
มองวิกฤต (ส่วนตัว) เป็นโอกาส (สากล) นที อุตฤทธิ์
โดย...โจ เกียรติอาจิณ / ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี
โดย...โจ เกียรติอาจิณ / ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี
กลับมาจัดแสดงผลงานในรอบ 6 ปี ที่ประเทศไทย ขณะที่ นิทรรศการครั้งต่อไปของเขาจะมีขึ้นอีก 8 ปีข้างหน้านู่น
ฟังจากปาก “นที อุตฤทธิ์” วันเปิดนิทรรศการชุดล่าสุด IIIustration of the crisis ณ หอศิลป มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตกล้วยน้ำไท ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าอะไรและยังไง เขาถึงต้องเว้นวรรคเนิ่นนานขนาดนั้น
“ด้วยระบบของแกลเลอรีบ้านเราครับ ทำให้ผมค่อยๆ หนีห่างจากการแสดงผลงานในประเทศ แล้วหันไปติดต่อกับแกลเลอรีต่างประเทศ ผมก็เลยจะมีนิทรรศการที่ต่างประเทศมากกว่าในประเทศ” ศิลปินวัย 43 บอกด้วยน้ำเสียงเรียบนุ่ม
การทำงานที่ต่างประเทศกับในประเทศ ต่าง หรือเหมือนกันยังไงบ้าง เราถามต่อ นทีหยุดนิ่งชั่วครู่ก่อนจะเผยว่าต่างกันอย่างสิ้นเชิง
“บุคลากรที่ทำงานแวดวงศิลปิน โดยเฉพาะทัศนคติค่อนข้างต่างกันมากครับ ของเราส่วนใหญ่มักจะคิดว่ามันเป็นอาชีพหรือเปล่า อย่างตัวผมถ้าจะบอกว่ามีอาชีพจิตรกร หรือมีอาชีพเป็นศิลปิน ก็ต้องอธิบายกันยาวกว่าที่คนอื่นจะเข้าใจ มันจะต่างจากคนที่เป็นแพทย์ เป็นทนายความ เป็นครู พอความที่มันไม่ชัดเจนนี่เอง มันก็เลยส่งผลให้ระบบ หรือคนที่เกี่ยวข้องในการทำงานไม่ได้เกื้อหนุนในสิ่งที่กำลังทำ และด้วยความไม่เป็นอาชีพ มันก็เลยไม่มีความเป็นอาชีพหลงเหลืออยู่ แต่ในประเทศที่ศิลปวัฒนธรรมมีความสำคัญต่อการเป็นอยู่ในชีวิต แล้วมันเป็นอาชีพได้ มันก็เลยมีความเป็นมืออาชีพอย่างเห็นได้ชัด”
นิทรรศการชุดนี้เป็นผลงานเก่า ที่นทีเคยจัดแสดงจบลงไปแล้วเมื่อ 3 ปีก่อน ในหลายประเทศ เช่นว่า สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ แต่ที่ต้องนำกลับมาจัดแสดงที่ประเทศไทย ก็ด้วยจังหวะเวลาที่ลงตัวพอดิบพอดี จึงก่อเกิดนิทรรศการดังกล่าวบนชั้น 2 และชั้น 3 ของแกลเลอรี อันมีพื้นที่กว้างขวาง เหมาะแก่การเดินชมผลงานขนาดบิ๊ก ซึ่งศิลปินขอหยิบยืมมาจากคอลเลกชันส่วนตัวของเหล่านักสะสมชาวยุโรปและเอเชีย
“งานมีทั้งหมด 23 ชิ้น จากทั้งหมดที่ทำผมทำไว้ 60 กว่าชิ้น และ 23 ชิ้นนี้ก็เป็นคอกเลกชันของนักสะสม ที่กว่าจะยืมมาได้ ไม่ง่ายครับ ก็ต้องมีเจ้าหน้าที่เดินทางตามมาดูแลอย่างใกล้ชิด พร้อมๆ กับต้องทำประกันภัยไว้ด้วยครับ”
สาระที่ซ่อนอยูในนิทรรศการ IIIustration of the crisis นทีต้องการสะท้อนถึงวิกฤตในประเทศไทย โดยเจ้าตัวรีบบอกว่า ไม่ได้เน้นเรื่องการเมือง แต่เป็นวิกฤตที่ตัวเขาเจอะเจอมา อยู่รอบๆ ตัวเขา นำเสนอบรรยากาศชวนให้จินตนาการในโลกเสมือนจริง ผ่านเทคนิคสีน้ำมัน มีสัญญะเป็นหุ่นนิ่ง ที่สะดุดตาด้วยลายเส้น สีสัน และแสงเงา ภายใต้กรอบคำตอบถึงวิกฤตที่ศิลปินเจอมา
“ส่วนตัวผมเชื่อว่าความเป็นไทยไม่มีความเป็นมากนักในการที่จะสื่อสารผ่านงานศิลปะ หรืองานอะไรก็แล้วแต่ เพราะถึงที่สุดแล้ว ในเวทีโลก เขาไม่ได้สนใจหรอกว่าเราเป็นคนไทย หรือคนเชื้อชาติไหน แต่เขาจะดูตรงกลางว่ามันดี หรือไม่ดี บางครั้งความเป็นไทยที่ไม่ได้สัมพันธ์กับชีวิตเราจริงๆ ผมก็เห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์นะที่นำมาใส่ในงานศิลปะ”
ดังเช่นผลงานชุดนี้ที่นทีละทิ้งความเป็นไทยออกจากไปจากสิ่งที่เขานำเสนอ แต่กลับเลือกใช้กลวิธีแยบคายแบบความเป็นสากล มาบอกเล่าเรื่องราวแทน จนได้ผลงานที่โดดเด้ง และแทบจะแยกไม่ออกว่า นี่คือผลงานของศิลปินไทย
“ในโลกศิลปะ ก็มีการตกลงประมาณหนึ่งผ่านทางธาตุศิลปะอยู่แล้วว่าอะไรคือสัญลักษณ์ ที่คนทำงานศิลปะตกลงจะใช้ร่วมกันในฐานะสัญลักษณ์ เพื่อโน้มน้าวผู้ชมให้เกิดการตีความและเข้าใจ แต่สัญลักษณ์บางอย่างตัวศิลปินเองก็จะต้องสร้างมันขึ้นมา ความยากอยู่ที่ว่ามันเป็นสัญลักษณ์ส่วนตัว ยังไม่มีการตกลงร่วมกันในทางสากลว่าอันนี้จะแทนอันนั้น และความยากอีกขั้น ก็อยู่ที่ว่าศิลปินจะทำยังไงที่จะให้สัญลักษณ์ส่วนตัวนี้ ทำหน้าที่ขยายความ หรือบอกเรื่องราวให้กลายเป็นเรื่องสากลที่ทุกคนเห็นตรงกัน ฉะนั้น ธาตุในทางศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นองค์ประกอบต่างๆ สี แสง เงา ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ผู้ชมต่างชาติต่างภาษาสามารถรับรู้ภาษาตรงกลางทางศิลปะได้”
ใครสนใจก็แวะไปชมได้ นิทรรศการ IIIustration of the crisis จัดแสดงจนถึงวันที่ 31 สิงหาคมนี้ สอบถามรายละเอียด โทร. 02-350-3626
นที อุตฤทธิ์ เป็นคนกรุงเทพฯ โดยกำเนิด เกิดปี 2513 @ จบปริญญาตรี คณะจิตรกรรมประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
สถานที่จัดแสดงนิทรรศการหลักๆ ของเขาอยู่ในเอเชียและยุโรป @ ปี 2546 นิทรรศการ Still Pictures ที่ Plum Blossoms Gallery สิงคโปร์
ปี 2549 นิทรรศการ The fragment and the sublime ที่ Valentine Willie Fine Art มาเลเซีย
ปี 2550 นิทรรศการ The Amusement of Dreams, Hope and Perfection จัดแสดงที่ หอศิลปวิทยนิทรรศน์ ศูนย์วิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ถัดมาอีกปี เขาก็มีนิทรรศการTransparency Happiness ที่ Soka Art Center สาธารณรัฐประชาชนจีน
ปี 2553 เขาย้ายไปจัด นิทรรศการ Beacons of Archipelago ที่ Arario Gallery เกาหลีใต้
ก่อนจะมีโอกาสนำผลงานไปร่วมแสดง เทศกาลศิลปะนานาชาติ เวนิส เบียนนาเล่ ครั้ง 54 อิตาลี ปี 2554 ในนิทรรศการ From Asia to the World







