
สมาพันธ์ไลฟ์โค้ช แบ่งปันเพื่อสังคม
“การแบ่งปัน คือ สิ่งสำคัญในสังคม...” ครูอ้อยฐิตินาถ ณ พัทลุง ประธานสมาพันธ์ไลฟ์โค้ช เชื่อเช่นนั้น
โดย...กันย์
“การแบ่งปัน คือ สิ่งสำคัญในสังคม...” ครูอ้อยฐิตินาถ ณ พัทลุง ประธานสมาพันธ์ไลฟ์โค้ช เชื่อเช่นนั้น
สมาพันธ์ไลฟ์โค้ชก่อตั้งมาได้เป็นเวลาประมาณ 3 ปี โดย ครูอ้อย เป็นผู้ริเริ่มเพื่อทำงานจิตอาสาทางด้านการให้กำลังใจและทำชีวิตให้มีความสุข โดยมีเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ มารวมกันทำงานโดยไม่ได้มีผลตอบแทน รวมทั้งลูกศิษย์ที่มาเรียนกับเธอจนสามารถนำวิชาเข็มทิศชีวิตไปใช้ดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข ก็กลับมาช่วยเป็นพี่เลี้ยงบ้าง เป็นโค้ชบ้างหมุนเวียนสับเปลี่ยนมาช่วยกันแล้วแต่โอกาสอำนวย
บทบาทหน้าที่ของสมาคมดังกล่าว ครูอ้อย เล่าว่า ที่จริงแล้วเปิดกว้างในการทำงานจิตอาสา โดยเน้นอะไรที่ดีต่อสังคม คนในประเทศชาติและพระมหากษัตริย์ ซึ่งในตอนแรกที่ก่อตั้งเน้นช่วยเหลือคนให้มีความสุขกับการดำเนินชีวิต จุดประสงค์ก็คือ การช่วยปลดล็อก ปลดปมในใจ ที่อยู่ในส่วนลึกจนทำให้เขาเหล่านั้นฝังใจเอาไว้ จนทำให้ไม่มีความสุขกับชีวิต โกรธตัวเอง โกรธครอบครัว โกรธสังคม หากเรามีแผนที่ชีวิตช่วยชี้แนะเขาจนเคลียร์ปมปัญหาในใจได้ เขาจะให้อภัยตัวเอง ให้อภัยคนในครอบครัว มีความรัก นับถือตัวเอง มีความเชื่อมั่น จนดำเนินชีวิตได้อย่างแข็งแกร่งและมีความสุขยิ่งขึ้น
งานของสมาพันธ์มี 3 กลุ่มหลักๆ ก็คือ เข็มทิศความสุข เน้นปลดล็อกในใจ จะเปิดอบรมฟรีแก่ผู้ที่สนใจ โดยให้สมัครผ่านเฟซบุ๊กปีละ 4 ครั้ง รับสมัครได้ครั้งละ 1,000 กว่าคน โดยเปิดโรงแรม เลี้ยงอาหาร ชา กาแฟ ของว่าง มีหนังสือและซีดีแจกไปอ่านไปทดลองทำที่บ้าน
อีกกลุ่มคือ เข็มทิศภาวนา ปีละ 4 ครั้งเช่นกัน เน้นงานด้านอบรมปฏิบัติธรรม 3 วัน 2 คืน โดยไปเช่าและปิดรีสอร์ตดีๆ ให้แก่ผู้อบรม รับได้ครั้งละ 400 คน ทุกอย่างฟรี ทั้งสองกลุ่มนี้ ช่วงใดที่เปิดรับสมัครจะมีคนสมัครเต็มอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง โดยทั้งสองกลุ่มนี้จะเปิดกว้างสำหรับคนทั่วไปจากทั่วประเทศ มีตั้งแต่อายุ 8 ขวบ จนถึง 90 ปี
ส่วนกลุ่มสุดท้ายก็คือ การไปบรรยายให้กับองค์กรภาครัฐฟัง เช่น ทัณฑสถานหญิง โรงพยาบาล ค่ายทหาร ซึ่งมีผู้มาเข้าฟังจำนวนหลายร้อยคน ซึ่งจะไปบรรยายแบบนี้ปีละ 4 ครั้ง รวมๆ ทั้ง 3 โครงการ ก็ปีละ 12 ครั้ง สรุปแล้วคือเฉลี่ยมีงานทุกเดือน “จุดประสงค์คืออยากให้คนมีชีวิตที่มีความสุข มีธรรมะไว้ดูแลจิตใจ เราช่วยในส่วนที่เราพอจะทำได้ ใครถนัดอะไรก็ทำไปในแนวทางที่ตัวเองถนัด” ครูอ้อย กล่าวด้วยความมุ่งมั่น
เธอเล่าว่า งานของเธอมีสองอย่าง คือ ทำงานราคาแพงชั่วโมงละเป็นแสน คือ การไปรับจ้างบรรยาย หรือเปิดคอร์สอบรมให้กับบริษัทเอกชนใหญ่ๆ ที่มีกำลังจ่าย กับงานฟรี คือ ไปพูดให้กับหน่วยงานภาครัฐที่ไม่มีงบประมาณด้านนี้ งานของเธอจึงมีงานแบบแพงและงานแบบฟรี สรุปก็คือเอาเงินจากคนรวยมาช่วยคนจนบ้างเท่านั้นเอง
“อยากทำความเข้าใจจริงๆ ว่า คนมักคิดว่าเมื่อมาสนใจใฝ่ปฏิบัติธรรมแล้ว ชีวิตจะต้องสละแล้วซึ่งทุกสิ่งไม่ทำงานทำการอีกต่อไป ที่จริงไม่ใช่ ชีวิตของฆราวาสอย่างเรามีทั้งส่วนที่เป็นทางโลกก็คือประกอบสัมมาอาชีพ มีครอบครัว มีพนักงานที่ต้องดูแล แต่ทางธรรมก็คือเป็นพุทธบริษัทที่ดี แบบว่าทางโลกก็ไม่ให้ช้ำ ทางธรรมก็ไม่ให้เสื่อม จะทำงานอะไรก็ให้เป็นโดยสุจริต เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีอะไรพอจะช่วยได้ก็ช่วยเหลือกันไป ทำงานในธุรกิจของตัวแล้วก็เผื่อเวลาไปทำจิตอาสาให้สังคมบ้างตามกำลัง มีมากทำมาก มีน้อยทำน้อย เหมาะกับสถานะของตัวเอง” เธอกล่าวอย่างตั้งใจ
สนใจงานของกลุ่มนี้หาข้อมูลได้ที่ www.thailifecoach.com และ www.facebook.com/Thaicoach







