posttoday
บันไดแห่งความสุข (1)

บันไดแห่งความสุข (1)

03 กันยายน 2556

โดย...ว.วชิรเมธี ภาพ : คลังภาพบางกอกโพสต์ ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย

โดย...ว.วชิรเมธี ภาพ : คลังภาพบางกอกโพสต์ ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย

หลายครั้งที่ผู้เขียนเดินทางไปบรรยายธรรมตามสถานที่ต่างๆ ในกรุงเทพฯ สังเกตดูผู้คนบนทางด่วน เวลารถติดกันเป็นแพ หลายคนอารมณ์เสีย เรามักจะเห็นข่าวตามหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ว่า เวลาที่รถติดเป็นแพเมื่อมีคนบีบแตรไล่แล้วเขาเอาปืนลงมายิงกัน

นั่นแหละคืออารมณ์ร้อนของคนมันปะทุ

ที่เป็นเช่นนั้นหลายคนอาจจะบอกว่า เหตุเพราะสภาพแวดล้อมเช่นตอนรถติดนั้นมันไม่เอื้อให้ปฏิบัติธรรม คนจึงอารมณ์ปะทุง่าย แต่สำหรับผู้เขียนเองมองว่า นี่คือสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เราปฏิบัติธรรม

พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัย เราต้องยอมรับความจริง ขณะที่รถติดไม่ใช่ติดที่รถเราคันเดียว มองไปทางไหนรถก็ติดเป็นแพ สุดลูกหูลูกตา มันไม่ได้เป็นไปตามใจเรา ออกเดินทางปุ๊บเราก็อยากให้ถึงปั๊บ

แต่ถ้าเรามองในมุมมองของธรรมะ การที่ทุกสิ่งทุกอย่างไม่เป็นไปตามความประสงค์ก็ทำให้เราเข้าใจสัจธรรมประการหนึ่งว่า สิ่งใดๆ ในโลกล้วนเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย มันมีเหตุให้รถติด มันก็ติดอย่างนี้ เราไปว่าอะไรไม่ได้ เมื่อเราเปลี่ยนข้างนอกไม่ได้ เราก็เปลี่ยนข้างในใจเรา

เหตุปัจจัยที่รายล้อมตัวเราอยู่มันยิ่งใหญ่เกินไป เมื่อแก้ไม่ได้ก็ต้องกลับมาแก้ที่วิธีคิดของเรา สิ่งนี้สำคัญมาก เพราะถ้าเรามีวิธีคิดที่ไม่ถูกต้อง เรื่องดีๆ เรามองเป็นลบได้ แต่ถ้าเรามีวิธีคิดที่ถูกต้อง เรื่องลบๆ เรามองเป็นดีก็ได้

ดังเช่นเรื่องราวของเชลยศึกสองคนที่ติดคุกในสงครามเวียดนาม พวกเขาถูกนำไปขังคุกโดยที่ข้างล่างมีแต่น้ำครำ เชลยคนอื่นๆ ทยอยเสียชีวิตไปตามลำดับๆ แต่มีคนหนึ่งมีชีวิตหลุดรอดมาได้จนได้รับอิสรภาพ เมื่อกลับไปอเมริกาเขาก็ได้เป็นวีรบุรุษ

มีนักข่าวไปสัมภาษณ์เขา “ทำไมคุณจึงประคองชีวิตรอดมาได้ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าไม่มีใครเข้าไปช่วยเหลือคุณในคุกนั้นได้”

เขาบอกว่า “ที่ผมรอดได้ก็เพราะเวลาที่ผมมองลงไปในโคลนตม ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำเน่า ผมยังพอมองเห็นแสงดาวที่อยู่ในโคลนตม ผมจึงบอกกับตัวเองว่า ตราบใดที่ยังเห็นแสงดาวในโคลนตม ตราบนั้นชีวิตนี้จะต้องไม่สิ้นหวัง ผมอาศัยแสงดาวที่อยู่ในน้ำเน่ามาปลอบโยนตัวเองให้มีความหวัง”

นี่คือวิธีคิดมองแง่ดีในสิ่งที่เป็นลบ เช่นนี้ภาษาพระเขาเรียกว่า อุปปาทกมนสิการ แปลว่า การคิดให้เกิดกุศล ภาษาคนรุ่นใหม่เรียกว่า การมองเชิงบวก อาจารย์อังคาร กัลยาณพงศ์ กวีซีไรต์เคยประพันธ์โคลงบทหนึ่งเอาไว้ว่า

“น้ำเน่าขังท่อข้าง ถนน

มันย่อมเป็นเมฆฝน แห่งฟ้า

ถึงต่ำแต่หมายผล เลอเลิศ

เพียรเปรื่องปราชญ์มิช้า ช่วยขึ้นมิติสรวง”

น้ำเน่าที่อยู่ข้างถนนอย่าได้ดูถูกเป็นอันขาด เพราะว่าเมื่อถึงเวลาหนึ่งมันก็จะระเหยขึ้นไปเป็นเมฆอยู่ข้างบน แล้วหล่นลงมาเป็นฝนที่แสนสะอาดและสดชื่นรื่นเย็น

พุทธศาสนาจึงมีสุภาษิตว่า คนมีปัญญาย่อมมองหาความสุขที่อยู่ท่ามกลางความทุกข์ได้ การที่เชลยศึกคนนั้นรอดชีวิตมาได้ เพราะเขามองโลกอย่างมีความหวัง เขาบอกว่าในน้ำครำในน้ำเน่าเขายังเห็นดาวทอแสงอยู่ นั่นหมายความว่า ชีวิตเขายังไม่สิ้นหวังที่จะกลับออกมาจากคุกเสียทีเดียว

การมองโลกแบบนี้สอดคล้องกับบทกวีของเฟรเดริก แลงบริดจ์ (Frederick Langbridge) ที่ว่า “Two men look out through the same bars, one sees the mud, and one the stars.” ซึ่งภราดา ฟ. ฮีแลร์ ได้นำมาแปลความเป็นภาษาไทยว่า

“สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม

อีกคนตาแหลมคม มองเห็นดาวอยู่พร่างพราย”

ข่าวล่าสุด

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร

แฮกเกอร์เจาะระบบตู้เย็นซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป เสียหาย 10 ล้านยูโร