
บันไดแห่งความสุข (1)
โดย...ว.วชิรเมธี ภาพ : คลังภาพบางกอกโพสต์ ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย
โดย...ว.วชิรเมธี ภาพ : คลังภาพบางกอกโพสต์ ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย
หลายครั้งที่ผู้เขียนเดินทางไปบรรยายธรรมตามสถานที่ต่างๆ ในกรุงเทพฯ สังเกตดูผู้คนบนทางด่วน เวลารถติดกันเป็นแพ หลายคนอารมณ์เสีย เรามักจะเห็นข่าวตามหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ว่า เวลาที่รถติดเป็นแพเมื่อมีคนบีบแตรไล่แล้วเขาเอาปืนลงมายิงกัน
นั่นแหละคืออารมณ์ร้อนของคนมันปะทุ
ที่เป็นเช่นนั้นหลายคนอาจจะบอกว่า เหตุเพราะสภาพแวดล้อมเช่นตอนรถติดนั้นมันไม่เอื้อให้ปฏิบัติธรรม คนจึงอารมณ์ปะทุง่าย แต่สำหรับผู้เขียนเองมองว่า นี่คือสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เราปฏิบัติธรรม
พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัย เราต้องยอมรับความจริง ขณะที่รถติดไม่ใช่ติดที่รถเราคันเดียว มองไปทางไหนรถก็ติดเป็นแพ สุดลูกหูลูกตา มันไม่ได้เป็นไปตามใจเรา ออกเดินทางปุ๊บเราก็อยากให้ถึงปั๊บ
แต่ถ้าเรามองในมุมมองของธรรมะ การที่ทุกสิ่งทุกอย่างไม่เป็นไปตามความประสงค์ก็ทำให้เราเข้าใจสัจธรรมประการหนึ่งว่า สิ่งใดๆ ในโลกล้วนเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย มันมีเหตุให้รถติด มันก็ติดอย่างนี้ เราไปว่าอะไรไม่ได้ เมื่อเราเปลี่ยนข้างนอกไม่ได้ เราก็เปลี่ยนข้างในใจเรา
เหตุปัจจัยที่รายล้อมตัวเราอยู่มันยิ่งใหญ่เกินไป เมื่อแก้ไม่ได้ก็ต้องกลับมาแก้ที่วิธีคิดของเรา สิ่งนี้สำคัญมาก เพราะถ้าเรามีวิธีคิดที่ไม่ถูกต้อง เรื่องดีๆ เรามองเป็นลบได้ แต่ถ้าเรามีวิธีคิดที่ถูกต้อง เรื่องลบๆ เรามองเป็นดีก็ได้
ดังเช่นเรื่องราวของเชลยศึกสองคนที่ติดคุกในสงครามเวียดนาม พวกเขาถูกนำไปขังคุกโดยที่ข้างล่างมีแต่น้ำครำ เชลยคนอื่นๆ ทยอยเสียชีวิตไปตามลำดับๆ แต่มีคนหนึ่งมีชีวิตหลุดรอดมาได้จนได้รับอิสรภาพ เมื่อกลับไปอเมริกาเขาก็ได้เป็นวีรบุรุษ
มีนักข่าวไปสัมภาษณ์เขา “ทำไมคุณจึงประคองชีวิตรอดมาได้ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าไม่มีใครเข้าไปช่วยเหลือคุณในคุกนั้นได้”
เขาบอกว่า “ที่ผมรอดได้ก็เพราะเวลาที่ผมมองลงไปในโคลนตม ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำเน่า ผมยังพอมองเห็นแสงดาวที่อยู่ในโคลนตม ผมจึงบอกกับตัวเองว่า ตราบใดที่ยังเห็นแสงดาวในโคลนตม ตราบนั้นชีวิตนี้จะต้องไม่สิ้นหวัง ผมอาศัยแสงดาวที่อยู่ในน้ำเน่ามาปลอบโยนตัวเองให้มีความหวัง”
นี่คือวิธีคิดมองแง่ดีในสิ่งที่เป็นลบ เช่นนี้ภาษาพระเขาเรียกว่า อุปปาทกมนสิการ แปลว่า การคิดให้เกิดกุศล ภาษาคนรุ่นใหม่เรียกว่า การมองเชิงบวก อาจารย์อังคาร กัลยาณพงศ์ กวีซีไรต์เคยประพันธ์โคลงบทหนึ่งเอาไว้ว่า
“น้ำเน่าขังท่อข้าง ถนน
มันย่อมเป็นเมฆฝน แห่งฟ้า
ถึงต่ำแต่หมายผล เลอเลิศ
เพียรเปรื่องปราชญ์มิช้า ช่วยขึ้นมิติสรวง”
น้ำเน่าที่อยู่ข้างถนนอย่าได้ดูถูกเป็นอันขาด เพราะว่าเมื่อถึงเวลาหนึ่งมันก็จะระเหยขึ้นไปเป็นเมฆอยู่ข้างบน แล้วหล่นลงมาเป็นฝนที่แสนสะอาดและสดชื่นรื่นเย็น
พุทธศาสนาจึงมีสุภาษิตว่า คนมีปัญญาย่อมมองหาความสุขที่อยู่ท่ามกลางความทุกข์ได้ การที่เชลยศึกคนนั้นรอดชีวิตมาได้ เพราะเขามองโลกอย่างมีความหวัง เขาบอกว่าในน้ำครำในน้ำเน่าเขายังเห็นดาวทอแสงอยู่ นั่นหมายความว่า ชีวิตเขายังไม่สิ้นหวังที่จะกลับออกมาจากคุกเสียทีเดียว
การมองโลกแบบนี้สอดคล้องกับบทกวีของเฟรเดริก แลงบริดจ์ (Frederick Langbridge) ที่ว่า “Two men look out through the same bars, one sees the mud, and one the stars.” ซึ่งภราดา ฟ. ฮีแลร์ ได้นำมาแปลความเป็นภาษาไทยว่า
“สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งมองเห็นโคลนตม
อีกคนตาแหลมคม มองเห็นดาวอยู่พร่างพราย”







