posttoday
กล้า ท้า ฝัน วิถีคน GenY

กล้า ท้า ฝัน วิถีคน GenY

10 สิงหาคม 2556

สังคมของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนแปลงฉับไวกว่าที่คาดคิด ด้วยสภาวะแวดล้อมในสังคมที่แตกต่าง ทำให้วิธีคิดของคน GenerationY ไม่เหมือนกับคน GenerationX

สังคมของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนแปลงฉับไวกว่าที่คาดคิด ด้วยสภาวะแวดล้อมในสังคมที่แตกต่าง ทำให้วิธีคิดของคน GenerationY ไม่เหมือนกับคน GenerationX หรือคนในยุค Baby Boom คนรุ่นใหม่ในยุคนี้เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ชอบแสวงหาโอกาสและทางเลือกใหม่ๆ ให้กับชีวิต ด้วยอิทธิพลของดิจิตอลที่ทำให้การเรียนรู้ไร้ขีดจำกัด

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่งานในความคิดของคนรุ่นใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เป็นมนุษย์เงินเดือน นั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศอันโอ่อ่าของบริษัทเอกชนหรือหน่วยงานรัฐ ซึ่งเสมือนเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จในชีวิตของคนวัยทำงานในรุ่นก่อนๆ เพราะในใจเขามีอะไรที่ท้าทายให้ทำมากกว่านั้น

อาฟเตอร์ ยู

หนีงานออฟฟิศมาขายขนม

อาฟเตอร์ ยู ธุรกิจร้านขนมหวานแบรนด์ดัง คือหนึ่งในผลงานของคนรุ่นใหม่ที่เริ่มต้นธุรกิจในวัย 25 ปี ด้วยแรงแห่งความรักในการทำขนมหวานและการทำธุรกิจผสมผสานกัน จนทำให้ อาฟเตอร์ ยู ฮิตติดตลาดในเวลาไม่นาน และทำเมนูสุดฮิตอย่าง “ชิบูยา ฮันนี่ โทสต์” กลายเป็นเมนูขนมที่ร้านอื่นต้องเอาไปทำบ้าง

เมกุลพัชร์ กนกวัฒนาวรรณ ผู้ก่อตั้งร้านและเจ้าของร้านอาฟเตอร์ ยู เล่าย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของร้านอาฟเตอร์ ยู ว่า มาจากความชอบขนมตั้งแต่เด็กและเริ่มฝึกทำมาตั้งแต่สมัยเรียนชั้นประถมศึกษา บวกกับความใฝ่ฝันอยากทำธุรกิจ หลังจากเรียนจบคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงมีความตั้งใจที่จะทำร้านขนมขึ้นมา

ในช่วงที่เมเรียนจบปริญญาตรี ไม่อยากทำงานบริษัทเป็นพนักงานประจำ จึงหันไปเขียนหนังสือสูตรขนมที่คิดค้นขึ้นเอง และพิมพ์ออกมาจำหน่ายในชื่อว่า May Made พร้อมกับเปิดรับทำขนมที่บ้าน เป็นคนลงมือทำและส่งขนมเอง จนไปพบที่ดินว่างในทองหล่อ ซอย 13 จึงสนใจเปิดร้านสาขาแรก และคิดว่าจะมีแค่ร้านเดียว

ตอนนั้นครอบครัวได้ให้เงินทุนตั้งต้นในการเปิดร้าน ใช้งบไปทั้งหมด 5 ล้านบาท ปรากฏว่าหลังจากเปิดร้านมา 3 เดือน ลูกค้าตอบรับดีมาก เพราะเป็นร้านขนมแนวใหม่ ทั้งรสชาติ เมนู และเครื่องดื่ม จนต้องขยายสาขาเพิ่มจาก 1 เป็น 2 เป็น 3 จนล่าสุดมีรวมทั้งหมด 8 สาขา ในเวลา 6 ปี และทุกๆ สาขาก็ยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง

“สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากโชคช่วย แต่หากถามว่าความสำเร็จที่เกิดขึ้นมาจากสิ่งใดบ้างนั้น เป็นคำถามที่ตอบยากมาก เพราะมาจากหลายสิ่งเป็นส่วนผลักดันเยอะมาก ตั้งแต่ความชอบทำธุรกิจ ความชอบทำขนม และมาจากความตั้งใจจริงที่อยากทำขนม ทุ่มเท มุ่งมั่นแบบเต็มที่ ไม่เคยหยุดคิดและพัฒนาร้าน” เม กล่าว

ในอนาคต อาฟเตอร์ ยู มีแผนเปิดสาขาในต่างจังหวัด รวมทั้งสาขาในต่างประเทศ มีลูกค้าติดต่ออยากให้เปิดทั้งในอาเซียน เอเชีย และยุโรป แต่สิ่งที่เป็นความท้าทายใหม่ของ เมกุลพัชร์ คือ การสร้างแบรนด์ อาฟเตอร์ ยู ให้ประสบความสำเร็จเหมือนกับร้านกาแฟ สตาร์บัคส์ ที่มีสาขาทั่วโลก ด้วยบริการและคุณภาพที่ดีเท่ากันทุกสาขา

เม เชื่อมั่นว่า หากตั้งใจจริง มีความรักในสิ่งที่ทำอย่างลึกซึ้ง ทุกอย่างเป็นไปได้เสมอ และความสำเร็จจะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม เช่นเดียวกับอาฟเตอร์ ยู

เว็บไซต์ทอฝัน

เรียนรู้เพื่อเป็นนายตัวเอง

ด้วยใจที่รักอิสระและความอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ทำให้ มาวิน จิรไพศาลกุล ปลุกปั้นเว็บไซต์โซเชียลเน็ตเวิร์กสัญชาติไทย “ทอฝัน” ให้สามารถแจ้งเกิดได้ในเวลา 1 ปี แต่แค่ความอยากคงไม่เพียงพอ เพราะส่วนสำคัญที่สุดคือต้องลงมือทำอย่างจริงจังด้วย

นั่นเป็นแรงผลักให้มาวินตัดสินใจเริ่มต้นธุรกิจของตัวเอง แทนที่จะยื่นใบสมัครงานไปยังบริษัทต่างๆ เหมือนกับเพื่อนร่วมรุ่นคนอื่นๆ หลังจากเรียนจบวิศวกรรมคอมพิวเตอร์จากรั้วจามจุรีแล้ว

มาวิน เล่าว่า ช่วงที่เรียนปริญญาตรีนั้น ต้องทำงานพิเศษเพื่อส่งตัวเองเรียน ลดภาระให้กับทางบ้าน เป็นการเรียนรู้ว่าถ้าสามารถจัดสรรเวลาให้ดี ทุกคนสามารถทำอะไรที่หลากหลายได้ในเวลาเดียวกัน แม้ทุกคนจะมีเวลา 24 ชั่วโมงต่อวันเท่ากัน แต่ใช้ไม่เท่ากัน

มาวินจึงใช้เวลาเรียนปริญญาตรี ทำงานพิเศษ และพัฒนาแอพพลิเคชันบนมือถือเกี่ยวกับท่องเที่ยวจนได้รางวัลชนะเลิศในโครงการ สามารถ อินโนเวชั่น อวอร์ด จากบริษัท สามารถ คอร์ปอเรชั่น เมื่อเรียนจบปริญญาตรีได้สมัครเรียนปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ พร้อมกับเริ่มต้น บริษัท ทอฝัน ไปพร้อมๆ กัน โดยเขาตั้งเป้าว่าอีก 5 ปีข้างหน้า ตอนอายุครบ 28 ปี ทุกอย่างต้องมั่นคง

ถามว่าวันนี้เหนื่อยมั้ย มาวินตอบเต็มปากเต็มคำว่า เหนื่อย แต่ด้วยแรงผลักดันส่วนตัวและความทะเยอทะยานที่จะไปสู่ความสำเร็จ มาวิน ยืนยันว่า ถ้าแบ่งเวลาให้ดีคนเราสามารถทำงานได้มากกว่าที่คิดเยอะ

จุดอ่อนประการหนึ่งคือ มาวินไม่เคยผ่านงานบริษัท ไม่เคยเป็นพนักงานเงินเดือนมาก่อนเลย ทำให้ไม่รู้กระบวนการทำงานใดๆ ทั้งสิ้น แต่สุดท้ายมาวินได้เปลี่ยนจุดอ่อนให้กลายเป็นจุดแข็ง นั่นคือพร้อมจะเรียนรู้ทุกเรื่อง เมื่อรวมกับความจริงจังไม่ล้มเลิก ทำให้ทุกอย่างเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว

แม้ช่วงแรกจะกดดันตัวเองมาก บวกกับบริหารอารมณ์ไม่ดี เกิดความเครียดสะสม แต่ก็เกิดการเรียนรู้ว่า เมื่อรู้จักลุยแล้วต้องรู้จักพักด้วยเช่นกัน

มาวินสร้างโมเดลธุรกิจเว็บไซต์ทอฝันด้วยการแบ่งรายได้จากโฆษณาให้เจ้าของคอนเทนต์ที่เข้ามาร่วมแชร์ข้อมูลในเว็บไซต์ 51% หลังจากเปิดทดลองบริการมา 8 เดือน และเริ่มเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อ 4 เดือนที่ผ่านมา ทอฝันได้เริ่มต้นแบ่งรายได้ให้กับเจ้าของคอนเทนต์แล้ว

แม้รายได้ที่แบ่งปันจะยังไม่มาก แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและทำจริงที่จะแบ่งรายได้ และเป็นการดึงดูดใจให้คนเข้ามาขีดๆ เขียนๆ แบ่งปันความรู้ผ่านทอฝันเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ทอฝันมุ่งสู่การเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์กสำหรับกลุ่มนักเขียน คนที่สามารถถ่ายทอดความรู้ ความคิด ออกมาเป็นตัวหนังสือ นั่นคือกลุ่มเป้าหมายหลักของทอฝัน

สำหรับมุมมองของมาวินที่เห็นความแตกต่างจากการสร้างธุรกิจของตัวเองแบบเต็มตัวนั้น มองว่าใครก็สามารถมีธุรกิจเป็นของตัวเองได้ แค่ต้องกล้าลงมือทำ และไม่กลัวที่จะล้ม ขอเพียงไม่หยุดทำ ถึงจะไม่สำเร็จแต่ก็ไม่ต้องเสียดาย

ทั้งสองกรณีตัวอย่างสะท้อนภาพคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะความคิดอิสระและความมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในธุรกิจที่ตัวเองสร้างขึ้นมา แต่การจะก้าวมายืนบนความสำเร็จนั้นได้ เป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดเดาได้จนกว่าได้ลงมือทำ

คนรุ่นใหม่ต้องการชีวิตสมดุล

วิไลพร ทวีลาภพันทอง หุ้นส่วนสายงานที่ปรึกษา บริษัท PwC Consulting ประเทศไทย เปิดผลสำรวจ NextGen : A global generational study 2013 ที่ระบุว่า คน Gen Y หรือผู้ที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 25232538 เป็นคนที่เติบโตมาในยุคดิจิตอลที่เต็มไปด้วยการสื่อสารผ่านอีเมล เทคโนโลยีบนมือถือ อินเทอร์เน็ต และสื่อออนไลน์ มักมีความเชื่อมั่นในความคิดเห็นของตนเองสูง และมีสไตล์การใช้ชีวิตอย่างสมดุล

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ มีความแตกต่างระหว่างคนในแต่ละรุ่น คนยุคก่อนหน้ามองว่าคนรุ่น Gen Y เป็นพวกไม่ทุ่มเทกับการทำงาน ไม่มีน้ำอดน้ำทน เปลี่ยนงานบ่อย ไม่ฟังคำสั่ง แต่ในทางกลับกัน เด็กรุ่นใหม่ก็จะมองว่าคนรุ่นเก่าชอบวางอำนาจ ทำงานเชื่องช้า ล้าหลังในเรื่องเทคโนโลยี ซึ่งหากมองแบบผิวเผิน ปัญหานี้ดูไม่ได้หนักหนาอะไร เป็นปัญหาภายในที่ไม่ได้ส่งผลต่อการสร้างรายได้หรือกำไรของบริษัท แต่จริงๆ แล้ว ถ้ามองดีๆ มันเป็นปัญหาเชิงลึกที่ส่งผลต่อการดำเนินงานและการเปลี่ยนงาน

ผลสำรวจฉบับนี้จัดทำขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง PwC กับมหาวิทยาลัย Southern California และ The London Business School ผ่านการสำรวจพนักงานในกลุ่ม Gen Y และ Gen อื่นๆ กว่า 4.4 หมื่นคน ใน 18 ประเทศทั่วโลก ใช้เวลา 2 ปี ในการจัดทำ ซึ่งผลสำรวจพบว่าพนักงานในกลุ่ม Gen Y ให้ความสำคัญกับเรื่องการสร้างความสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานกับชีวิตส่วนตัว (Work/life balance) มากกว่าคนรุ่นอื่นๆ

ยกตัวอย่างเช่น ใน 71% ของคน Gen Y มองว่า ค่าตอบแทนหรือการเลื่อนตำแหน่งเป็นเรื่องรอง เปรียบเทียบกับคนในรุ่นอื่นที่เห็นเช่นเดียวกันมีสัดส่วน 63% ขณะที่พนักงานในกลุ่ม Gen Y กว่า 60% ต้องการความยืดหยุ่นในการทำงาน เช่น สามารถเลือกหรือปรับเปลี่ยนเวลาเข้าทำงานได้ หรือทำงานจากที่บ้าน หรือที่อื่นๆ และเชื่อว่าการได้มาซึ่งความสามารถในการผลิตไม่ได้วัดกันที่จำนวนชั่วโมงที่ใช้ทำงาน แต่อยู่ที่ผลงานที่ได้มากกว่า แตกต่างกับคนรุ่นเก่าที่ถูกปลูกฝังและเคยชินกับการทำงานหนักที่ทำงาน เพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่งและความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

คนทำงานในยุค Gen Y ต้องการรู้สึกว่าพวกเขามีส่วนร่วมและกำหนดทิศทางของบริษัทไปพร้อมๆ กับการเติบโตไปในองค์กร ผู้บริหารจะต้องตอบโจทย์ความต้องการของเด็กรุ่นนี้ให้ได้ และต้องสามารถสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ให้พนักงานทุกระดับการมีส่วนร่วม กระตุ้นให้เกิดความคิดริเริ่มร่วมทำงานกับเพื่อนร่วมงานและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้ และที่สำคัญที่สุดคือการชื่นชมความสำเร็จของพวกเขาอย่างจริงใจ

ข่าวล่าสุด

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่

จากพลังงานสู่พลังชุมชน ปตท. ปั้น 44 “ช่างชุมชน” รุ่นที่ 12 ต่อยอดพลังงานสะอาดให้ตอบโจทย์พื้นที่