสู่ภาวะปกติ หรืออาจพูดได้ว่าที่ผู้ใหญ่ไม่กลัวมืดก็เพราะ “รู้” แล้ว
แต่แม้ผู้ใหญ่ไม่กลัวความมืด ผู้ใหญ่ก็ยังมีความกลัวที่ไม่ต่างจากเด็กคือผู้ใหญ่ยังคงกลัวความ “ไม่รู้” อยู่นั่นเอง ที่เด่นชัดที่สุดเห็นจะไม่มีอะไรเกินความกลัว “ชีวิตหลังความตาย” จึงไม่แปลกที่บั้นปลายชีวิตของคนเกือบทั้งหมดมุ่งมาให้น้ำหนักกับความสบายใจของตนในช่วงก่อนจะตายมุ่งหาหลักประกันในชาติต่อไปผ่านพิธีกรรมทางศาสนา ผ่านการทำบุญทำทานแต่อย่างไรความกลัวนี้ก็ยังไม่หายขาด เพราะยังไม่ได้แก้ถึงต้นตอของความกลัว คือเมื่อกลัวเพราะไม่รู้จะแก้ก็ต้องทำให้ “รู้” ดังนั้นวิธีการแก้ความกลัวชนิดถึงรากก็ต้องมาศึกษา หาข้อมูลให้ชัดว่าตายแล้วจะเป็นอย่างไร จะไปไหน อะไรเป็นเหตุให้ไปดี อะไรเป็นเหตุให้ไปร้าย
เมื่อใดที่มีความรู้เหล่านี้ เมื่อนั้นถึงจะไม่มีความกลัวชีวิตหลังความตายอีก เพราะเหมือนได้เปิด “ไฟฉาย” ที่ส่องทะลุเข้าไปในทางที่มืดมิดนั้นจนกระจ่างแล้ว เห็นแล้วว่าข้างหน้าเป็นอย่างไร หุบเหวอยู่ทางไหน สัตว์ร้ายที่คอยจ้องเขมือบเราซุ่มอยู่พุ่มไม้ไหน โจรที่คอยดักฉกของเราหลบอยู่มุมตึกใด ที่เหลือคืออาจจะมีความหวาดอยู่บ้างตรงไม่แน่ใจว่าจะจัดการกับมันได้ไหม
เปรียบก็เหมือนเราจะเดินทางจากบ้านไปยังสถานที่ที่เราไม่เคยไป ถ้าไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับเส้นทางและสถานที่นั้นเราก็จะกลัว แต่ถ้าเรารู้ชัดแล้วอาจจากหนังสือแนะนำสถานที่ แผนที่แสดงเส้นทาง หรือรูปถ่ายที่เพื่อนส่งมาให้ เราก็จะไม่กลัวการเดินทางนั้น เพียงแต่หวั่นว่ายามไปจริงถนนนั้นมันจะเป็นตามรูปไหม เมืองนั้นมันจะใช้ชีวิตเป็นไปตามหนังสือไหม จะมีอุปสรรคอะไรที่นึกไม่ถึงไหม ฯลฯ ปัญหาคือ แล้วจะรู้แผนที่การเดินทางของชีวิตหลังความตายได้อย่างไร คำตอบสำหรับชาวพุทธเราก็คือการศึกษาจากคัมภีร์ที่มีบอกเส้นทางการเปลี่ยนสภาพช่วงรอยต่อของการตายไว้หลากหลายซึ่งก็พอจัดเป็นกลุ่มได้ว่าหากขณะตายจิตเป็น โทสะ สิ่งที่จะไปพบเจอก็คือสภาพของ นรก หรือ อสุรกาย หากขณะตายจิตเป็น โลภะ สิ่งที่จะไปพบเจอก็คือสภาพของ เปรต หากขณะตายจิตเป็น โมหะ สิ่งที่จะไปพบเจอก็คือสภาพของสัตว์ เดรัจฉาน
แม้จะมีทางแยกย่อยอีกมาก แต่โดยรวมแล้วก็คือหากก่อนตายจิตเป็นอกุศลสภาพต่อจากนั้นย่อมไม่น่าชื่นใจแน่นอนในทางกลับกันคือ หากขณะตายจิตใจเป็น บุญกุศล สิ่งที่จะไปพบเจอก็คือสภาพที่ดีเช่นกลับมาเป็น มนุษย์ เทวดา พรหม หรือแม้แต่พ้นทุกข์โดยสิ้นเชิง คือ นิพพาน ไปเลย และหากเรารู้คำตอบแล้วก็เหมือนมีแผนที่ ได้อ่านหนังสือแนะนำเส้นทาง แล้วว่าทางไหนพาไปเมืองใด คราวนี้ก็เหลือแต่ยามถึงเวลาจริงต้องเดินให้ถูกทางอย่าไปทางที่เขาก็ติดป้ายเตือนแล้วว่าลงเหว
ซึ่งไม่มีอะไรดีไปกว่าการฝึกซ้อมให้ชำนาญทาง ในเมื่อเรารู้แล้วว่าหากขณะตายจิตเป็นอกุศล คือ โลภะโทสะโมหะ เราย่อมไปไม่ดี ดังนั้นเราจึงต้องหมั่นสังเกตบ่อยๆ ว่าจิตใจเราขณะต่างๆ นั้นเป็นเช่นไร หากเป็นอกุศลดั่งว่าก็รีบกำจัดเสียเหมือนรู้ว่าผิดทางก็กลับรถย้อนมาทางที่ถูก ซึ่งนอกจากจะได้ความชำนาญแล้วยังเป็นความปลอดภัยไม่ต้องเสี่ยงว่า อยู่ดีๆ อาจมีเครื่องบินตกมาทับตายขณะกำลังหลงเพลินกับแมวที่บ้านอยู่ตัวเลยต้องกลายเป็นลูกแมวไปขณะเดียวกันก็ต้องซ้อมเดินทางถูกให้คล่อง หมั่นทำใจให้เป็นกุศล จะด้วยการหมั่นระลึกถึงความดีที่ตนทำไว้ให้บ่อยๆ หมั่นสวดมนต์ ฟังเทศน์ ฟังธรรม ฟังเรื่องดีๆ พยายามให้ใจคุ้นอยู่กับเส้นทางสายนี้ หากนั่งอยู่ในบ้านดีๆ มีรถบรรทุกพุ่งชนตายตอนนั้นอาจได้ขึ้นสวรรค์ ตามสภาพกำลังบุญของจิตขณะนั้นกันเลย
อยากพ้นจากความเป็นเด็กกลัวความมืดกัน ก็มาฝึกสติให้รู้เท่าทันจิตใจและปรับจิตปรับใจให้เป็นบุญกุศล
กันนะครับ







