
ตาย-เจ็บ-พิการ ชีวิตพี่ไทยแขวนไว้กับขวด(เหล้า)
....ธนก บังผล
งานไหนๆ พี่ไทยก็เมา น่าจะเป็นนิยามที่สะท้อนวัฒนธรรมการดื่มกินของคนไทยได้ชัดเจนที่สุด โดยเฉพาะช่วงเทศกาลต้องเมาชนิดหัวราน้ำถึงจะเรียกพี่ไทยขนานแท้ เมาอย่างเดียวไม่พอ แต่ดันไปขับรถด้วย เลยต้องมีโครงการเมาไม่ขับออกมาเตือนสติ แม้จะได้ผลบ้าง แต่ไม่เต็มร้อย พี่ไทยยังอาศัยเหล้าเป็นเพื่อนแท้เกือบทุกเทศกาล
ก่อนถึงเทศกาลสำคัญ หน่วยราชการหรือองค์กรต่างๆ ก็เร่งรณรงค์ออกมาเตือนเพื่อไม่ให้น้ำเปลี่ยนนิสัยพาไปเสียชีวิต การนำเอาสถิติผู้เสียชีวิตในเทศกาลแต่ละปีออกมากางอาจไม่ใช่ทางแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด เพราะไม่มีประโยชน์ใดที่จะเอาตัวเลขเหล่านั้นมาเปรียบเทียบว่าปีไหนมีคนเสียชีวิตมากกว่ากัน ต้องยอมรับว่าสถิติและข้อมูลเหล่านั้นสามารถสะท้อนสำนึกของผู้ขับขี่ยานพาหนะใช้รถใช้ถนนได้ดีว่ามีมากน้อยเพียงใด
มูลนิธิเมาไม่ขับ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) คาดว่าเทศกาลปีใหม่ประชาชนจะเริ่มหยุดและมีการเดินทางกันตั้งแต่วันศุกร์ที่ 9 เม.ย. พ่วงไปถึงวันจันทร์ที่ 12 เม.บ.ปีนี้ มีวันหยุดยาวเฉียด 10 วัน แต่ทุกปีจะมีการเฝ้าระวังช่วง 7 วันอันตรายเป็นพิเศษ
ข้อมูลที่มูลนิธิเมาไม่ขับได้ทำสถิติไว้พบว่า ปี 2545 (1117 เม.ย.) บาดเจ็บ 36,398 คน เสียชีวิต 567 คน ปี 2546 (1116 เม.ย.) บาดเจ็บ 37,718 คน เสียชีวิต 559 คน ปี 2547 (817 เม.ย.) บาดเจ็บ 36,642 คน เสียชีวิต 654 คน ปี 2548 (817 เม.ย.) บาดเจ็บ 16,395 คน เสียชีวิต 522 คน ปี 2549 (716 เม.ย.) บาดเจ็บ 5,985 คน เสียชีวิต 485 คน
จะเห็นได้ว่าผู้เสียชีวิตในระยะแรกๆ นั้นจะอยู่ระหว่าง 400600 คนต่อปี นับตั้งแต่ปี 2548 จะพบว่าสถิติอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด คือ การไม่สวมหมวกนิรภัย 35.88% รองลงมา ได้แก่ การเมาสุรา 24.78% และการขับรถเร็วเกินกว่ากำหนด 12.53%
ทำให้ปี 2549 มีการรณรงค์เรื่องขับขี่ใส่หมวกนิรภัยมากขึ้น แต่สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุดก็ยังคงเป็นการเมาสุรา 35.44% รองลงมา ได้แก่ การขับรถเร็วเกินกว่ากำหนด 18.55% การขับรถตัดหน้ากระชั้นชิด 10.44% และการขับขี่รถจักรยานยนต์แบบไม่ปลอดภัย 10.31% ประเภทรถที่เกิดอุบัติเหตุมากที่สุด คือ มอเตอร์ไซค์ ร้อยละ 84.72 รองลงมาคือ รถปิกอัพ ร้อยละ 7.75 และรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ร้อยละ 2.12
พอขึ้นปี 2550 สถิติระบุว่าตัวเลขลดลง มีผู้บาดเจ็บอยู่ที่ 4,805 คน เสียชีวิต 361 คน ปี 2551 ผู้บาดเจ็บ 4,803 คน เสียชีวิต 368 คน ปี 2552 ซึ่งมีเหตุการณ์สลายม็อบเสื้อแดงในกรุงเทพฯ พบว่าช่วงสงกรานต์มีผู้บาดเจ็บ 4,332 คน และเสียชีวิต 373 คน เป็นตัวเลขผู้เสียชีวิตที่ลดลงอยู่ 300 กว่าคน
โดยสถิติอุบัติเหตุเทศกาลสงกรานต์ปี 2552 พบว่ามีผู้เสียชีวิต 373 คน บาดเจ็บ 4,332 คน 81.90% เป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ สาเหตุหลักๆ คือการเมาแล้วขับ ในขณะที่ 40.66% ขับรถเร็ว 19.69% และขับรถตัดหน้ากระชั้นชิด 10.96% ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บส่วนใหญ่อายุต่ำกว่า 25 ปี รองลงมาคือ อายุต่ำกว่า 20 ปี สรุปแล้วเมื่อปี 2552 ผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บในเทศกาลสงกรานต์เป็นกลุ่มวัยรุ่นมากที่สุด
แต่ก็ดูเหมือนว่าสถิติเหล่านี้เป็นเพียงตัวเลขลอยๆ ที่พี่ไทยไม่ได้เอามาเป็นอุทาหรณ์ใดๆ เลย แค่เพียงวันแรกของเทศกาลสงกรานต์ 12 เม.ย. 2553 ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นวันหยุดราชการ ปรากฏว่าที่ จ.สมุทรปราการ เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินคดีกับยานพาหนะต่างๆ ไปแล้วกว่า 1 หมื่นคัน มีผู้ไม่สวมหมวกนิรภัยมากที่สุด 305 ราย ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ 247 ราย มอเตอร์ไซค์ไม่ปลอดภัย 64 ราย ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย 62 ราย และเมาแล้วขับ 10 ราย
กรณีเมาแล้วขับตามกฎหมายกำหนดไว้ที่ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถือว่าเป็นปริมาณที่มีโอกาสเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุมากกว่าคนที่ไม่ดื่มถึง 6 เท่า
เมื่อดื่มเหล้าแอลกอฮอล์จะถูกดูดซึมผ่านปาก กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กเข้าสู่เลือด และเคลื่อนที่ตามทางเดินของเลือดผ่านไปทางหัวใจ และเลือดถูกสูบฉีดไปที่ปอด สู่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย เข้าสู่สมองทำให้การสั่งงานของสมองช้าลง
ถ้าชงเหล้าเข้มๆ ดื่มเร็วๆ หรือดื่มขณะที่ท้องว่าง ผลที่ตามมาคือจะทำให้มีแอลกอฮอล์ในเลือดสูง หน่วยแสดงค่าปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด คือ มิลลิกรัมต่อ 100 มิลลิลิตร (mg/100 ml) หรือเรียกว่า
“มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์” เช่น ถ้าวัดได้ 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ แสดงว่าในเลือดปริมาตร 100 มิลลิลิตร มีปริมาณแอลกอฮอล์อยู่ 50 มิลลิกรัมผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์ระบุว่า ถ้ามีแอลกอฮอล์ในเลือด 30 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะมีอาการสนุกสนานร่าเริง แอลกอฮอล์ในเลือด 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้การควบคุม การเคลื่อนไหวเสียไป ความสามารถในการขับขี่ลดลง 8 เปอร์เซ็นต์ โอกาสเกิดอุบัติเหตุจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าของคนที่ไม่ดื่มสุรา
แอลกอฮอล์ในเลือด 100 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะเมา เดินไม่ตรงทาง ความสามารถในการขับขี่ลดลง 15 เปอร์เซ็นต์ โอกาสเกิดอุบัติเหตุจะเพิ่มขึ้น 6 เท่าของคนไม่ดื่มสุรา และถ้ามีแอลกอฮอล์ในเลือด 200 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะเกิดอาการสับสน
มากไปกว่านี้คือ ถ้ามีแอลกอฮอล์ในเลือด 300 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะเกิดอาการง่วงซึม ซึ่งหากมีแอลกอฮอล์ในเลือด 400 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะเกิดอาการสลบ หรืออาจเสียชีวิตได้
แต่สำหรับคำว่า
“เมาสุรา” ตามกฎหมายซึ่งห้ามขับขี่ยานพาหนะ คือ การมีปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายมากกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ทั้งนี้ ประเทศไทยได้กำหนดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดสำหรับผู้ขับขี่ไม่ให้เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ (ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ฉบับที่ 16/2537) หรือก่อนขับขี่รถสามารถดื่มเบียร์ปกติไม่เกิน 2 กระป๋อง หรือ 2 ขวดเล็ก ไลต์เบียร์ไม่เกิน 4 กระป๋อง หรือ 4 ขวดเล็ก ไวน์ไม่เกิน 2 แก้ว (แก้วละ 80 ซีซี) สุรา (1 ฝาขวดสุราผสมโซดา) ไม่เกิน 6 แก้ว
ผู้ฝ่าฝืนตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2535 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับตั้งแต่ 2,0001 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ปัจจุบันมีวิธีการตรวจหาระดับแอลกอฮอล์ในเลือดได้ 3 วิธีหลักๆ คือ ทางลมหายใจ โดยการเป่าลมออกจากปากเข้าไปในเครื่องตรวจ ตัวเลขที่อยู่บนเครื่องจะบอกระดับแอลกอฮอล์ในเลือดเป็นมิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ทางเลือดโดยตรง และทางปัสสาวะ
ทั้งนี้ พฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสังคมไทยยังคงเป็นพฤติกรรมที่หลายคนยอมรับได้ แต่ก็ไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรม
“ดื่มเมาแล้วขับ”ถึงแม้ว่าโดยภาพรวมแล้วคนในสังคมจะสนับสนุนกับการมีมาตรการหรือนโยบายที่จะควบคุมคนที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ให้ไปขับขี่ยานพาหนะ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนมีความเข้าใจว่าดื่มแล้วเมาไปขับรถเป็นพฤติกรรมที่ควรถูกควบคุม
แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่าต่อให้มีคนตะโกนดังเท่าไร ก็จะยังมีการเสียชีวิตจากเมาแล้วขับเกิดอยู่สม่ำเสมอทุกปีๆ เข้าพรรษายังหยุดเหล้าได้ สงกรานต์ปีนี้ขออีกสักปีหยุดเหล้าจะได้ไหม เตือนกันตอนนี้ยังไม่สาย อย่าเอาชีวิตไปแขวนไว้กับขวดเหล้า แล้วเอาไปทิ้งในสงกรานต์ปีนี้เลย!!!







